วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เปิดเสรีพรรคการเมือง ทางออกประเทศไทย


 

 

            หลังจากการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล คสช. ของกลุ่มนักกิจกรรมและนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัยเมื่อวันก่อน ได้เปลี่ยนรูปเป็น “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ขึ้นมาแทน นับว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าทิศทางการเมืองไทยจะขยับไปทางไหนกันต่อ เมื่อรัฐบาลผู้ใช้อำนาจรู้ว่ามีกลุ่มนักศึกษาและประชาชนจำนวนมากขึ้นที่ไม่ยอมรับอำนาจและมาตรการศาลทหารแทนที่ศาลพลเรือนแบบปกติ

            จะผ่อนปรนลงหรือจะเข้มงวดขึ้นกว่าเดิม เพราะสถานการณ์ตอนนี้ของรัฐบาล เหมือน “คนขี่เสือ” เข้าไปทุกที หากเมื่อดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจผิดพลาด หรือทิศทางการปฏิรูปผิดทาง

            ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน คณะกรรมาการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง (คศป.) ได้ประสานงานเจรจากับกองทัพ เรื่องขอเป็นตัวกลางเพื่อเจรจากับกลุ่มนักศึกษาและรัฐบาล และขอให้ไม่จับกุมกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อประสานงานหาทางลงร่วมกัน ในช่วง 2-3 วันดังกล่าว จึงไม่มีการจับกุมตัวแต่อย่างใดและให้เคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ได้

            แต่ขบวนการประชาธิปไตยใหม่มีแนวทางชัดเจน พวกเขาต้องการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ ไม่ยอมรับอำนาจ คสช. และศาลทหารในฐานะที่เป็นพลเรือน คณะกรรมาการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองจึงไม่สามารถเป็นตัวกลางประสานงานได้อีกต่อไป พลันที่ทหารโทรศัพท์ขอให้คณะกรรมาการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองถอนตัวออก เจ้าหน้าที่ของรัฐก็เข้าจับกุมพวกเขาทั้งหมด

            สิ่งที่น่าจับตาก็คือ กระแสของขบวนการประชาธิปไตยใหม่จะอย่างไรต่อไป มีความเคลื่อนไหวใหม่หรือไม่ สามารถที่จะเป็น “เสือ” สถาปนาอำนาจของประชาชน ที่จะชี้ทางหรือบังคับให้รัฐบาลปฏิรูปตามทิศทางที่ถูกต้องได้หรือไม่

            ขณะเดียวกัน “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” ช่วงปลายทางก็ยังไม่ได้รูปธรรมการปฏิรูปที่เป็นคำตอบออกมาสักเท่าไหร่ สัปดาห์ก่อน คสช. โดย ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ได้เชิญนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวหลายคนเข้าพบเพื่อให้ความเห็นต่อรัฐบาลเรื่องการปฏิรูปและการบริหารราชการแผ่นดินว่าสมควรเดินหน้าแบบไหนกันต่อไป เพราะดูเหมือนสถานการณ์มาถึงจุดที่ท่านผู้นำเริ่มจะไปไม่เป็นเสียแล้ว?

            สิ่งหนึ่งที่เสนาธิการทหารทั้งหลายตั้งคำถามก็คือ สังคมไทยจะเดินทางไปแบบไหนกันต่อท่ามกลางความขัดแย้ง โดยไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงหรือสงครามความขัดแย้งในอนาคต เราควรจะปฏิรูปอะไรที่สำคัญที่สุด จะทำอย่างไรในการแก้ปัญหาทางการเมืองเพื่อไม่ให้เกิดการต่อสู้นอกระบบ

            พวกเขากลัวความขัดแย้งและความรุนแรงกลับมาเหมือนเดิม กลัวสงครามการเมืองของประชาชนฝ่ายต่างๆ ที่แบ่งขั้วข้างและไม่สามารถปรองดองอยู่ด้วยกันอย่างสันติได้เหมือนตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่การเมืองบนท้องถนน กลายเป็นทางออกของสังคมการเมืองไทย

            เพราะการเมืองในระบบรัฐสภาไม่มีคำตอบ?

            ผมนั่งทบทวนโจทย์เรื่องนี้ ได้รับคำตอบว่า ถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะการเมืองในระบบรัฐสภาไม่มีคำตอบ และไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งลงได้ ซ้ำร้าย ระบบรัฐสภาไทยยังเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความขัดแย้งรอบใหม่ที่สำคัญด้วย

            ถ้าจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระยะยาว ต้องแก้ไขการเมืองในระบบรัฐสภา ให้เป็นคำตอบของสังคมในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งเรื่องใด ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภามีทางออก

            ซึ่งหากทำได้จะเป็นทางลง คสช. จากหลังเสือได้ดีที่สุด

อาจจะกล่าวได้ว่า สถานการณ์การเมืองไทยมีความขัดแย้งที่รุนแรงและต่อเนื่องขึ้นทุกขณะ ปัญหาสำคัญนอกจากวิกฤติความขัดแย้งที่สั่งสมมาจากโครงสร้างที่เหลื่อมล้ำทางอำนาจและความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาประชาธิปไตยทางการเมืองในระบบรัฐสภา เป็นหนึ่งในสาเหตุและปัญหาสำคัญ

            เพราะนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นและภายหลังการยึดอำนาจการปฏิรูปการปกครองหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ประเทศไทยไม่มีความเป็นประชาธิปไตยทางการเมืองในระบบรัฐสภาอย่างแท้จริงเหมือนในประเทศพัฒนาแล้วอย่างในสหภาพยุโรป ที่มีประชาธิปไตยทางการเมืองในระบบรัฐสภา ประเทศเหล่านั้น อนุญาตให้มีการตั้งพรรคการเมืองทุกอุดมการณ์ที่หลากหลายเพื่อต่อสู้ทางการเมืองในระบบรัฐสภาได้

            หากเราไปดูระบบการเมืองในประเทศสังคมประชาธิปไตยหลายประเทศ จะเห็นว่า ในระบบรัฐสภาของเขา มีทั้งพรรคการเมืองเสรีนิยม พรรคอนุรักษ์นิยม พรรคศาสนา พรรคกรีน พรรคแรงงาน พรรคสังคมนิยม จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ ประเทศที่พัฒนาแล้วอนุญาตให้ประชาชนทุกผู้คนสามารถที่จะรวมตัวเป็นพรรคการเมืองตามอุดมการณ์ของตนเองที่หลากหลายได้โดยไม่ปิดกั้น และใช้พรรคการเมืองต่อสู้ภายใต้กติกาประชาธิปไตยร่วมกันในระบบรัฐสภา

           ดังนั้น ขบวนการต่อสู้ทางการเมืองด้วยกำลังอาวุธจึงไม่ใช่คำตอบและล่มสลายไปนับแต่นั้นมา

           หันกลับมามองประเทศไทย ความขัดแย้งรอบใหม่นำไปสู่การต่อสู้การจัดตั้งขบวนการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธทางการเมืองอีกครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเท่ากับว่า ระบบรัฐสภาไทยไม่สามารถเป็นคำตอบให้แก่สังคมได้ และที่รัฐสภาไม่มีคำตอบในเรื่องนี้เพราะยังคงเป็นเผด็จการพรรคการเมืองในระบบรัฐสภาอยู่นั่นเอง

            สังเกตได้ง่ายๆ ทำไมประชาชนไม่สามารถจดทะเบียนชื่อ “พรรคสังคมนิยม” หรือ “พรรคคอมมิวนิสต์” ได้ เพราะกฎหมายการเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมืองของประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง ถ้าหากกฎหมายเปิดโอกาสแต่เจ้าหน้าที่ไม่ให้จนก็แสดงว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลำเอียง ไม่เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง

            ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีระบบพรรคการเมืองที่หลากหลาย ต่อสู้อุดมการณ์ทางการเมืองกันในรัฐสภา เพื่อเป็นคำตอบทางนโยบายให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีเฉพาะพรรคการเมืองของนายทุนอีกแค่สองพรรคอีกต่อไป

            เผด็จการพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา คือระบบที่อนุญาตให้นายทุนใหญ่เป็นเจ้าของพรรคได้โดยใช้เงินลงทุนซื้อผู้แทน และใช้การบริหารแบบธุรกิจการเมือง จึงขาดการบริหารตามหลักการประชาธิปไตยภายในพรรคเหมือนดังหลายประเทศที่พัฒนาระบบเลือกตั้งและพรรคการเมืองแล้ว

            โดยเฉพาะการที่รัฐธรรมนูญไทยบังคับให้ ส.ส.สังกัดพรรค คือใบอนุญาตให้ผู้แทนประชาชน กลายเป็นทาสของระบบทุนผ่านตลาดผู้แทนที่ชัดเจนที่สุด

           ไม่แปลกที่นักการเมืองไทยถูกครหาด่าทอว่า เป็นตัวแทนของประชาชนแต่ยกมือสนับสนุนกฎหมายให้นายทุนในรัฐสภา และการเสนอกฎหมายตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนหลายฉบับ จึงถูกตีตกจากสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วาระแรก

            ทางเดียวที่การเมืองไทยจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้นั้น จะต้องมีการแก้ไขในกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เพื่อสร้างประชาธิปไตยภายในพรรค แก้ไขให้มีพรรคการเมืองที่หลากหลายตามอุดมการณ์ที่แท้จริง ไม่กีดกันสิทธิทางการเมืองด้วยอำนาจการยุบพรรคและขีดระยะเวลาการหาสมาชิกพรรคการเมือง รวมทั้งการปิดกั้นสิทธิการเลือกตั้งของแรงงานในโรงงานต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองทางเลือกของประชาชนเติบโต

            ดังนั้น ทางออกจากวิกฤติการเมืองในระบบเผด็จการพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา คือให้ประชาธิปไตยทางการเมือง โดยเปิดเสรีพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา.


โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net