วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แรงภายนอก ลัทธิล่าอาณานิคม และการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองสมัย ร 5


 

แรงภายนอก ลัทธิล่าอาณานิคม และการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองสมัย ร 5

                                                                          ยุทธภรณ์ บุณรักษา เขียน

                                                                          ผศ ดร ทิวากร แก้วมณี อาจารย์ที่ปรึกษา

 

 

 

  การเริ่มต้นแนวคิดการปฎิรูป

                  แนวคิดในการปฏิรูปการปกครองในรัชกาลที่ 5 นั้นเรียกได้ว่าเป็นแนวคิดที่เริ่มมาในยุคสมัยของรัชกาลที่ 4แล้ว เนื่องจากว่า รัชกาลที่ 4 ทรงได้ตระหนักถึง อำนาจของกลุ่มประเทศในแถบตะวันตก ซึ่งในช่วงนั้นได้มีการเข้ามารุกรานในประเทศแถบตะวันออกของลัทธิล่าอาณานิคมของฝั่งตะวันตก ดังนั้น การที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดจากการล่าอาณานิคม ที่มีข้ออ้างว่าไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารราชการและมีความล้าหลัง จึงทำให้ ประเทศสยามต้องปรับเปลี่ยนประเทศเท่ากับระเบียบมาตรฐานของตะวันตกนั่นจึงเป็นแนวคิดที่ทำให้เกิดการปฏิรูปการปกครองที่สำคัญใน รัชกาลที่ 5(เดวิด เค. วัยอาจ: 2556, สุรพล ไตรเวทย์:2549 )

                     เมื่อเริ่มเกิดปฏิรูปการปกครองเพื่อที่จะทำให้ประเทศสยามเป็นไปมาตรฐานของตะวันตกที่ซึ่งเป็นลัทธิล่าอาณานิคม โดยที่ลัทธิล่าอาณานิคม จะเริ่มต้นด้วยการมาทำการค้า และต่อมาจะอ้างถึงความป่าเถื่อน ล้าหลัง ของชาตินั้นๆและทำการเข้ายึดครอง ซึ่งทำให้ประเทศสยามในรัชกาลที่ 4 ได้เริ่มเตรียมการ ในการรับมือกับการเข้ามาของชาติตะวันตก เช่น การให้ รัชกาลที่ 5 ไปศึกษาในแบบ ตะวันตก และการที่ต้องยอม ทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่ทำให้สยามต้องทำการเปิดประเทศค้าขายกับประเทศต่างๆหรือก็คือระบบทุนนิยมโลกนั่นเองและมีการปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษีอากร โดยผลในปรับปรุงระบบการปกครองแบบของรัชกาลที่ 4 ก็สามารถทำให้สยามสามารถที่จะประนีประนอมกับลัทธิล่าอาณานิคมชาติตะวันตกได้และก็เป็นการเตรียมการให้รัชกาลที่ 5 มีความพร้อมในความรอบรู้และสามารถผ่านพ้นวิกฤตลัทธิล่าอาณานิคมได้ (ดนัย ไชยโยธา :2546,    เดวิด เค วัยอาจ:2556  )

                                               การต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเก่าของรัชกาลที่ 5

                       การขึ้นมาครองราชย์ของรัชกาลที่ 5 เรียกได้ว่า เป็นช่วงที่มีตระกูลหนึ่งขึ้นมามีอำนาจจนถึงขีดสุด นั่นคือตระกูลบุนนาค นำโดย ช่วง บุนนาค ซึ่งการที่ตระกูลบุนนาคขึ้นมามีอำนาจมากนั้นทำให้เป็นเรื่องที่หน้าวิตกของ รัชกาลที่ 5 มาก เพราะอำนาจของตระกูลบุนนาคในสมัยนั้นมีอำนาจถึงกับสามารถเปลี่ยนตัวผู้ปกครองประเทศได้เลยทีเดียว โดย ช่วง บุนนาคได้เคยแสดงอำนาจของตระกูลมาแล้วด้วยการ แต่งตั้งให้ กรมหมื่นวิชัยชาญ ให้ไปอยู่ในตำแหน่ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ที่ซึ่งจริงๆแล้วต้องเป็นหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ แต่ ช่วง บุนนาคได้ทำการแต่งตั้งขึ้นมาเองซึ่งนั่นเป็นการแสดงถึงอำนาจที่มีมากกว่าอย่างท่วมท้นของ ตระกูลบุนนาค ซึ่งการที่ตระกูลบุนนาค ขึ้นมามีอำนาจขนาดที่เรียกได้ว่าควบคุมประเทศได้ก็เพราะ ตระกูลบุนนาคเป็นตระกูลที่ใกล้ชิดกับราชวงศ์จักรีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 อีกทั้ง ยังมีการนำคนในตระกูลไปสมรสกับตระกูลอื่นๆ จึงทำให้ตระกูลบุนนาคสะสมอำอาจมาอย่างมั่งคงจนและเมื่อมาถึงสมัยของรัชกาลที่ 5 ช่วง บุนนาค ยังได้เป็นผู้สำเร็จราชกาลแทนด้วย จึงทำให้รัชกาลที่ 5ไม่สามารถท้าทายอำนาจได้ในทันที เพราะรัชกาลที่ 5เองไม่ได้มีพรรคพวกเลยในตอนที่ขึ้นมาครองราชย์ แต่การที่จะปฏิรูปประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานของชาติตะวันตกนั้น รัชกาลที่ 5ก็ต้องจำเป็นในการนำอำนาจกลับคืนมา เพื่อที่จะทำการปฏิรูปได้อย่างสมบูรณ์(  สุรีย์  พงษ์จันทร์: 2536, เดวิด เค วัยอาจ: 2556 )

                ในการที่รัชกาลที่ 5 จะทำการชิงอำนาจมาจากตระกูลบุนนาคนั้น รัชกาลที่5 ต้องทำอย่างระมัดระวัง ซึ่งเมื่อรัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์ ก็ได้เกิดเหตุการณ์ วิกฤติการณ์วังหน้าที่ต้องทำให้ช่วง บุนนาคต้องมาใกล่เกลี่ยให้ เพราะกลัวต่างชาติจะเข้ามาแทรกแซง ซึ่งความขัดแย้งของวิกฤติการณ์วังหน้านี้เองที่ เป็นเหตุให้รัชกาลที่ 5 เห็นถึงความสำคัญในการดึงอำนาจกลับมาที่ตน ดังนั้นรัชกาลที่ 5 จึงได้เริ่มแผนการในการดึงอำนาจกลับมาแบบค่อยเป็นค่อยไป คือเริ่มจาก การจัดตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และ สภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ เพราะ ในช่วงที่รัชกาลที่ 5 ได้จัดตั้งสภา2สภานี้ รัชกาลที่ 5 ยังไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการฟังความคิดเห็นต่างๆ และรัชกาลที่ 5เองก็ทรงต้องการลดอำนาจของตระกูลบุนนาคลง และดึงอำนาจมาสู่พระองค์ จึงเป็นเหตุให้มีการจัดตั้ง การจัดตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และ สภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์(สุรีย์  พงษ์จันทร์:2536 , ชาญชัย รัตนวิบูลย์:2551 )

                การจัดตั้งสภาที่ปรึกษาราชแผ่นดิน และ สภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์นั้น เป็นวิธีการสร้างความชอบธรรมให้กับรัชกาลที่ 5 และเพิ่มความแข็งแรงให้กับกษัตริย์ กับ ลดอำนาจของฝ่ายตรงข้ามลงนั่นคือตระกูลบุนนาค โดยทั้ง 2 สภานี้เป็นจุดที่ ตระกูลบุนนาคไม่เห็นถึงความสำคัญ เพราะสนใจแต่ในด้านฝ่ายบริหาร ดังนั้น รัชกาลที่ 5 จึงให้จุดนี้ที่เป็นเหมือนจุดบอดที่ ตระกูลบุนนาคมองข้ามไป นำมาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้เพื่อดึงอำนาจกลับมา และส่วนในการเกิด 2 สภานี้ก็มาจาก การที่รัชกาลที่ 5 ได้ไปดูงานที่ต่างประเทศมา จึงทำให้เห็นถึงระบบที่สามารถนำประยุกต์ใช้ได้ (ชาญชัย รัตนวิบูลย์: 2551, สุรีย์  พงษ์จันทร์:2536 )

                 สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ก่อตั้งในวันที่ 8พฤษภาคม พ.ศ. 2417 ซึ่งเป็นองค์กรแรกทางการปกครองที่ รัชกาลที่ 5 ได้สร้างขึ้นโดยมีแนวความคิดมาจาก การที่รัชกาลที่ 5ได้ไปดูงานที่ ที่ประชุมปรึกษาราชการแผ่นดินใน ฮอลันดา โดยสภาจะมีหน้าที่เกี่ยวกับ การช่วยคิดราชการแผ่นดินหรือก็คือนโยบายในการบริหารที่ออกมาในรูปแบบกฎหมาย และยังมีการประชุมเพื่อหาทางแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับ ทาส  ภาษีอากร  ซึ่งโดยรวมจะเป็นเรื่องในการปรับปรุงโครงสร้างทางสังคม เช่นพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไทย ที่กำหนดให้ลูกทาสทุกคนที่เกิดในปี พ.ศ.2411 มีค่าเต็มตัวตอน 8ปีและปลดตัวเองจากทาสในช่วงอายุ 21ปี และหน้าที่อีกอย่างของสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินนั้นยังมีหน้าที่ด้านตุลาการด้วย โดยเป็นการพิจารณาคดี ซึ่งรัชกาลที่ 5 จะเป็นผู้พิจารณาการตัดสินโทษอีกครั้งหนึ่ง แต่สภานี้ได้มีการลงโทษที่รุนแรงเพื่อให้เกิดความเข็ดหลาบ จนทำให้เกิดเหตุการณ์ของพระปรีชากลการ (ชาญชัย รัตนวิบูลย์:2551 ,สุรีย์  พงษ์จันทร์ :2536 )

                   ในการตัดสินเหตุการณ์ของพระปรีชากลการนั้นได้ เป็นการตัดสินคดีของสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน เพราะว่าเป็นคดีที่มีความสำคัญต่อเอกราชและความมั่นคงของประเทศ เนื่องมาจากมีคนฎีการ้องทุกข์ ว่าพระปรีชากลการกระทำทารุณกรรมกับคนงานในเหมือง และทุจริตในการทำเหมือง ซึ่งเมื่อมีการพิจารณาแล้วว่ามีความผิดจริงจึงทำการสั่งลงโทษ แต่ผลไม่จบแค่การโดนลงโทษของพระปรีชากลการ เพราะ พระปรีชากลการได้เป็นลูกเขยของกงสุลอังกฤษประจำกรุงเทพฯ ซึ่งกงสุลอังกฤษประจำกรุงเทพฯ นั่นก็คือนายนอกซ์ โดยนายนอกซ์ไม่พอใจกับการลงโทษพระปรีชากลการ จึงได้นำเรือรบเข้ามาถึงกรุงเทพฯ และขู่ว่าจะจับตัวช่วง บุนนาค  มาเป็นตัวประกัน ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้แสดงถึง อำนาจที่ลดลงของตระกูลบุนนาค เพราะเมื่อนายนอกซ์ได้ขู่ว่าจะจับตัว ช่วง บุนนาคเพราะคิดว่าอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุขึ้น ช่วง บุนนาคได้หลบไปอยู่ที่จังหวัดราชบุรี ดังนั้นรัชกาลที่ 5 จึงเข้ามาจัดการเรื่องนี้เอง โดยมีการส่งราชทูตพิเศษไปคุยกับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อให้รัฐบาลอังกฤษได้เข้าใจถึงการกระทำผิดของพระปรีชากลการ จึงทำให้ทางอังกฤษไม่เข้ามาแทรกแซง  ดังนั้นจากกรณีของนายนอกซ์จึงทำให้ได้เห็นถึงอำนาจที่ลดลงไปของช่วง บุนนาค ที่ต้องหลบไปอยู่ราชบุรี (ชาญชัย รัตนวิบูลย์ : 2551, สุรีย์  พงษ์จันทร์: 2536)

                 การจัดตั้งสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ ได้ก่อตั้งเมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2417  โดยได้เลียนแบบมาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งสภานี้จะมีหน้าที่เพื่อ ไตร่ถามงานและปฤกษาการ หรือมีการมอบหมายให้ไปทำงานต่างๆแทนพระองค์ ซึ่งสมาชิกของสภานี้จะมี 49 คน และหนึ่งในนั้นคือ ช่วง บุนนาค แต่ ช่วง บุนนาคได้ปฎิเสธ อาจเป็นเพราะว่าถ้าหากทางช่วง บุนนาคยอมรับการเข้าเป็นสภาที่ปรึกษา ต้องสาบานตนจึงทำให้เกิดความรู้สึกว่าอำนาจของตนนั้นสิ้นสุดลง และเหตุผลอีกข้อคือไม่ว่า ช่วง บุนนาค จะเข้าสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์หรือไม่ รัชกาลที่ 5 ก็ต้องมาปรึกษา ช่วง บุนนาค อยู่ดี  โดยผลงานที่มีความสำคัญของสภานี้ คือ การประชุมพิจารณาเกี่ยวกับการทำกิจการโทรเลข และภายหลังสภานี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สภาองคมนตรี (ชาญชัย รัตนวิบูลย์ : 2551,สุรีย์  พงษ์จันทร์ :2536 )

การปฏิรูปประเทศของรัชกาลที่ 5

                     ในการที่จะสามารถพัฒนาประเทศของ รัชกาลที่ 5 หรือทุกๆรัชกาลนั้น มีสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการพัฒนาประเทศ นั่นคือ เงิน โดยในสมัย รัชกาลที่ 5 ได้มีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ หรือเรียกได้ว่าเป้นการปฏิรูปทางการคลังก็ได้ โดยเป็นการควบคุมการเก็บภาษีที่รัดกุม เพราะ เนื่องจากระบบก่อนเกิดการทุจริตจากผู้จัดเก็บภาษี ดังนั้นเป็นการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์จึงเป็นแหล่งในการรวบรวมภาษีเพื่อนำมาใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศ  แต่ก็ชดเชยด้วยการจ่ายเงินเดือนให้กับผู้เก็บภาษีเพื่อให้เกิดความพอใจและไม่ทุจริต  แต่ก็เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกับ กลุ่มขุนนางเก่า เช่น วิกฤติการณ์วังหน้า  ที่มีเรื่องเกี่ยวกับภาษี (สุรีย์  พงษ์จันทร์ : 2536 , เดวิด เค วัยอาจ :2556 )

                 การปฏิรูประบบการบริหารประเทศในสมัยของ รัชกาลที่ 5 เพื่อที่จะให้สยามรักษาเอกราชจากลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตกได้นั้น รัชกาลที่ 5 จำเป็นต้อง ปฏิรูประบบที่สำคัญของประเทศ นั่นคือการปฏิรูประบบการปกครอง ที่เป็นการยกเลิก การปกครองแบบโบราณ และ การปฎิรูประบบราชการที่เป็นการสร้างชนชั้นข้าราชการและนำมาใช้แทนระบบการปกครองโบราณ ซึ่ง การปฏิรูปทั้ง 2 ระบบนี้ทำให้สยามสามารถที่จะประนีประนอมกับลัทธิล่าอาณานิคนตะวันตกจนทำให้รักษาเอกราชไว้ได้ โดยในการที่รัชกาลที่ 5 ได้เริ่มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนี้ ยังคงเป็นระบบที่สืบทอดกันมาถึงปัจจุบัน (สุรีย์  พงษ์จันทร์ : 2536 , เดวิดเควัยอาจ :2556 )

                  การปฏิรูประบบการปกครอง เป็นระบบเป็นการยกเลิกรูปแบบการปกครองโบราณ เช่น ระบบเจ้าเมือง ระบบกินเมือง  โดยมีเหตุมาจากทั้งการกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตกและระบบการปกครองแบบโบราณนั้นเองก็เป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน จึงทำให้เกิดปัญหาในการบริหารงาน เช่น การทำหน้าที่ซ้ำกัน  ปฏิบัติงานไม่ทั่ว  ดังนั้น รัชการที่ 5  จึงได้ทำการปฏิรูปการปกครอง โดย ใน ปี พ.ศ. 2431 ได้มีการจัดตั้งกรมขึ้นมาใหม่ทั้ง 12 กรม และ แบ่งหน้าที่ในแต่ละกรมให้มีความชัดเจน โดย การจัดตั้งกรมทั้ง 12 กรมนี้เป็นการใช้รูปแบบการปกครองแบบตะวันตก เพราะมาจากการส่งคนไปพิจารณารูปแบบการปกครองของ ชาติตะวันตกใน งานฉลองครบรอบวาระ 50 ปี ราชินีวิกตอเรีย ต่อมาในภายหลังได้ทำการเปลี่ยนจาก กรม มาเป็น กระทรวง ดังนั้น การที่จะทำให้ชาติตะวันตกยอมรับในรูปแบบการปกครองได้ จึงจำเป็นต้องใช้ระบบที่ชาติตะวันตกนั้นใช้กันอยู่เพื่อที่จะไม่สามารถมีข้ออ้างว่า การปกครองล้าหลัง เพื่อที่จะได้นำกองกำลังเข้ามาบุกยึดประเทศได้ (สุรีย์  พงษ์จันทร์ : 2536 , เดวิด เค วัยอาจ :2556 )

                       การปฏิรูประบบราชการ เป็นระบบที่ถูกนำมาใช้แทนระบบเดิม ซึ่งจะเป็นการใช้ข้าราชกาลในการบริหารส่วนงานต่างๆ ซึ่งก็จะขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ ที่เป็นรูปแบบของการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่พระมหากษัตริย์ โดยระบบราชกาลนั้นก็มีด้วยกัน 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ส่วนกลาง ที่เป็น กระทรวงต่างๆ  ซึ่งอีกส่วนก็คือ ส่วนภูมิภาคซึ่งส่วนภูมิภาคนี้เป็นการจัดตั้ง มณฑลเทศาพิบาลขึ้นมา ซึ่งนำมาใช้แทนระบบเจ้าเมืองที่ ปกครองเมืองได้แบบอิสระ คือเจ้าเมืองสามารถเก็บภาษีไว้ที่ตนเองได้ จึงทำให้เจ้าเมืองๆสามารถสะสมอำนาจขึ้นมาได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องส่งคนจากส่วนกลางเข้าไปดูแลเมืองเพื่องทั้งการป้องกันการก่อกบฏ และการจัดเจ็บภาษีที่ได้มากขึ้นของส่วนกลาง และเพื่อความสะดวกในการแยกกันบริหารงานจึงได้ย่อยส่วนภูมิภาคมาอีกคือ มณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล  และหมู่บ้าน ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีข้าราชการขากส่วนกลางเข้ามาบริหารงาน แต่ นั่นก็ทำให้เจ้าเมืองต่างๆที่เคยได้รับผลประโยชน์ออกมาต่อต้าน เช่น กบฏผีบุญ กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ (สุรีย์  พงษ์จันทร์ : 2536 , เดวิด เค วัยอาจ :2556 )

                   จากการปฎิรูปทางการเมืองที่เป็นการยกเลิกระบบการปกครองแบบโบราณ และการปฎิรูประบบราชการที่ 5  เป็นการสร้างระบบการปกครองแบบใหม่ที่สร้างชนชั้นข้าราชการขึ้นมาโดยส่งไปศึกษาในต่างประเทศและนำมาใช้บริหารงานผ่านระบบส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางในการใช้อำนาจ โดยมีฐานแบบมาจากประเทศแถบตะวันตก ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการปฎิรูปนี้ ก็มาจาก  การเข้ามาของลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตก และ ความต้องการในการลดอำนาจของพวกขุนนางหรือ กลุ่มอำนาจเก่า แต่การปฎิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เป็นผลทำให้ประเทศรอดจากการล่าอาณานิคมนั้น ก็ไม่ใช่มีเพียงแต่ ด้านการบริหารงานเท่านั้น ซึ่งยังมี ในด้าน การปฎิรูปสังคมและ การปฏิรูปทางด้านกฎหมายด้วย  (สุรีย์  พงษ์จันทร์ : 2536 ,อาทร จันทวิมล:2546)

 

 

 

การปฏิรูปสังคมในสมัยรัชกาลที่ 5

                        รูปแบบของสังคมในถูกปฏิรูปในสมัยของ รัชกาลที่ 5 นั้น เป็นรูปแบบของ การที่มีทาสอยู่ในสังคม ซึ่งอาจเป็นเรื่องปรกติของสยามในสมัยนั้น แต่เมื่อเริ่มมีการเข้ามาของชาติตะวันตกที่ เป็นลัทธิล่าอาณานิคม โดยที่จะใช้ข้ออ้างในการเข้ามาปกครองประเทศ และ ประกอบกับแนวคิดของรัชกาลที่ 5 ที่คิดว่า ไม่ควรปล่อยให้คนกดขี่กัน จึงทำให้มีการเลิกทาสเกิดขึ้น แต่ ในการที่จะเลิกทาสนั้นจะทำในทันทีไม่ได้ เพราะสังคมในตอนนั้นยังชินอยู่กับสภาพของสังคมแต่ก่อนอยู่ ดังนั้นการเลิกทาสจึงทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดย เริ่มจาก พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาส-ลูกไท ผ่านสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และเริ่มทำให้ทาสลดลงทุกๆปี จนในที่สุดก็เกิดความสำเร็จในการเลิกทาส และการเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 นี้เองนอกจากจะส่งผลให้ชาติตะวันตกมองสยามดีขึ้นแล้ว และ ก็ยังทำให้ประชาชนหันมาสนับสนุนรัชกาลที่ 5 อีกด้วย (สุรีย์  พงษ์จันทร์ : 2536 , สุรพล  ไตรเวทย์ : 2549 )

การปฏิรูปด้านศาลและกฎหมาย

                   เนื่องจากในสมัยของรัชกาลที่ 5 ศาลนั้นปนอยู่กับองค์กรต่าง จึงทำให้อำนาจด้านบริหารและตุลาการปนกัน ซึ่งเป็นการบ่งบอกได้ว่าศาลและกฎหมายในสมัยของรัชกาลที่ 5 ยังไม่มีประสิทธิภาพพอหรือไม่เป็นไปตามหลักสากล ดังนั้น รัชกาลที่ 5 จึงได้ตั้ง กระทรวงยุติธรรมขึ้น ใน ปี พ.ศ. 2434 ซึ่งมีการจ้างนักกฎหมายจาก ตะวันตกและญี่ปุ่น เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในกระทรวงและกฎหมาย โดยทำให้เกิดการแบ่งศาลเป็น 3ประเภท คือ ศาลฎีกา ศาลสถิตยุติธรรมกรุงเทพฯ ศาลหัวเมือง และ การปฏิรูปศาลนั้น ก็ยังเป็นการยกเลิกระบบลงโทษแบบจารีตนครบาล ที่ใช้วิธีที่รุนแรง ป่าเถื่อน เช่น เฆี่ยน ตอกเล็บ บีบขมับ ซึ่งชาติตะวันตกเองก็ไม่ยอมรับในจุดนี้ของกฎหมายของสยามที่ซึ่งทำให้สยามเสียสิทธินอกอาณาเขตไป จึงเป็นเหตุให้มีการปฏิรูป ศาลและกฎหมายเกิดขึ้น

                    จากการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน การปฏิรูปราชการ การปฏิรูปการเมือง การปฏิรูปศาล การปฏิรูปกฎหมาย จะเห็นได้ถึงปัจจัยหนึ่งที่มีผลในการทำให้เกิดการปฏิวัติเหล่านี้ คือ การเข้ามาของลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตก ที่ซึ่งเข้ามารุกรานในแถบตะวันออก โดยอาศัยข้ออ้าง ว่า เป็น ประเทศที่ป่าเถื่อน และ ล้าหลัง ดังนั้น เพื่อที่จะรักษาเอกราชเอาไว้จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบต่างๆให้เป็นไปตามมาตราฐานตะวันตก ซึ่งนั่นทำให้สยามกลายเป็น รัฐที่อ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกมาก เช่น ไม่ว่าจะกรณีของนายนอกซ์ หรือ สนธิสัญญาเบาว์ริง   ที่ทำให้สยามต้องการประณีประนอมก็มาจากปัจจัยจาก ต่างชาติหรือปัจจัยภายนอกทั้งสิ้น (สุรีย์  พงษ์จันทร์ : 2536 , อดุล ไชยโยธา : 2546 )

รัชกาลที่ 5 กับประชาธิปไตย

                    แนวคิดในเรื่องของ การที่ให้คนจำนวนมากมีส่วนร่วมในการปกครองนั้น  โดยมี พระมหากษัตริย์ อยู่ภารใต้รัฐธรรมนูญ หรือเรียกได้อีกอย่างว่า คอนสติติวชั่นแนล โมนากรี ที่เป็นหลักของประชาธิปไตย ซึ่งถูกเสนอจาก  กลุ่ม ร.ศ.103 ในปี พ.ศ.2428 โดยกลุ่ม ร.ศ. 103 นี้ได้ ยื่นเอกสารในการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้กับรัชกาลที่ 5  ซึ่ง ร.ศ.103 ไม่เห็นด้วยกับวิธีการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจของสถาบันกษัตริย์ โดยกลุ่ม ร.ศ.103 ได้มีเสนอถึง การปกครองแบบมีสภาผู้แทนราษฎร แต่ในการที่จะใช้รูปแบบการปกครองแบบนั้นอาจไม่สามารถใช้ได้ในทันที เพราะมีเหตุมาจาก สภาพของสังคมสยามในสมัยนั้นยังไม่เหมาะกับการนำระบบการปกครองของตะวันตกมาใช้ เพราะประชาชนยังไม่มีความพร้อมในระบบการปกครองแบบตะวันตก และถ้าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในสมัยนั้นขึ้น ก็อาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ เพราะไปขัดกับผลประโยชน์ของขุนนางต่างๆ จนทำให้เกิดจลาจล จนทำให้ต่างชาติอาศัยโอกาสนี้เข้ามาแทรกแซงประเทศได้ ดังนั้นถึงแม้ ในสมัย ร.ศ. 103 จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจาก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น ประชาธิปไตย ได้แต่อย่างน้อย สิ่งที่ ร.ศ. 103 ได้ เสนอในสมัย รัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นการปูพื้นฐานให้กับประชาชนสำหรับประชาธิปไตย ในขั้นแรก ได้แก่  การแก้ไขธรรมเนียมโบราณ เช่น การหมอบคลาน การให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และ การจัดการระบบราชการให้เลือกจากความสามารถ ซึ่งรัชกาลที่ 5 ได้มีแนวคิดกับเรื่องของ การเปลี่ยนระบอบการปกครองว่าและการปฏิรูปในด้านอื่นๆ ว่า การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่ดึงอำนาจมาไว้ที่ส่วนกลางนี้เป็นแค่เพียง โครงสร้าง แต่การถ้าไม่มีผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารงาน ระบอบนั้นก็จะไม่มีประสิทธิภาพใดๆเลย ดังนั้นการที่ข้อเสนอของ ร.ศ.103 ไม่ถูกนำไปใช้ทั้งหมด เพราะ รัชกาลที่ 5 ได้เห็นว่า การปฏิรูปทางด้านบริหารเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในขณะนั้น แต่ต่อมาก็เริ่มเกิดการปฏิรูปต่างๆตามมาจากการปฏิรูปทางด้านบริหาร เช่น การจัดตั้ง รัฐมนตรีสภา การปฏิรูปการศึกษา โดยเป็นการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาเพื่อขยายโอกาสในการศึกษาให้กับประชาชนทั่วไป ดังนั้น การที่มีการยื่นเอกสารเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองของ ร.ศ. 103 นั้นไม่ใช่สิ่งที่ศูนย์เปล่าในการนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตย เพราะถึงแม้ ข้อเสนอของ ร.ศ. 103 ไม่ได้ถูกนำมาปฎิบัติทั้งหมดแต่ก็ยังมีการนำข้อเสนอบางส่วนมาใช้เพื่อปฎิรูปประเทศ และ เพื่อป้องกันลัทธิล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก แต่ ผู้ที่เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองนั้น ไม่ได้มีเพียงแต่ ร.ศ. 103 เท่านั้น โดยยังมีนักคิดที่สำคัญอยู่อีกคนหนึ่งในสมัย รัชกาลที่ 5 นั่นคือ เทียนวรรณ(สุรีย์  พงษ์จันทร์ : 2536 , เดวิด เค วัยอาจ :2556 )

                 แนวคิดในเรื่องของ ประชาธิปไตย ในรัชกาลที่ 5  ถูกนำกลับมาพูดถึงอีกครั้งหลังจาก              ร.ศ. 103 คือ ในช่วง พ.ศ. 2435 ผ่าน หนังสือพิมพ์ ที่ชื่อ ตุลยวิภาคพจนกิจ และ หนังสือรายเดือน ชื่อ       ศิริพจนภาค ซึ่งเทียนวรรณ ได้เน้น ถึงการปฏิรูปการปกครอง ที่ต้องให้ความสำคัญกับประชาชน เพราะ การปฏิรูปการบริหารเป็นเพียงแค่โครงสร้าง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับ ประชาชน ดังนั้นเทียนวรรณจึงได้ชี้ให้เห็นถึง ความสำคัญของประชาชน โดยได้บอกว่า ประชาชนคือสายโลหิตของแผ่นดิน”  ดังนั้นการที่ประเทศจะสามารถเจริญขึ้นมาได้นั้น ไม่ใช่แค่ การปกครองของพระมหากษัตริย์ที่มีทศพิธราชธรรมเท่านั้น แต่รวมไปถึง ขุนนางที่ซื่อสัตย์ และ ประชาชนที่มีความสามารถ ซึ่งจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ ซึ่งในสภาพของสังคมขณะนั้นไม่ได้เป็นไปตามนั้นเลย เพราะ ประชาชนและขุนนางในตอนนั้นยังยึดติดอยู่กับ น่านิยมและ ประเพณีโบราณ เช่น การเล่นพนัน รับสินบน คดโกง และการที่ทำอย่างอื่นที่ทำให้สยามดูกลางเป็นประเทศที่ล้าหลัง เพราะไม่ได้รับการสนใจในด้านการศึกษาอย่างเท่าทีควร เพื่อที่จะทำให้สยามพัฒนาเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองนั้น ซึ่งเทียนวรรณ ได้เสนอ รัชกาลที่ 5 ถึงการมีรัฐสภา ที่ประชาชนเป็นที่มาของอำนาจในการปกครอง แต่ความคิดเห็นของเทียนวรรณไม่ได้ถูกนำมาใช้ เพราะ ประชาชนในยุคนั้นยังขาดความพร้อมอยู่และประกอบกับการที่ประเทศมีกษัตริย์ที่อยู่ในทศพิธราชธรรมและมีความสามารถ จึงทำให้ประชาชนไม่ได้ใส่ใจกับการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองเท่าที่ควร แต่ราชกาลที่ 5 กลับไม่ได้สนใจแนวคิดของ เทียนวรรณ มากนัก อาจเป็นเพราะรัชกาลที่ 5 คิดว่าระบบที่เหมาะสมกับสยามคือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และการคิดที่จะให้ รัฐสภานั้นก็เป็นความคิดของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อมและความเข้าใจกับเรื่องพวกนี้ ซึ่งก็อาจปฎิเสธไม่ได้ในสมัยนั้น แต่ แนวคิดของเทียนวรรณนั้นต้องการให้มีรัฐสภา เพราะ เป็นรูปแบบที่มีเสถียรภาพมากกว่าระบอบในตอนนั้น โดยเป็นการนำระบบรัฐสภาเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาในการจัดการกับระบบราชการที่เกิดกว่าคนหนึ่งคนจะควบคุมได้ และ เกิดการใช้รัฐสภายังมีความเสถียรภาพมากกว่า เพราะไม่มีหลักประกันว่ากษัตริย์แต่ละองค์จะเหมือนกัน(สุรีย์  พงษ์จันทร์ : 2536 )

               จากทั้งเหตุการณ์ของ ร.ศ. 103 และ เทียนวรรณ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อยในสยามสมัยนั้นที่ได้ไปพบเห็นสิ่งใหม่ๆในต่างประเทศ โดย ได้แสดงให้เห็นถึง ความคิดที่จะเปลี่ยนประเทศให้เป็นประชาธิปไตย แต่ด้วยความที่ สยามในสมัยนั้นได้ขาดปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การนำประชาธิปไตย มาใช้ในประเทศแล้วมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ในยุคของคนกลุ่มนี้จึงทำได้แค่การปฏิรูปบางสิ่งเพื่อเป็นขั้นแรกสำหรับ ประชาธิปไตย ซึ่ง ในแนวคิดของทั้ง ร.ศ. 103 และเทียนวรรณ นั้นมุ่งเน้นที่จะนำ รัฐสภามาใช้ โดยเป็นการใช้อำนาจของประชาชน เพื่อที่จะมาควบคุมปัญหาของระบบราชกาล และ ก็เป็นที่น่าเสียดายในแนวคิดของเทียนวรรณบางส่วนที่ถูกนำมาปฎิบัติแต่ถูกปฎิเสธว่าเป็นแนวคิดของเทียนวรรณ เช่น การเลิกทาส การยกเลิกการหมอบคลาน และการยกเลิกบ่อนการพนัน(สุรีย์  พงษ์จันทร์ : 2536 , เดวิด เค วัยอาจ :2556)

การปฏิรูประบบราชการต่อเนื่องความเป็นประชาธิปไตย

                ในปี พ.ศ. 2475 เรียกได้ว่าเป็นปีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกรปกครองครั้งใหญ่ก็ว่าได้ โดยเป็นการเป็นจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มาเป็น ระบอบประชาธิปไตยแบบประเทศตะวันตก ซึ่งผู้ที่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงระบอบนั้นคือ กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า คณะราษฎร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มาการ การปฏิรูประบบราชการโดยกรสร้าง ข้าราชการขึ้นมาใช้ในระบบ โดยมีการส่งไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ และ กลุ่มคนพวกนี้เอง เมื่อได้ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ก็ได้ซึมซับความเป็นประชาธิปไตยมา โดยในสมัยนั้นของยุโรปเป็นยุคที่เกิด คอนสติติวชั่น โมนากี ที่เป็นล้มล้างอำนาจกษัตริย์ อันเนื่องมาจาก กษัตริย์ในยุโรป ได้ขูดรีดประชาชนจนทำให้เกิดความไม่พอใจและนำมาสู่การล้มล้างนั่นเองแต่ เมื่อกลับมาพิจารณาในดูในสยามประชาชนทั่วไปดูเหมือนจะพอใจอยู่กับระบอบเดิมคือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะตั้งแต่อดีตย้อนไปกษัตริย์ก็เรียกได้ว่าปฏิบัติตนเหมือนเป็นพ่อที่คอยปกครองลูก คอยดูแลความทุกสุขของประชาชน อีกทั้งยังนำพาประทศชาติให้รอดจาก วิกฤตต่างๆ เช่น ลัทธิล่าอาณานิคม ดังนั้นจึงทำให้ประชาชนรู้สึกพอใจในระบอบนี้ และประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีความพร้อมในความคิดของกษัตริย์ ดังนั้นเมื่อไม่ใช่ประชาชนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และประชาชนก็ยังไม่มีความพร้อม พระมหากษัตริย์จึงยังไม่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังนั้นด้วยเหตุหลายๆอย่างนี้กลุ่มที่ได้รับอิทธิผลมาจากประเทศทางฝั่งยุโรป จึงได้เริ่มคิดที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประเทศสยามเป็นประเทศที่เรียกได้ว่าเป็น ศิวิไลซ์   จุดต่างของกลุ่มคณะราษฎร กับ กลุ่มในสมัยรัชกาลที่ 5  นั้นต่างกัน เพราะ ในสมัยของรัชกาลที่ 5 กลุ่มคนพวกนี้แค่เสนอแนวทางการเปลี่ยนแปลง แต่ คณะราษฎร ได้วางแผนและลงมือทำ โดยอาศัยคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ทำให้ประเทศเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตยได้สำเร็จ ซึ่งแนวคิดของทั้ง 2 กลุ่มนี้ต่างก็คิดไปในทางเดียวกัน คือ การนำพระมหากษัตริย์ มาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และเป็นการให้ประชาชนใช้อำนาจในการปกครองผ่านการ เลือกตั้ง

                 ผลจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี พ.ศ. 2475  ก็คือการได้มีประชาธิปไตยในประเทศ แต่สำหรับประชาชนในตอนนั้นอาจจะไม่มีความพร้อมในการใช้ระบอบประชาธิปไตย เพราะเนื่องจากคนในสมัยนั้นยังยึดติดกับระบอบแบบเดิมๆอยู่ นั่นคือความคิดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ปลูกฝังให้คนในสังคม มีความที่เชื่อที่ว่า ต้องดีกว่า ต้องพิเศษตามยศ ของตน ซึ่งขัดกับหลักของในหลักของประชาธิปไตย ที่เชื่อว่าทุกคนเท่าเทียม แต่ด้วยความที่ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ไม่คุ้นชินกับแนวคิดของระบอบการปกครองของประชาชน ระบอบการปกครองจึงมักถูกทำให้เลือนหายไปได้ง่าย โดย ในการรัฐประหาร ปี พ.ศ. 2490 โดยเกิดจาก กลุ่มทหาร และ ยังมีประชาชนบางส่วนออกมาสนับสนุน โดยเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบ ในความเป็นอนุรักษ์นิยม และ ในอีกกรณีคือในช่วงที่ จอมพล สฤษดิ์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประชาชนก็ยังได้การยอมรับ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์จำพวกนี้อาจมาจาก การเปลี่ยนแปลงการระบอบปกครองโดยไม่ปฏิรูปคนในสังคมก่อน  จึงเป็นแค่คนบางส่วนที่เข้าใจถึงหลักของประชาธิปไตย และอีกส่วน ยังยึดติดอยู่กับระบอบเดิมๆตั้งแต่อดีต เพราะ ถ้าลองเทียบเวลารูปแบบในการปกครองมา จะเห็นได้ว่า ประชาชนในสยามอยู่กับระบอบกษัตริย์ มาเป็นเวลานาน จึงต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้เพื่อที่เปลี่ยนแปลงทัศนคติ และ เพื่อให้เกิดความพร้อมสำหรับประชาชน แต่อันที่จริงแล้ว ในตอนหลังจากที่ คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และ ได้เข้ามาบริหารงาน กลุ่มคณะราษฎรก็เตรียมแผนที่จะปฏิรูปเอาไว้แล้ว แต่ด้วยความที่แผนนั้นไปขัดกับหลักผลประโยชน์ กลุ่มที่กลัวจะเสียประโยชน์จึงออกมาต่อต้าน และ เกิด รัฐประหาร ปี พ.ศ. 2490 ที่ซึ่งทำให้ อุดมการณ์เสรีนิยมและประชาธิปไตย เลือนหายไป ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างในสยามมักมาจาก ปัจจัยภายนอก เพราะเนื่องมาจากประชาชนในสังคมไม่มีแรงจูงใจในการที่จะเปลี่ยนแปลงหรือ ปฎิรูป เพราะเนื่องมาจาก การที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงธรรม และ มีความสามารถสูง จึงทำให้คนในสังคมยอมรับในระบอบการปกครองแบบเดิน ซึ่งเมื่อเกิดการเข้ามาของปัจจัยภายนอก ที่ซึ่งมีแรงกดดัน เช่น ลัทธิล่าอาณานิคม จนทำให้สยามต้องเกิดการปฏิรูปการปกครอง จนนำมาสู่ คณะราษฎรที่ก็เป็นปัจจัยภายนอกที่มีความรุนแรงอันเนื่องมาจากไม่เห็นด้วยกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนระบอบการปกครองในที่สุด แต่สยามหรือไทยในปัจจุบันก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะว่า การที่จะสลัดความเป็นอนุรักษ์นิยมกับคนในสังคมจำเป็นต้องใช้เวลา เพื่อที่จะทำให้คนในสังคมเกิดความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ยากขึ้นเพราะเนื่องจากกลุ่มที่เป็น อนุรักษ์ศักดินาเองก็พยายามปลูกฝังให้คนในสังคมหันมาอยู่ในระบอบเดิมที่ชอบในระบบชนชั้นทางสังคมที่มีมาตั้งแต่อดีต ซึ่งทำให้ต้องใช้เวลานานที่จะทำให้คนในสังคมจึงจะเกิดความพร้อมและเกิดความเข้าใจในการเป็นประชาธิปไตยและทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ (สุรีย์  พงษ์จันทร์ : 2536 ,เดวิด เค วัยอาจ :2556 ,ดนัย ไชยโยธา :2546 )

 

สรุปบทความ

           ในการเกิดการปฎิรูปการปกครองในสมัยของรัชกาลที่ 5 นั้นได้แสดงให้เห็นถึงปัจจัยภายนอกที่มีผลอย่างมากในการปฏิรูปการปกครอง และ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในการเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองการปกครองนั้น มาจากปัจจัยภายนอก เพราะปัจจัยภายนอกนั้นมีแรกผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่าปัจจัยภายใน โดยเป็นเพราะว่า สยาม นั้นไม่มีอำนาจมากพอที่จะต่อรองกับกฎในสังคมโลก ซึ่งในกรณีของรัชกาลที่ 5 นั้นได้ถูกลัทธิล่าอาณานิคมเข้ามา จึงทำให้ต้องเกิดการปฎิรูปหลายๆอย่างทั้ง ระบบการปกครอง และ ความเจริญของบ้านเมือง ได้แก่ การศึกษา การคมนาคม การสื่อสาร โดยภายหลังมากลุ่มมาจาก ระบบราชการ ที่ซึ่งได้รับความแนวคิดแบบตะวันตกมาจากการไปศึกษาต่อที่ประเทศในแถบตะวันตก ซึ่งใช้ชื่อว่า กลุ่มคณะราษฎร ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกลุ่มคณะราษฏร กับ การปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้จึงชี้ให้เห็นว่าปัจจัยภายนอกนั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญในการส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในสยาม แต่ ในการรับประชาธิปไตยเข้ามาในประเทศนั้น ก็มีกลุ่มบางกลุ่มที่ไม่พอใจกับประชาธิปไตยมากนัก ซึ่งจะเห็นได้จาก การที่เริ่มเกิดรัฐประหารขึ้น และ ก็ยังมีผู้สนับสนุนในการรัฐประหารนั้น จึงชี้ให้เห็นว่า แม้ปัจจัยภายนอกจะส่งผลให้มีการนำประชาธิปไตยเข้ามาในประเทศได้ แต่ ในสยามนั้นได้รับประชาธิปไตยมาแค่วิธีการ ซึ่งคนในสังคมยังไม่มีความเข้าใจถึงประชาธิปไตย และประกอบกับกลุ่มอนุรักศักดินา ที่พยายามกีดกันไม่ให้คนในสังคมได้รับ ความรู้ หรือ ความเข้าใจในประชาธิปไตย จึงทำให้ สยามมีประชาธิปไตยที่ไม่มั่นคง ดังนั้นเหตุการณ์ในการปฏิรูประบบการปกครองในสมัยรัชการที่ 5 ที่ซึ่งได้ผลแรงผลักดันมาจากปัจจัยภายนอกนั้น ได้แสดงให้เห็นว่า สยามนั้นไม่มีอำนาจพอในการต่อรองกับอำนาจภายนอกประเทศ จึงทำให้สยามต้องปฎิบัติไปตามกระแสโลก จึงทำให้ต้องนำระบบประชาธิปไตยเข้ามาในประเทศ แต่กลุ่มอนุรักศักดินาที่มีอำนาจอยู่ในสยามนั้น ไม่ชอบในความเป็นประชาธิปไตย และ ด้วยประชาธิปไตยนั้นขัดต่อระบบที่พวกของตนได้ประโยชน์ จึงได้ทำหลายวิธีเพื่อให้ประชาชนในสังคม ไม่สามารถเข้าถึงความเป็นประชาธิปไตยได้จึงทำให้ประชาธิปไตย ไม่เกิดความสำเร็จเท่าที่ควรในสยาม เพราะ ปัจจัยภายในประเทศยังมีการต่อต้านการเข้ามาของปัจจัยภายนอกอยู่ นั่นคือ การที่ทำให้สยามไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ (เดวิด เค วัยอาจ : 2556 ,  สุรีย์  พงษ์จันทร์ : 2536 )

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

ชาญชัย รัตนวิบูลย์. การวิจัยเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ. พิษณุโลก : สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทธยาลัยนเรศวร , 2551. หน้า 148- 153

ดนัย ไชยโยธา .ประวัติศาสตร์ไทย : ยุคกรุงธนบุรีถึงรัตนโกสินทร์. (พิมพ์ครั้งที่ 1).กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์ , 2546. หน้า 159- 164

เดวิด เค วัยอาจ.ประวัติศาสตร์ไทยฉบับสังเขป.(พิมพ์ครั้งที่ 2).มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์:กรุงเทพฯ.หน้า 329-336  , 344-348 , 429- 343

สุรพล ไตรเวทย์.พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ : วิญญชน , 2549.  หน้า 46-53

สุรีย์ พงษ์จันทร์.ประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่.พิมพ์ที่แผนกเอกสารและการพิมพ์มหาวิทยาลับศรีนครินทรวิโรธ พิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก.หน้า 98-109 , 139-145

 อาทร จันทวิมล. ประวัติศาสตร์ของแผ่นดินไทย.(พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงพิมพ์อักษรไทย, 2546 .หน้า 280

 

 

 

 

 

 

โดย ดร.รัสเซีย

 

กลับไปที่ www.oknation.net