วันที่ พุธ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วันหยุดกับคนกรุงเทพฯ


   เป็นที่เหนื่อยหน่ายนะครับชาวกรุงเทพฯทั้งหลาย หากใครเป็นเจ้าของรถ และขับรถออกไปไหนมาไหนในวันเสาร์ จะเผชิญกับการจราจรที่อึดอัดติดขัดยิ่งกว่าวันธรรมดาเสียอีก ปริมาณรถยนตร์จำนวนมหาศาลที่วิ่งอยู่เขตกรุงเทพฯชั้นในทำให้วันเสาร์-วันหยุดในความเป็นจริงห่างไกลจากห้วงคำนึงเสียลิบลับ

“วันหยุด” จึงกลายเป็นวัน(รถ)หยุด(บนถนน)ไป

ที่เป็นเช่นนี้ก็พอจะเดาได้ครับว่ามาจากอะไรบ้าง

ประการแรก เนื่องด้วยประชากรไทยเรา โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น รวยขึ้นว่าอย่างนั้นเถอะ จึงพยักเพยิดพร้อมใจกันถอยรถใหม่ด้วยเหตุผลต่างๆกันออกไป; ลูกเรียนจบ เดินทางลำบาก รถเก่าแล้ว แต่งงานใหม่ เงินเหลือ ฯลฯ ภาพที่ปรากฏเป็นผลลัพธ์คือรถจำนวนมากมายที่ผู้คนใช้ไปไหนมาไหนในวันเสาร์ มาติดขัด แออัดยัดเยียดกันตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า และสถานที่จับจ่ายใช้สอยสำคัญต่างๆ

จะไปโทษพวกเขาว่าเป็นตัวการทำให้รถติดก็ไม่ถูกนะครับ สังคมแห่งเสรีภาพนั้นมีมาตั้งนานนมแล้ว ย้อนไปในสมัยสุโขทัยโน่น พ่อขุนรามคำแหงยังให้ “ใครใคร่ค้าม้าค้า ใครใคร่ค้าช้างค้า” ฉะนั้น ใครใคร่ค้ารถค้า ใครใคร่ซื้อรถซื้อครับ ห้ามกันไม่ได้หรอก ปัญหาอย่างนี้ต้องหน้าที่ท่านผู้ว่าฯ สิครับถึงจะถูก ทำอย่างไรจะให้ชาวมหานครหันมาใช้รถกันให้น้อยลง เท่าที่เห็นเป็นไปได้ก็มีอยู่สองทางครับ ทางแรกต้องพัฒนาปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนเพื่อสามารถทำให้เจ้าของรถเปลี่ยนใจมาเดินทางด้วยวิธีนี้ให้ได้ทั้งรถไฟฟ้า รถใต้ดินและรถเมล์ ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯเราทุกวันนี้เป็นอย่างไรก็เห็นๆกันอยู่ครับ จ้างใครเขาก็ไม่มาใช้หรอกครับ รถไฟฟ้าก็ไปไม่ถึงบ้านเขา หรือคงไม่เลือกนั่งรถเมล์ เพราะยอมนั่งตากแอร์ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดในรถส่วนตัวสบายกว่า เผลอๆถึงที่หมายเร็วกว่าด้วย  

ทางที่สองคือดำเนินการแบบเมืองใหญ่ๆของโลกบางเมือง เช่น นิวยอร์ค ที่ปิดดาวน์ทาวน์ไม่ยอมให้รถใดๆเข้าไปนอกจากรถประจำทางและรถแทกซี่ หรืออย่างสิงคโปร์มีวันที่อนุญาตให้รถทะเบียนคู่หรือคี่วิ่งได้เท่านั้น แต่ก็อย่างว่านะครับ หากจะทำอย่างนี้ได้ ระบบขนส่งมวลชนจะต้องแข็งแรงเสียก่อน ทางแก้ประเภทแรกจึงดูน่าจะเป็นประโยชน์มากที่สุดครับ เพราะสามารถนำไปสู่การลดใช้พลังงานอันเป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย

สาเหตุของจำนวนรถยนต์มหาศาลที่เพิ่มขึ้นในวันเสาร์ คือ ชาวกรุงเทพฯ “จำเป็น” ต้องออกมาจากบ้าน เนื่องจากหลายเหตุผล เช่นทำธุรกรรม (ธนาคารเดี๋ยวนี้เปิดเสาร์-อาทิตย์แล้ว) จ่ายบิลต่างๆ หรือพาครอบครัวอกไปพบปะ กินข้าว พักผ่อน และอีกเป็นร้อยๆเหตุผลที่คนออกมานอกบ้านในวันหยุด เหตุนี้ร้านอาหารจึงแน่นขนัด แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกินอาหารนอกบ้านของคนกรุงฯที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สภาพการณ์นี้สะท้อนให้เห็นพลวัตรของสังคมที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วครับ เพราะในวันทำงาน คนในเมืองส่วนใหญ่ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้นอกจากทำงานและกลับบ้าน เนื่องจากเวลาเดินทางไปกลับนั้นกินเวลาจนหมดวันเสียแล้ว ดังนั้นกิจกรรมทั้งหมดที่ไม่ใช่เรื่องงานจึงต้องทำกันในวันหยุด

วัฒนธรรมการกินข้าวนอกบ้านของคนไทยนี่ผมไม่แน่ใจว่ามาจากที่ใด จะจากตะวันตกหรือเรามีอยู่เองแล้วก็ไม่ทราบ(ใครรู้วานบอก) แต่การกินข้าวนอกบ้านน่าจะมีจุดเด่นที่สุดเรื่องการประหยัดเวลา แม่บ้านไม่ต้องใช้เวลาเตรียมอาหาร ยิ่งในครอบครัวใหญ่ยิ่งจะดี เพราะสามารถเลือกอาหารตามใจทุกๆคน เวลาที่มีน้อยอยู่แล้วจึงสามารถผันเอาไปทำเรื่องอื่นๆได้

การทำอาหารกินที่บ้านจึงกลายเป็น “โอกาสพิเศษ” สำหรับครอบครัวคนกรุงเทพฯ ไปในที่สุด วันดีคืนดีจึงจะคว้ากระทะ ตะหลิว หม้อไหต่างๆ มาแสดงฝีมือกันสักครั้ง ครอบครัวคนชั้นกลาง-ซึ่งเป็นเจ้าของรถกันเสียส่วนใหญ่ จึงสามารถพบเห็นได้ตามร้านอาหารทั่วไปที่กระจัดกระจายอยู่รอบกรุงฯ

ที่สุดแล้ว ผมจึงเฝ้ารอคอยและหวังเหมือนกับชาวกรุงเทพฯทุกท่านว่า ระบบรถไฟฟ้ามหานครจะสามารถขยายแขนขาไปสู่ชาวกรุงเทพฯส่วนใหญ่ให้จงได้ เพื่อจะได้มีทางเลือกใหม่ในการเดินทางไปไหนมาไหนในมหานครอันแสนอึดอัดนี้ให้สะดวกยิ่งขึ้น

แต่คนกรุงเทพฯอย่างคุณและผมสามารถปฏิบัติตนอย่างผู้ตื่นตัว (active) แทนที่จะเป็นผู้รอรับ (passive) นโยบายของท่านผู้ว่าฯอย่างเดียวนะครับ อย่างใครเดินทางด้วยรถเมล์และรถไฟฟ้าได้และไม่ลำบากจนเกินไปก็เชิญเถิดครับ หรือหากจะไปที่ใดที่ไม่ไกลจนเกินไปก็เดินเสียบ้าง ถือว่าออกกำลังกาย ไม่นึกถึงเศรษฐกิจของประเทศหรือสิ่งแวดล้อมโลกก็นึกว่าทำให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้บ้างก็จะดีครับ จะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นกันว่า กรุงเทพฯรถติดๆ โดยไม่ได้ทำอะไร

 

ทั้งๆที่ตัวคุณเองก็ช่วยได้...

โดย Preedee

 

กลับไปที่ www.oknation.net