วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

1984 กับ dystopia ในจินตนาการของมนัส จรรยงค์


เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2558

อติภพ ภัทรเดชไพศาล

 

เมื่อ “จับตาย” ของมนัส จรรยงค์ได้รับการยกย่องจากสมาคมนักเขียนออสเตรเลียและแปลรวมอยู่ในหนังสือรวมบทประพันธ์ชั้นเยี่ยมแห่งเอเชียในปี 2501

รงค์ วงษ์สวรรค์ได้เขียนสกู๊ปพิเศษเป็นบทสัมภาษณ์มนัส จรรยงค์ ทยอยลงตีพิมพ์ใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ จำนวน 14 ตอน 

โดยเริ่มลงตอนแรกในฉบับที่ 52 ประจำวันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2501

เนื้อหาการให้สัมภาษณ์มีตั้งแต่เรื่องชีวิตส่วนตัวของมนัส จรรยงค์ มิตรสหาย เรื่องการท่องเที่ยวไปทำงานตามสถานที่ห่างไกล 

เรื่องสถานบันเทิงต่างๆ ในกรุงเทพฯ สมัยก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง วิธีการทำงานเขียน เรื่อยไปจนถึงความรู้ภาษาอังกฤษของมนัส ซึ่งได้รับคำตอบว่า

“ความจริงผมทั้งอ่านทั้งแปลได้ พูดนั่นแหละไม่ค่อยสะดวกปาก เพราะเราไม่ได้พูดบ่อยๆ”

และเมื่อถูกถามถึงงานเขียนในภาษาอังกฤษที่ชื่นชอบ มนัสตอบว่าเขาชื่นชอบงานของวิคเตอร์ ฮูโก ซึ่งอ่านมาตั้งแต่ครั้งเป็นนักเรียน

แต่นอกจากฮูโกแล้ว เป็นที่แน่ชัดว่ามนัสต้องเคยอ่านงานของของจอร์จ ออร์เวลล์ เรื่อง “1984” อีกด้วย ดังปรากฏเป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งซึ่งถอดแบบออกมาจากนิยาย “1984” คือเรื่อง “อนุสาวรีย์ 2580”

ผมสันนิษฐานว่าเรื่องสั้น “อนุสาวรีย์ 2580” ของมนัส จรรยงค์น่าจะถูกเขียนขึ้นในราวต้นทศวรรษที่ 2500

เรื่องสั้น “อนุสาวรีย์ 2580” เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2580 มีตัวละครเอกชื่อสุมิตร์ ภูไท ทำงานอยู่ในแผนกจดบันทึกรายงานประวัติศาสตร์ (เช่นเดียวกับตัวละครวินสตันในเรื่อง 1984)

เรื่องสั้นที่เขียนขึ้นในทศวรรษที่ 2500 นี้ให้ข้อมูลว่า ในประเทศไทยได้ถูกทำลายด้วยระเบิดปรมาณูและไฮโดรเยนเมื่อปี พ.ศ. 2520 ก่อนจะเกิดการปฏิวัติใหญ่นองเลือดในราว พ.ศ. 2530

ใน พ.ศ. 2580 ประเทศไทยมีประชากร 122 ล้านคน สภาพอากาศร้อนจัดในฤดูร้อน และเย็นจัดในฤดูหนาว (มีหิมะตก) แทบไม่เหลือพื้นที่ป่าแม้แต่น้อย

และเช่นเดียวกับ 1984 ทุกแห่งหนในเมืองไทยถูกจับตาตรวจสอบโดย “พี่เบิ้ม” 

“ทั่วทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงทบวงกรม ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการหรือองค์กรใดๆ ก็ตาม เครื่องเทเลสกรีนจะถูกติดตั้งไว้ทั่วไปหมด ตามถนนสายใหญ่ไม่ว่าจะเป็นชั้นหนึ่งชั้นสอง หรือว่าถนนซอยที่สำคัญๆ จะมีเจ้าเครื่องเทเลสกรีนนี้ติดตั้งไว้ทั่วไป

ข้าราชการ ข้าราชการิณี คนใดก็ตาม ละทิ้งงานของตัวเองแอบเข้าไปในโรงหนัง ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม เจ้าเครื่องนี้จะรายงานไปยังที่ทำการใหญ่ แล้วพนักงานถ่ายทอดก็จะถ่ายทอดภาพนั้นไปยังเจ้ากระทรวงทันที”

การควบคุมความประพฤติของประชากรนี้เป็นไปอย่างเข้มงวด และสามารถกำจัดการคอร์รัปชั่นได้โดยเด็ดขาด

แต่ความเข้มงวดนี้ก็มีมากถึงขนาดเกิดการจัดตั้งกระทรวงกามารมณ์ขึ้น เพื่อควบคุมการกำเนิดของประชากร มีการตั้งสภาแอนตี้กามารมณ์ และกำหนดอัตราน้ำหนัก-ส่วนสูงของสตรีและบุรุษที่จะได้รับอนุญาตให้แต่งงานกันได้ 

ซึ่งข้อนี้เองที่ส่งผลให้เกิดความกระด้างกระเดื่องขึ้นในหมู่ประชาชน เพราะถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในร่างกายของมนุษย์อย่างเกินกว่าเหตุ ด้วยการปกครองแบบเผด็จการ

เนื่อเรื่องคร่าวๆ ของ “อนุสาวรีย์ 2580” ไม่ต่างไปจาก “1984” นัก ผิดก็แต่ตอนจบ ที่ไม่ได้นำไปสู่โศกนาฏกรรมแบบในงานของออร์เวลล์ แต่เป็นตอนจบที่เต็มไปด้วยความหวัง นั่นคือเกิดการลุกฮือขึ้นประท้วงของปวงชนชาวไทยเพื่อต่อต้านอำนาจเผด็จการ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตก็คือ ไม่ว่าจะเป็น “1984” หรือ “อนุสาวรีย์ 2580” หัวใจหลักของเรื่องคือการพูดถึง “สังคมในอนาคตที่เป็นไปในแง่ลบ” หรือที่เรียกกันว่า “dystopia”

จึงเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อตัวละครเอก (ผู้อยู่ใน พ.ศ. 2580) สุมิตร์ ภูไทได้ย้อนอ่านประวัติศาสตร์ไทยในช่วง พ.ศ. 2500 แล้วรู้สึกประหลาดใจเป็นอันมาก ดังปรากฏว่า

“สายตาของเขาจับอยู่กับสมุดประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2500 แล้วก็หัวเราะออกมาอย่างสะอิดสะเอียนเวียนเกล้าเต็มทน

ความจริงเขาได้อ่านมาหลายหนหลายครั้งแล้ว แต่เขารู้สึกว่าผู้บันทึกประวัติศาสตร์อาจใส่ร้ายป้ายสีกันจนเกินไปเสียละกระมัง

ถ้ามันเป็นจริง ไฉนคนรุ่นหลังต่อมา ทำไมจะไปสร้างอนุสาวรีย์ให้แก่จอมพล ป. พิบูลสงครามเล่า”

และไม่ใช่เพียงอนุสาวรีย์จอมพล ป. เท่านั้น ที่สุมิตร์ได้พบเห็น แต่ในปี พ.ศ. 2580 ประเทศไทยยังมีอนุสาวรีย์ของจอมพลผิน และวงเวียนเผ่า ศรียานนท์อีกด้วย

หรือว่าสำหรับมนัส จรรยงค์แล้ว โลกที่มีอนุสาวรีย์ของจอมพล ป. - ผิน - เผ่า นั้นแท้จริงแล้วก็หาใช่อะไรอื่นไม่

แต่คือ “dystopia” ในจินตนาการของมนัสนั่นเอง

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net