วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Egypt, 1 of our dream destination : (2) สบตาฟาโรห์รามเสสที่ 2 ที่อาบูซิมเบล


1-9 DEC 2012
"Egypt" 1 of our dream destination







3 ธ.ค. 2555 (จ)


วันที่สามของการเดินทาง

วันนี้เราต้องตื่นเช้ากว่าปกติ คือ ประมาณตี 5 ไปขึ้นเครื่องบินในประเทศ
เพื่อเดินทางจากเมืองหลวงไคโรไปยังเมืองอาบูซิมเบล (Abu Simbel) ที่อยู่ทางตอนใต้ของอียิปต์

โดยเที่ยวบินที่ MS471 ของสายการบิน Egypt จะออกจากไคโรเวลา 08.00 น.
และแวะไปส่งและรับผู้โดยสารที่สนามบินอัสวาน (Aswan) ก่อนจะบินต่อและถึงอาบูซิมเบลในเวลา 10.40 น.
ซึ่งเที่ยวบินที่มาที่อาบูซิมเบลนี้ จะนำนักท่องเที่ยวมาเที่ยว และก็พากลับเมืองอัสวานในเวลา 13.00 น.
ทำให้เรามีเวลาเที่ยวที่นี่กันราว 2 ชม.

.
.

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในวันนี้ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์
เรียกว่าในความรู้สึกส่วนตัวแล้ว เราให้คะแนนที่นี่เป็นอันดับที่ 1 เหนือกว่ามหาพีระมิดแห่งกิซ่า
และสถานที่แห่งนี้ก็คือ "มหาวิหารอาบูซิมเบล” (Abu Simbel) ซึ่งเป็นมหาวิหารของอียิปต์โบราณ
และเป็นโบราณสถานหนึ่งในมรดกโลกขององค์การยูเนสโก

ฟาโรห์รามเสสที่ 2 คือใคร? และสำคัญอย่างไร?
ฟาโรห์รามเสสที่ 2 เป็นฟาโรห์ในราชวงศ์ที่ 19 ที่ครองราชย์นานถึงกว่า 67 ปี
ถือเป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์อียิปต์
ในยุคของพระองค์อาณาจักรอียิปต์มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก
มีการขยายอำนาจออกไปไกลถึงเอเชีย โดยการปราบปรามชนเผ่าเล็กเผ่าน้อย

ซึ่งจากการขยายอำนาจนี้ ทำให้อียิปต์เกิดการปะทะกับชาวฮิตไทต์ (Hittite)
ที่เป็นมหาอำนาจแห่งตะวันออกกลาง ซึ่งคือประเทศตุรกีในปัจจุบัน
แต่ในการรบไม่มีฝ่ายไหนชนะ จึงได้ตกลงทำสัญญาสงบศึก แต่ต่อมาต่างฝ่ายก็ต่างทำจารึกว่าตนเป็นฝ่ายชนะ
ซึ่งในความเป็นจริงก็พิสูจน์ไม่ได้

ในส่วนของเรื่องความรัก พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักรัก
เนื่องจากมีโอรสกว่า 100 องค์ และมีพระธิดาอีกกว่า 50 องค์
ส่วนเรื่องสิ่งก่อสร้าง ในสมัยของพระองค์มีการต่อเติมมหาวิหารคานัค วิหารลักซอร์
และการสร้างมหาวิหารอาบูซิมเบลแห่งนี้

โดยเหตุผลที่ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ทรงสร้างวิหารอาบูซิมเบลแห่งนี้ ก็เพื่อเป็นการข่มขู่ชาวนูเบียน (Nubian)
ซึ่งเป็นชาวแอฟริกันผิวดำที่เป็นเมืองขึ้น เพื่อไม่ให้แข็งข้อนั่นเอง

.
.

เมื่อมาถึงที่วิหารอาบูซิมเบล เราจะได้พบกับวิหาร 2 หลัง
วิหารหลังแรก คือ The Great Temple ซึ่งเป็นวิหารของฟาโรห์รามเสสที่ 2
ซึ่งเราจะได้พบกับรูปสลักของ
ฟาโรห์รามเสสที่ 2 นั่งบนบัลลังก์ 4 องค์ สูงองค์ละ 20 ม.
เรียงกันข้างละ 2 องค์ (แต่องค์ที่ 2 เสียหายเนื่องจากแผ่นดินไหว)
รูปสลักทุกองค์หันหน้าไปทางแม่น้ำ เพื่อแสดงถึงพลังและอำนาจของฟาโรห์ที่คอยดูแลปกป้อง
ส่วนตรงกลางเจาะเป็นประตูทางเข้า
ที่เท้าแกะสลักเป็นรูปพระมารดา พระราชินีและโอรสธิดาอีก 8 องค์

ด้านหน้า The Great Temple







ตอนอยู่ใต้เงามหาพีระมิดกิซ่าเมื่อวานก็ทำใจเต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว
แต่พอวันนี้ได้มาสบตาฟาโรห์รามเสสที่ 2 ฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรอียิปต์โบราณแล้ว ใจยิ่งเต้นแรงกว่า
นั่นเพราะรูปปั้นเหมือนมีชีวิตและมีความน่าเกรงขาม
ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อหลายพันปีก่อน ทำไมชาวนูเบียนถึงได้เกิดความกลัวเมื่อเห็นรูปปั้นของพระองค์

รูปสลักขนาดสูงใหญ่ตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เมื่อเทียบกับคนแล้ว คนตัวเล็กไปถนัดตา

















ตรงกลางระหว่างรูปปั้น 4 องค์ เจาะเป็นประตูทางเข้าวิหาร
ด้านในวิหารเป็นหอศักดิ์สิทธิ์ ซึ่ง 2 ข้างทางเป็นรูปสลักของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ประทับยืน 8 องค์
ส่วนภาพแกะสลักตามผนังเป็นจารึกพระราชกรณียกิจของพระองค์ในภาษาเฮียโรกลิฟฟิก (อักษรภาพโบราณ)
(ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปด้านใน แต่สามารถซูมเข้าไปถ่ายได้)







เมื่อซูมกล้องเข้าไปจนถึงห้องด้านในสุด จะพบกับรูปหินแกะสลัก 4 องค์ คือ
(ขวามาซ้าย) เทพเจ้า Amon, Ramses II, Hamakis และ Ptah

ซึ่งในแต่ละปีจะมีอยู่ 2 วัน คือ วันที่ 21 ก.พ. และ 21 ต.ค. แสงอาทิตย์จะส่องผ่านประตูเข้ามา
และส่องไปที่รูปสลัก Amon และ Ramses II ก่อน แล้วจึงค่อยๆ เคลื่อนไปที่ Hamakis
และจะส่องสว่างอยู่อย่างนั้นราว 20 นาที ก่อนจะหักเหออกไป
โดยจะไม่มีแสงส่องไปที่ เทพเจ้า Ptah เลย เพราะเทพเจ้า Ptah คือเทพเจ้าแห่งความมืด





รูปสลักของฟาโรห์รามเสสที่ 2 แบบชัดๆ
ซูมเข้าไปจนเห็นร่องรอยการตัดหินออกเป็นชิ้นๆ เมื่อครั้งทำการย้ายหนีน้ำ











จาก The Great Temple ไปที่วิหารอีกหลัง คือ The Small Temple
วิหารหลังนี้เป็นวิหารที่ฟาโรห์รามเสสที่ 2 สร้างถวายแด่ เทพีฮาเธอร์ (Hathor) ซึ่งเป็นเทพีแห่งความรัก
และพระนางเนเฟอร์ตารี (Nefertari) ผู้เป็นมเหสีที่รักของพระองค์

โดยรูปสลักด้านหน้าวิหารสูงประมาณ 10 ม. เป็นรูปของฟาโรห์รามเสสที่ 2
สลับกับรูปพระนางเนฟเฟอร์ตารีสวมมงกุฎราชินี
ส่วนรูปขวาสุดเป็นรูปของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ทรงสวมหมวกแบบฟาโรห์พร้อมมงกุฎหางนก
มีแผ่นโซลาร์ดิสก์ หมายถึงพระองค์เทียบเท่าสุริยเทพ

ส่วนรูปสลักอีก 3 รูป ทรงสวมหมวกทรงปาปิรัสและดอกบัวตูม
หมายถึงการขึ้นครองสองอาณาจักรทั้งอียิปต์ล่างและอียิปต์บน
ส่วนรูปปั้นองค์เล็กในแต่ละช่วงของระหว่างขาของฟาโรห์รามเสสที่ 2 และพระนางเนเฟอร์ตารี
คือ โอรสและธิดาในพระองค์

ซึ่งจากประวัติศาสตร์ของอียิปต์ ปกติฟาโรห์จะสร้างรูปสลักของราชินีสูงเพียงหัวเข่าเท่านั้น
ไม่เคยปรากฎว่ามีองค์ใดสร้างให้มีความสูงเท่ากันมาก่อน
นั้นจึงแปลว่าฟาโรห์รามเสสที่ 2 ทรงรักและให้เกียรติพระนางเนเฟอตารีมากขนาดไหน











รูปสลักพระนางเนเฟอตารีชัดๆ
 




มองเห็นทั้ง 2 วิหาร ซึ่งจากเดิมก่อนย้ายวิหารมาอยู่ในที่ปัจจุบัน ทั้ง 2 วิหารจะอยู่ห่างกันมากกว่านี้





ความยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ของมหาวิหารอาบูซิมเบล
ไม่เพียงอยู่ที่การใช้เวลาสร้าง 20 ปีในสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ 2 เท่านั้น
แต่ครั้งที่มีการสร้างเขื่อนยักษ์อัสวาน แล้วทำให้ที่นี่ ซึ่งเป็น 1 ในวิหารและโบราณสถาน 17 แห่งต้องจมลงในน้ำ

องค์การยูเนสโกเลยเข้ามาให้การช่วยเหลือ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ แล้วจะทำการย้ายมหาวิหารอาบูซิมเบลยังไง
ยูเนสโกเลยขอให้ประเทศต่างๆ เสนอวิธีในการย้ายวิหารแห่งนี้
มีประเทศหนึ่งเสนอว่าให้ทำเป็นโดมกระจกครอบเหมือน Aquarium เวลาจะดูก็ขึ้นลิฟต์ลงไปดูที่ด้านล่าง
แต่ความคิดนี้ไม่ผ่าน

สุดท้ายไปได้วิธีของประเทศอิตาลี ที่เสนอให้ใช้วิธีการตัดหินออกเป็นส่วนๆ
ซึ่งในการตัด ได้ทำการตัดออกถึง 1,050 ส่วน และยกไปประกอบใหม่
บนพื้นที่เหนือทะเลสาปนัสเซอร์เดิม สูง 65 ม.

ซึ่งใช้เงินไปถึง 40 ล้านดอลลาร์ ในการจ้างคณะวิศวกร และคนงานออกแบบตัดวิหาร
โดยการสร้างภูเขาเทียมรูปโดมเป็นโพรงด้านใน (บนตำแหน่งใหม่ที่จะย้ายไป)
ด้วยคอนกรีตเสริมใยเหล็กให้เมือนเดิมทุกประการ แล้วเอาชิ้นส่วนที่ตัดมาประกอบเข้าทั้งภายนอกและภายใน
ซึ่งใช้เวลาถึง 4 ปีในการเคลื่อนย้ายและประกอบใหม่

ส่วนจุดที่ว่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่าตอนสร้างก็คือ การคำนวนองศาและทิศทาง
ที่ทำให้แสงยังคงส่องเข้าไปยังห้องด้านในสุดภายในวิหารของฟาโรห์รามเสสที่ 2
และกระทบกับรูปสลักทั้ง 4 ได้เหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน


เพียงแต่วันจะเลื่อนออกไปจากเดิม คือ ทุกวันที่ 21 ก.พ. และ 21 ต.ค.
กลายเป็นทุกวันที่ 22 ก.พ. และ 22 ต.ค. คือเลื่อนไปเพียง 1 วัน
แต่วันเวลา และลักษณะที่แสงส่องกระทบยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ช่างมหัศจรรย์ซะจริงๆ

มีใครหลายคนเคยบอกไว้ว่า ถ้าเลือกสถานที่ได้แห่งเดียวในอียิปต์
ที่ๆ ไม่ควรพลาดเลยก็คือ "มหาวิหารอาบูซิมเบล" แห่งนี้นี่เอง

>> โปรดติดตามตอนค่อไป <<

 

โดย huanjung

 

กลับไปที่ www.oknation.net