วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ก้าวที่ 61 พรรคประชาชนปฏิวัติลาว (4) แก้ความยากจนด้วย“หม้อไฟแห่งเอเชีย”


                                         

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

บุนเฮือง ดวงพะจัน รัฐมนตรีประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะพัฒนาชนบทและลบล้างความยากจนแห่งชาติลาว ยืนยันว่ามีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลลาวจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการลดจำนวนครอบครัวที่ยากจนได้ตามแผนการที่วางไว้ในปี 2015 กล่าวคือการทำให้มีครอบครัวยากจนเหลืออยู่ไม่เกิน 11% ของจำนวนครอบครัวทั้งหมดในประเทศลาว

เนื่องจากว่าการปฏิบัติโครงการพัฒนาต่างๆ นับจากปี 2012 ถึงสิ้นปี 2014 ที่ผ่านมานั้นปรากฏว่ารัฐบาลลาวสามารถลบล้างครอบครัวยากจนได้กว่า 82,400 ครอบครัว ซึ่งคิดเป็น 8% ของจำนวนครอบครัวทั้งหมด ขณะที่ในปัจจุบันยังคงเหลือครอบครัวยากจนอยู่ประมาณ 14.8% ของจำนวนครอบครัวทั้งหมดในทั่วประเทศ ดังนั้น จึงทำให้รัฐบาลลาวมั่นใจว่าจะสามารถลบล้างครอบครัวยากจนให้ลดลงสู่ระดับไม่เกิน 11% ได้ภายในปี 2015 นี้ได้อย่างแน่นอน ดังที่ บุนเฮือง ยืนยันว่า

“สรุปรวมแล้วใน 3 ปีผ่านมา สามารถลบล้างความทุกข์ยากได้ 82,470 ครอบครัว เท่ากับ 8.29% เฉลี่ยแล้วแต่ละปีหลุดลงประมาณ 4.1% แสดงว่าฮอดปี 2015 มีความเป็นไปได้สูง ที่พวกเฮาจะบรรลุคาดหมายตัวเลขทางด้านแก้ไขความทุกข์ยาก”

อย่างไรก็ตาม บุนเฮือง ก็ยอมรับว่าเป็นการยากอย่างยิ่งที่รัฐบาลลาวจะบรรลุเป้าหมายการลบล้างจำนวนหมู่บ้านยากจนได้ตามแผนการ เพราะในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถลบล้างปัญหาความยากจนของประชาชนลาวได้ใน 886 หมู่บ้าน ซึ่งคิดเป็น 9.97% ของจำนวนหมู่บ้านทั้งหมดและคิดเฉลี่ยเป็นระดับความสามารถในการลบล้างปัญหาความยากจนได้เพียง 3% กว่าเท่านั้นในแต่ละปี แต่กลับยังมีหมู่บ้านยากจนเหลืออยู่ถึง 2,289 หมู่บ้านหรือกว่า 26% ของหมู่บ้านทั้งหมด ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะลบล้างจำนวนหมู่บ้านยากจนให้เหลือไม่เกิน 10% ของหมู่บ้านทั้งหมดได้ตามเป้าหมายในปี 2015 ดังกล่าว

ทั้งนี้เพราะรัฐบาลลาวไม่สามารถตอบสนองด้านงบประมาณได้อย่างเพียงพอที่เป็นจริง จึงทำให้การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึง โดยทำให้กว่า 25% ของจำนวนหมู่บ้านทั้งหมดไม่มีโอกาสเข้าถึงการบริการต่างๆเลย และ 2 ใน 3 ของหมู่บ้านทั้งหมดก็ยังไม่มีการผลิตสินค้า ส่วน 9% ของหมู่บ้านทั้งหมดก็มีถนนที่สัญจรได้เพียงในฤดูแล้งเท่านั้น

ยิ่งกว่านั้น การพัฒนาทางเศรษฐกิจในลาวในระยะที่ผ่านมา ก็ยังทำให้เกิดมีปัญหาความแตกต่างกันในระดับของการพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างเขตเมืองกับเขตชนบทเพิ่มขึ้นด้วย ดังจะเห็นได้จากการพัฒนาทางเศรษฐกิจในเขตนครเวียงจันทน์ที่ผลผลิตมวลรวม (GDP) มีมูลค่ากว่า 29,912 พันล้านกีบ ในแผนการปี 2013-2014 ที่ผ่านมา ซึ่งเฉลี่ยเป็นรายได้ของประชาชนลาวในเขตนครเวียงจันทน์ได้ถึง 30 ล้านกีบหรือ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี

แต่สำหรับประชาชนลาวที่อยู่แขวงพงสาลีกลับยังมีรายได้เฉลี่ยเพียง 6 ล้านกีบหรือ 745 ดอลลาร์ สหรัฐต่อคนต่อปีเท่านั้น ขณะที่ปัญหาความยากจนของประชาชนลาวในแขวงดังกล่าวนี้ ก็ยังสูงกว่า 45% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้น จึงเป็นการยากอย่างยิ่งที่แขวงพงสาลี จะสามารถลบล้างความยากจนได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลลาวได้วางไว้ในปี 2015 ดังกล่าว ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับอีก 9 แขวงที่ความยากจนของประชาชนลาวยังอยู่ในอัตราเฉลี่ยที่สูงเช่นกัน ก็คือ แขวงหัวพัน อุดมไซ หลวงน้ำทา บ่อแก้ว ไซสมบูน คำม่วน เซกอง สาละวัน และ อัตตะปือ

จากสภาพการณ์ดังกล่าว จึงทำให้พรรคฯและรัฐบาลลาวได้มองหาแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิผลที่สุด และครั้นเมื่อได้พิจารณาถึงศักยภาพที่มีอยู่ภายในประเทศแล้วนั้น ก็พบ ว่าทรัพยากรแหล่งน้ำที่มีอยู่อย่างมากมายสามารถที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานได้อย่างมากมายเช่นกัน ซึ่งก็เป็นที่มาของเป้าหมายในการพัฒนาลาวให้เป็นผู้ส่งออกพลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ของเอเชียที่พรรคฯลาวเรียกว่า “หม้อไฟแห่งเอเชีย” หรือ Battery of Asia นั่นเอง

โดยล่าสุด ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยการร่วมมือระหว่างลาวกับไทยครั้งที่ 19 เมื่อเดือนมกราคม 2015 ที่นครเวียงจันทน์ ทางการฝ่ายไทยได้ให้การยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะยังคงรับซื้อกระแสไฟฟ้าตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้กับทางการลาวในปริมาณรวม 7,000 เมกะวัตต์เป็นเวลา 25 ปี โดยนับจากปี 2016 เป็นต้นไป

ถึงแม้ว่าการตกลงดังกล่าว จะถูกคัดค้านจากองค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติในไทย ซึ่งได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้มีคำสั่งยกเลิกสัญญาซื้อกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุลีบนแนวแม่น้ำโขงในลาว โดยให้เหตุผลว่าสัญญาดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมายในไทยก็ตาม แต่ทางการไทยก็เชื่อว่าคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด จะไม่กระทบต่อสัญญาที่ทางการไทยจะรับซื้อไฟฟ้าในปริมาณรวม 7,000 เมกะวัตต์จากลาวอย่างแน่นอน เพราะเป็นคนละกรณีกันกับโครงการเขื่อนไซยะบุลีนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ทางการไทยยังได้ตกลงที่จะใช้แนวสายส่งกระแสไฟฟ้าในไทยเพื่อเชื่อมต่อและส่งกระแสไฟฟ้าจากลาวผ่านไทยไปมาเลเซียและสิงคโปร์ให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ตามข้อตกลงการเชื่อมต่อพลังงานระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน (ASEAN Power Grid) ในปี 2020 ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อเป้าหมาย Battery of Asia ของพรรคฯลาว ซึ่งจะส่งเสริมให้มีการลงทุนสร้างเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้าในลาวอย่างไม่หยุดยั้งด้วย

ทั้งนี้โดย ดาวง พอนแก้ว หัวหน้ากรมนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงานและบ่อแร่ได้แถลงว่าในปัจจุบันมีเขื่อนที่ก่อสร้างเสร็จและผลิตกระแสไฟฟ้าแล้วจำนวน 24 โครงการ ส่วนที่กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้างมีอยู่ 38 โครงการและอีก 100 โครงการอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาสำรวจ การออกแบบ หรือการแสวงหาเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการก่อสร้างต่อไป

โดยจากการศึกษาในระยะที่ผ่านมา พบว่าการก่อสร้างเขื่อนในลาวอย่างเต็มพิกัด จะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเพื่อลบล้างปัญหาความยากจนของประชาชนลาวที่อยู่เขตชนบทได้เป็นอย่างดี ดังที่ ดาวง ได้ยืนยันว่า

“เวลาเฮาพัฒนาเขื่อนไฟฟ้าน้ำตก มันช่วยในการพัฒนาเขตชนบท เพราะว่าโครงการไฟฟ้าน้ำตกนี้สิไปตั้งอยู่ชนบทห่างไกลซอกหลีก ฉะนั้น คั่นมีโครงการอยู่บ่อนใด๋ ผลพลอยได้ก็สิติดตามมาเพราะว่าเฮาบ่ได้แต่ไฟฟ้า เฮาสิได้อันอื่นไปนำ เช่นว่าถนนหนทาง แหล่งน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งและ สามารถเพาะเลี้ยงปลาไว้เป็นแหล่งอาหารหรือว่าเป็นเขตท่องเที่ยวกะได้”

กระทรวงพลังงานและบ่อแร่ ได้วางแผนการที่จะเพิ่มความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้าจาก 3,200 เมกะวัตต์ในปัจจุบันเป็น 12,500 เมกะวัตต์ในปี 2020 และการที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างแท้จริงนั้น ก็จะต้องดำเนินการก่อสร้างเขื่อนให้ได้ 38 โครงการกับอีก 1 โรงงานที่ผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านลิกไนต์ ซึ่งในที่นี้ก็คือโรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์ในแขวงไซยะบุลี ที่จะสร้างเสร็จและเริ่มส่งกระแสไฟฟ้ามาขายให้ไทยนับจากปี 2017 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคท้าทายต่อเป้าหมาย Battery of Asia ของพรรคฯลาวในเวลานี้ก็คือการเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติทั้งในไทยและในระดับสากลที่คัดค้านการก่อสร้างเขื่อนทั้งบนแนวแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบต่อแผน การสร้างเขื่อนในลาวด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!!

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net