วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บูรณาการ ดิน น้ำ ป่า แก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน


บูรณาการ ดิน น้ำ ป่า แก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน

 

สุริยันต์ ทองหนูเอียด

 

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัญหาภัยแล้งยังเป็นกระแสที่สังคมกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความการน้ำของชาวนาในหลายพื้นที่ของประเทศ และข้อเสนอของภาคส่วนต่างๆ ทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ได้เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้งและมอบหมายให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เช่น

มาตรเร่งด่วน ประกอบด้วย การแก้ปัญหาและให้ความช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ได้แก่ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปล่อยน้ำจากเขื่อนโดยให้มีการชี้แจงให้ประชาชนทราบว่า รัฐบาลพยายามบริหารจัดการด้านชลประทานให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดกับภาคการเกษตรโดยเฉพาะการทำนาที่ใกล้ออกรวงและพืชสวนหรือผลไม้ ให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เป็นเจ้าภาพ

การรณรงค์เพื่อช่วยกันประหยัดน้ำ ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและรณรงค์ให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่า เช่น การซักล้าง  การรดน้ำต้นไม้ และพิจารณาวิธีนำน้ำที่ใช้แล้วมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก และให้ขอความร่วมมือจากสื่อต่างๆ ร่วมประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัดผ่านสื่อทุกช่องทาง  ทั้งโทรทัศน์และสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง กรมประชาสัมพันธ์และทุกส่วน

การบริจาคและจัดหาน้ำดื่ม กรณีมีข่าวว่าจะมีการขาดแคลนน้ำดื่ม ให้เตรียมการในเรื่องดังกล่าว และรัฐบาลจะประกาศเชิญชวนให้บริจาคน้ำดื่มให้แก่ผู้ที่ประสบความเดือร้อน เช่นเดียวกับที่ได้ระดมความช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติไปต่างประเทศ ในพื้นที่ต่างจังหวัดให้ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบริจาคน้ำขวดสำหรับดื่มเพื่อเพิ่มเติมไปยังจุดจ่ายน้ำพระราชทานทุกจุด โดยทุกส่วนราชการและจังหวัด

ส่วนการดำเนินโครงการตามแผนบริหารจัดการน้ำ การกำหนดให้ภัยแล้งเป็นวาระแห่งชาติ ให้กำหนดการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ

ด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูก ให้นำความรู้จากศูนย์เกษตรกรจังหวัด ปราชญ์ชาวบ้านและประสบการณ์จากพื้นที่ซึ่งประสบความสำเร็จในการดูแลและพึ่งตนเองได้เผยแพร่ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกมาเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ตามแนวทางของการจัดพื้นที่ทางการเกษตร (zoning) ในระยะยาว  ให้ กษ.และ มท. ประสาน อปท. เป็นต้น

มาตรการข้างต้น อาจกล่าวได้ว่า ยังเป็นการแก้ปัญหาแบบแยกส่วนโดยมอบหมายให้ส่วนราชการรับผิดชอบเป็นหลัก ไม่สร้างโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และยังไม่บูรณาการแก้ปัญหาเข้าร่วมกัน

ทั้งนี้เพราะการแก้ปัญหาภัยแล้งเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรแบบองค์รวม ทั้งดิน น้ำ ป่า และระบบนิเวศที่ประชาชนต้องมีบทบาทในการบริหารจัดการ โดยรัฐเอื้ออำนวยการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ในหลายปีที่ผ่านมา หลายพื้นที่ของภาคเหนือตอนบน ต้องเผชิญกับวิกฤติหมอกควันอันเกิดจากเผาป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด สร้างความมั่งคั่งให้ทุนรายใหญ่โดยคนจนแร้นแค้นตกเป็นเหยื่อ

ปัญหาดังกล่าวเกิดการถกเถียงในวงกว้างถึงระบบเกษตรแบบทำลายล้าง ทั้งความไม่ปลอดภัยของผลิตและผู้บริโภค มลภาวะอันเกิดจากหมอกควัน การทำลายระบบนิเวศ และการพึ่งตนเองของชุมชน 

เวปไซต์ป่าสาละ(http://www.salforest.com/) ได้เปิดเผยงานวิจัยเรื่อง “การวิเคราะห์ การจัดการห่วงโซ่อุปทานของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อส่งเสริมการจัดการลุ่มน้ำอย่างยั่งยืนในจังหวัดน่าน” โดยคณะวิจัยจากบริษัท ป่าสาละ จำกัด นำทีมวิจัยโดย สฤณี อาชวานันทกุล ได้ดำเนินการวิจัยทั้งเชิงคุณภาพและปริมา ระหว่างมิถุนายน-พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำสาขายาว-อวน-มวบ จังหวัดน่าน

พบว่า พฤติกรรมของเกษตรกรรายย่อยซึ่งเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ชันก่อให้เกิดปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เพราะนอกจากจะไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกแล้ว พื้นที่ชันส่วนใหญ่ยังเกิดจากการบุกรุกป่าต้นน้ำสำคัญ การคำนวณเปรียบเทียบภาพถ่ายดาวเทียมโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ระหว่างปี 2545 และ 2556 พบว่า

พื้นที่ปลูกข้าวโพดที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่วิจัยในลุ่มน้ำยาว-อวน-มวบ ในตำบลป่าแลวหลวง พงษ์ ดู่พงษ์ และอวน ร้อยละ 60 หรือ 35,440 ไร่ เป็นพื้นที่ซึ่งได้มาจากการบุกรุกป่า

นอกจากนี้ การเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ชันยังก่อให้เกิดปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อาทิ ปัญหาอุทกภัยอันเนื่องมาจากการมีพื้นที่ป่าลดลง ปัญหาหมอกควันจากการเผาเตรียมพื้นที่ เนื่องจากที่ดอนไม่สามารถใช้วิธีไถกลบแบบพื้นที่ราบได้ และปัญหาต่อสุขภาพจากการใช้สารเคมีเกินขนาด โดยเกษตรกรส่วนใหญ่มองว่าที่ดอนต้องใช้ยาฆ่าหญ้ามากกว่าปริมาณปลอดภัยที่ระบุบนฉลาก

ส่วนทางออกงานวิจัยดังกล่าว ชี้ว่า โรงงานผลิตอาหารสัตว์รายสำคัญอย่างเครือซีพีและเบทาโกร รวมถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีศักยภาพในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ อันเกิดจากการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างไม่เหมาะสมในจังหวัดน่าน เพราะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญที่สุด จึงสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมให้ผู้เล่นรายอื่นๆ ปฏิบัติตามได้

การแก้ปัญหาภัยแล้ง จึงเชื่อมการปฏิรูปดิน น้ำ ป่า ควบคู่การแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างรัฐและชุมชนโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม คืนการจัดการให้ชุมชน มองภาพรวมเพื่อแก้ปัญหาระยะยาวทั้งระบบ

บทเรียนการจัดป่าโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียว ได้แสดงให้ถึงความล้มเหลวในปัจจุบัน ขณะที่การปฏิรูปที่ดินที่ชุมชนไม่มีส่วนร่วม ทำให้ที่ดินหลุดมือคนจนเข้าไม่ถึง การจัดการน้ำโดยรัฐแบบแยกส่วนก็เช่นกัน

ดังนั้น การแก้ปัญหาภัยแล้งในวันนี้ ซึ่งเชื่อมโยงการจัดการทรัพยากรโดยรวมจนไปถึงการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต จึงเป็นเรื่องผู้คนในสังคมต้องช่วยกันแก้ปัญหา รัฐแต่ฝ่ายเดียวแก้ปัญหาไม่ได้

เพราะในอดีต ชุมชนย่อมรู้ดีว่าดิน น้ำ ป่า จะดูแลรักษาอย่างไร แหล่งน้ำทั้งบนดินและใต้ดินมีอยู่เท่าไหร่ การจัดการป่า ทั้งป่าอนุรักษ์และป่าใช้สอย อีกทั้งการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน จะต้องทำอย่างไรบ้าง

เพราะที่ผ่านมาวาทกรรมการดูแลป่า “ป่าชุมชน” ผ่าน “การบวชป่า” การดูแลน้ำ ผ่าน “การสืบชะตาและขอขมาแม่น้ำ” และการสืบชะตาทำบุญแผ่นดิน เหล่านี้ คือ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนาน

ถึงเวลาแล้วที่การแก้ภัยแล้งต้องบูรณาการ ดิน น้ำ ป่า โดยให้ประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริง

--------------------------

หมายเหตุ พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “ชานชาลาประชาชน”

หนังสือแทบลอยด์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 26 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2558

ขอบคุณภาพจาก  northern-thailand-river.com

โดย มุสิกะตะวัน

 

กลับไปที่ www.oknation.net