วันที่ อังคาร สิงหาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Nightcrawler : เชื่อง่ายเป็นทุกข์


 

เพิ่งดูหนังเรื่องนี้จบไปเมื่อคืน พอจะเขียนรีวิว มันก็เริ่มยากแล้ว เพราะว่า ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะได้ฉาย ( ฉายรอบสื่อ ครั้งเดียว แล้วก็ไม่ได้ฉายโรงใหญ่ ) ก็มีประเด็นดราม่าเรื่องการปิดกันสื่อ ผมไม่อินกับดราม่า แต่ผมกลับมองว่า ดราม่า รวมไปถือการเปิดฉายรอบสื่อมวลชนของหนังเรื่องนี้ เป็นการทำ PR ( Public Relations หมายถึง การประชาสัมพันธ์ ) รูปแบบหนึ่งเท่านั้น ส่วนตัวผมไม่มีความเห็น ว่ามันดี หรือไม่ดี ที่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไม่มีความเห็นว่ามันคือการปิดหู ปิดตา หรือจะมาตัดสินชี้ขาดว่าอะไรถูก อะไรผิด เพราะตอนนี้เราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า ถึงหนังบางเรื่องไม่ได้เข้าฉายโรงใหญ่ สำหรับคนที่อยากดูจริง ๆ หรือคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่สนใจในเรื่องนั้น ๆ ก็จะหาช่องทาง ทำให้ตัวเองได้ดูจนได้ ขออย่างเดียวว่าหนังเรื่องนั้นมันน่าสนใจมากพอ

พอ จะรีวิวหนังเรื่องนี้ สำหรับผมมันกลายเป็นเป็นโจทย์ที่ยาก เพราะว่า ข้อมูลต่าง ๆ ความเห็นหลายแง่มุม ส่วนหนึ่งถูกแสดงออกไปอย่างมากมายแล้วในอินเตอร์เน็ต จะเขียนยังไงไม่ให้ซ้ำ จะเขียนในมุมไหน ที่มันจะฉีกออกไปจากชาวบ้านที่เขาเขียนมาก่อน

แล้ว ผมก็พบว่าไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น เพราะผมแค่อยากจะแชร์ความรู้สึกในฐานะคนที่ได้ชมหนังเรื่องนี้ หนึ่งคนเท่านั้น ( เพื่อประกอบการตัดสินใจของคนที่ไม่ได้ดูด้วยว่า เมื่ออ่านรีวิวแล้วหนังมันเป็นแนวทางที่ตนเองชอบ หรือเปล่า จะได้ไม่เสียเวลา เพราะผมสละเวลาของผมให้แล้ว )

หนังเล่าถึงคนตกงาน คนหนึ่ง ( ที่หาเงินด้วยการลักเล็กโขมยน้อย ) จนวันหนึ่งชีวิตได้ไปเจอกับตากล้องภาพข่าว ที่ทำงานอิสระ เขาเห็นว่ามันเป็นช่องทางที่จะทำเงินให้เขาได้ เขาจึง ( โขมย อีกแล้ว ) เพื่อนำเงินก้อนหนึ่งไปซื้ออุปกรณ์การถ่ายภาพ เพื่อที่จะได้เป็นตากล้องอิสระกับเขาบ้าง

ประเด็นของ Nightcrawler พูดออกมาตรง ๆ เกี่ยวกับสื่อสารมวลชน จริยธรรมสื่อสารมวลชน และเงิน กัดจิกโลกทุนนิยม สะท้อนให้เห็นชัด ๆ ว่า คนในสังคม คนส่วนใหญ่ยังขาด Critical Thinking ( การคิดเชิงวิพากษ์ ; คือทักษะการคิดเกี่ยวกับ ความตั้งใจที่จะพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยการไม่เห็นคล้อยตามข้ออ้างต่างๆ แต่ตั้งคำถามท้าทาย หรือโต้แย้งข้ออ้างนั้นเพื่อเปิดแนวทางความคิดออกสู่ทางที่แตกต่าง อันนำไปสู่การแสวงหาคำตอบที่สมเหตุสมผล ) ผมคิดแบบไม่เข้าข้างใครว่า สังคม มันโทษกันไปมา คนดู ก็โทษสื่อ ส่วนสังคมสื่อ คนดูไม่เคยมองเลยว่า มันก็คือรูปแบบสังคมรูปแบบหนึ่งเช่นกัน ในสังคนมีคนที่มีความคิด มีผิด ชอบ ชั่ว ดี ปะปน แต่ในโลกเราก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรมคอยฉุดพวกเราเอาไว้อยู่

หากมองให้แคบลงมา หนังเรื่องนี้ พูดถึงคน คนบางคน ที่ทำงานบางอย่าง แต่ส่งผลไปถึงภาพรวมของสังคม และสุดท้ายผมคิดว่า หนังเรื่องนี้มันสอนให้เรารู้ว่า

" อย่าเป็นคนที่เชื่ออะไรง่าย ๆ "

ตามหลัก กาลามสูตร 10 ข้อที่ว่า

๑.อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
๒.อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา
๓.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
๔.อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
๕.อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
๖.อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
๗.อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
๘.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
๙.อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
๑๐.อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา

" เกรงใจเสียงาน สงสารฉิบหาย เชื่อง่ายเป็นทุกข์ "

* ใน พารากราฟที่ผมพูดถึงคำว่า Critical Thinking ใจจริงอยากใช้คำว่า Critical Viewing มากกว่า เหมือนที่อาจารย์เคยสอนผมมา แต่ผมหาคำจำกัดความคำว่า Critical Viewing ในภาษาไทยไม่ได้ เลยไม่ใช้ กลัวว่าจะโดนด่าว่าเขียนอะไรไม่รู้เรื่องเพื่อทำให้ตัวเองดูมีภูมิ ดูฉลาด ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ผมเป็นแค่คนโง่ ๆ คนหนึ่งที่ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ เท่านั้นเองครับ

 

 

Follow me on Twitter @TMA_N
Facebook www.facebook.com/zubzeroteam facebook.com/filmdepth

โดย ชายไทยไม่ทราบชื่อ

 

กลับไปที่ www.oknation.net