วันที่ พุธ สิงหาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Inequality – ปมปัญหา ประชาชน


ความวุ่นวายในสังคมโลกเวลานี้ ถ้ามองผ่านมุมการเมือง ความขัดแย้ง การสู้รบ

คงเห็นมูลเหตุเป็นความแตกต่างทางความคิด การช่วงชิงอำนาจ ความโลภ

แต่หากเฝ้าดูความเป็นไปจากหน่วยย่อยของสังคม

ปมปัญหาคงไม่ไกลเกินความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ปุถุชน

 

 

1.

มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นปีแรกที่ Davos เอ่ยถึง Inequality  

Davos คือ World Economic Forum การพบปะในแต่ละปีถูกมองเป็นภาพสะท้อนทิศทางความคิดของกลุ่มอำนาจที่ขับเคลื่อนโลกหลายส่วน ทั้งประมุขประเทศ ผู้นำรัฐบาล ผู้ก่อตั้ง/ผู้บริหารธุรกิจที่มีอิทธิพลต่อโลกประเภท Bill Gates, Google, Yahoo, Alibaba นักการธนาคาร นักดนตรี

เมื่อ Davos พูด จึงเป็นข่าว แม้ว่า Inequality จะไม่ใช่ของใหม่

 

2.

The Spirit Level ถูกกล่าวถึงมาหลายปีจากงานวิจัยบนพื้นฐานการแพทย์ ที่ตั้งเป้าศึกษาเรื่อง health inequalities ในแง่ความสัมพันธ์ของโอกาสได้รับการดูแลสุขภาพของคนต่างชนชั้นและลำดับขั้นทางสังคม – ทำไมสุขภาพของคนที่ด้อยโอกาส จึงผุกร่อนกว่าคนในลำดับชั้นที่สูงกว่า ถัดกันขึ้นไป

ผลที่พบ กลับชี้นำสู่รากของปัญหาในด้านเศรษฐกิจและการเมือง

 

 

ก่อนหน้านี้ เมื่อมีพฤติกรรมไร้ระเบียบ ความต้องการที่ดูไร้เหตุผลมาสร้างความวุ่นวายให้สังคม กลุ่มชนชั้นล่างสุดจะถูกตำหนิก่อน ครั้นเกิดวิกฤติการณ์การเงิน Global financial crisis (2008) จนเดือดร้อนทั่วโลก ก็วิจารณ์ว่าเป็นเพราะความไร้จริยธรรมของนักการธนาคาร

 

 

 

เหตุการณ์ทั้งคู่ดูเหมือนต่างมูลเหตุ จำเลย และผลลัพธ์ แต่ในความเป็นจริงมีปัจจัยร่วมจาก Inequality ที่ขยายวงกว้างขึ้น

เพราะ Inequality เกิดได้หลายด้าน – ทั้งสถานะทางสังคม การศึกษา รายได้ อำนาจ – สัมพันธ์เชื่อมโยงกันและส่งผลเหนือความคาดหมาย

 

 

เป็นได้ทั้งการเรียกร้อง ที่เริ่มในกรอบของเหตุและผล ลามสู่ขั้นจราจล – การประท้วง Thatcher ยุค 80s   ความเคลื่อนไหว Occupy movement   การลุกฮือ unrest ในหลายมุมโลก   การรุกรานและหรือแบ่งแยกประเทศทั้งเพื่อครอบครอง-หวังผลประโยชน์

รวมทั้งความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง

 

3.

แล้ว Inequality คืออะไร

สังคมโลกที่จำนวนประชากรเพิ่มอย่างไม่หยุดยั้ง ความต้องการพื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิต และใช้ชีวิตอย่างปลอดโรคภัย ไม่สามารถปฎิเสธการค้าเสรีที่อิง Capitalism ได้

Capitalism โดยหลักการไม่สร้างความเท่าเทียม แต่เป็นระบบที่ให้โอกาสสร้างความมั่งมี อันเป็นกลไกสร้างความเจริญให้สังคม คนส่วนรวมสามารถมีความพึงใจและอยู่ร่วมกันได้ภายใต้การควบคุมที่รู้เท่าทันและมีประสิทธิภาพ ปัญหาพื้นฐานของ Capitalism คือการควบคุมล้าหลัง และการปฏิบัติขาดจริยธรรม

 

 

Communism ที่เชื่อกันว่าให้ความเท่าเทียม ก็ให้ได้เพียงจนเท่ากันตามที่รัฐบาลกำหนด เพราะรัฐบาลสร้างให้คนมั่งมีเท่ากันไม่ได้ และไม่สามารถหาทุนมาสร้างความเจริญได้

Inequality จึงไม่ใช่ความไม่เท่าเทียมเมื่อเห็นชัดว่าความเท่าเทียมไม่มีอยู่จริงในทางปฏิบัติ  

แต่เป็น ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ ในทุกสังคม และไม่สามารถตัดได้หมดจด

 

สังคมที่มีเป้าหมายในการสร้างความเจริญ ความเป็นอยู่ที่เหมาะสม ความสงบสุข ต้องควบคุม Inequality ให้อยู่ในขอบเขต

Inequality จึงเป็นดัชนีบอกความสามารถในการบริหารของรัฐบาลแต่ละประเทศด้วย

 

4.

Inequality ปรากฏอยู่รอบตัวเราทุกด้าน เกี่ยวพันและส่งผลถึงกัน

Social Inequality ความเหลื่อมล้ำ หรือ การถูกกีดกันในสังคม – ตั้งแต่กำเนิด การศึกษา ชนชั้น เชื้อชาติ เพศ สีผิว อายุ

Economic Inequality ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ ทั้ง Wealth ความมั่งมี – Income รายได้ – Consumption การจับจ่ายใช้สอย

  

Economic Inequality หากควบคุมได้ ก็เป็นฐานเสริมช่วยแก้ไขความเหลื่อมล้ำด้านอื่น การพิจารณาปัญหาโลกในแง่ Inequality จึงพุ่งมาด้านเศรษฐกิจซึ่งจับต้องได้ วัดได้ นิยมดูจากรายได้ว่ามีการกระจายออกไปได้ดีแค่ไหน เรียกว่า Gini Coefficient

 

Gini Coefficient มีค่าเป็น 0 ในสถานการณ์ที่ไร้ความเหลื่อมล้ำ เปรียบเสมือนว่าทุกคนในประเทศมีรายได้เท่ากันหมด หากถึง 1 ก็แปลว่าความเหลื่อมล้ำแตะขีดสูงสุด รายได้ทั้งหมดตกอยู่ในมือบุคคลเดียว

United Nations ติดตามและตั้งข้อสังเกตว่า Gini Coefficient ที่เกิน 0.4 จะส่อเค้าให้เกิด Social unrest ขณะที่สหรัฐอเมริกากำหนดให้ 0.5 เป็นระดับเหลื่อมล้ำสุดขั้ว

Gini Coefficient ณ พ.ศ. 2556 ของสหรัฐอเมริกา 0.45 ขณะที่จีนแซงไปถึง 0.47 แล้ว

 

 

5.

ปัญหาของ Inequality ระดับพื้นฐาน

ปัญหาทางตรงคือ ช่องว่างระหว่างความจน และความมั่งมีขยายกว้างขึ้น กลุ่มคนรวยมีโอกาสสร้างความร่ำรวยมากขึ้น ขณะที่กลุ่มคนจนถูกตีวงให้ทางอยู่รอดแคบลง ผลตามมาคือ สภาพความเป็นอยู่อัตคัต การศึกษาจำกัด การยอมรับจากสังคมลดลง เข้าถึงสิ่งพื้นฐานของการดำรงชีวิตและรักษาพยาบาลยากขึ้น

 

ปัญหาทางอ้อม มีอยู่ใต้ผิวหนังอีกมหาศาล ใกล้ตัวจนเกินคาด

เป็นปัญหาอีกทอด สืบเนื่องจากการต้องดำรงชีวิตภายใต้สภาพ Inequality เช่น การค้าบริการทางเพศ โสเภณีเด็ก การตั้งครรภ์ในผู้เยาว์ ยาเสพติด อาชญากรรม ความรุนแรง จนถึงความไม่สงบในประเทศ การเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน

 

 

ในสังคมที่ดูสงบ ยังมีเรื่อง aging population ที่ประชากรสูงอายุเพิ่มจำนวน ระยะเวลาทำงานเพื่อสะสมเงินให้พอเพียงหลังเกษียณอายุยาวขึ้น สวนทางกับโอกาสมีงานทำ เมื่อธุรกิจส่วนมากพอใจคนอายุน้อยที่ต้นทุนการว่าจ้างต่ำกว่า 

ประเทศที่ระดับ Inequality ยิ่งสูง การชิงกันเด่นเรื่องสถานะทางสังคมและหน้าตา – ที่ใช้เงินเพียงเพื่อตอบสนองด้านอารมณ์ แต่สวนทางความเป็นจริงของเหตุผลทางเศรษฐกิจ – เกิดกับคนทั้งสองขั้วรายได้

คนรวยใช้เงินกับสิ่งของเพื่อแสดงฐานะ สะท้อนภาพตัวตนมากกว่า functional benefits คุณสมบัติและประโยชน์ใช้สอย

คนจนใช้เงินเพื่อรักษาสถานะตนเองให้ยังอยู่ในสังคมได้โดยไม่น้อยหน้า หรือดูขาดแคลน

 

ที่สหรัฐอเมริกา งานวิจัยในกลุ่มคนรายได้ต่ำกว่ามาตรฐานค่าครองชีพ พบว่า 3 ใน 4 เลือกใช้เงินซื้อรถยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้าอำนวยความสะดวกก่อน  1 ใน 3 มีรถคันที่สอง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ล่าสุด และบางส่วนซื้อโทรศัพท์มือถือก่อนสิ่งอื่น

ที่จีน เมื่อความโลภมาผสมกับพื้นฐานการพนัน การลงทุนบนก้อนเมฆที่ปราศจากเงินจริงของประชาชน non-rich ยิ่งทำให้เศรษฐกิจทั้งส่วนตัวและประเทศเสี่ยงต่อการล้มครืน

 

 

การใช้จ่ายลักษณะนี้เรียกว่า Conspicuous consumption เกิดกับรากหญ้าในสังคมไทยด้วย

 

6.

ปัจจัยซ้ำเติม Inequality

จากประชากรโลกทั้งหมด ยังมีอีกหยิบมือ 1% ที่อยู่เหนือสุดยอดของความมั่งคั่ง ครอบครองทรัพย์สินมูลค่า ‘เกือบจะเท่า’ กับที่คน 99% ที่เหลือในโลกมีรวมกัน

 

 

 

การคาดการณ์ว่าความร่ำรวยของคน 1% จะมากขึ้นจนแซงหน้าทรัพย์สินของคนทั้งโลกในพ.ศ. 2559 เป็นเรื่องที่ยังโต้แย้งกันอยู่เรื่องความเป็นไปได้ เนื่องจากความเบี่ยงเบนของฐานตัวเลขที่ไม่ครบถ้วน และปัจจัยร่วมอื่นที่อาจทำให้คลาดเคลื่อน

กระนั้นก็ตาม โอกาสที่ 1% จะครองโลกก็มีอยู่สูง – เป็นเรื่องน่าตระหนก และจำเป็นต้องสร้างสมดุล

 

 

1% ของประชากรโลกเป็นฐานที่บ่งบอกความเหลื่อมล้ำ – ไม่ใช่สาเหตุ – แต่ตำแหน่งที่ 1% เหล่านี้ยืนอยู่สะท้อนภาพ extreme capitalism ที่ให้โอกาสคนที่รวยอยู่แล้วยิ่งสร้างความรวยเพิ่ม

การขยายจำนวนมากขึ้นของ 1% เป็นผลลัพธ์ของการควบคุม capitalism ที่หย่อนประสิทธิภาพ ไม่ทันเหตุการณ์ และทับถมให้ Inequality หนักถ่วงขึ้น

 

7.

ปัญหาที่ลงลึก

Inequality ทางสังคมและเศรษฐกิจขั้นซับซ้อนยังมีอีก

ปัญหาของ Ebola ไม่สามารถจบได้เร็ว วัคซีนไม่ถูกคิดค้นและผลิตขึ้นมาเสียนานแล้ว ก็ด้วยธรรมชาติของโรคที่เกิดขึ้นแต่ในพื้นที่ยากจน ขาดสุขอนามัย ผู้ผลิตยาไม่เห็นทางคุ้มทุนและกำไรในการค้าขายกับประเทศด้อยพัฒนา จนเมื่อการระบาดที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า Ebola เป็นปัญหาระดับโลก กระทบต่อทุกประเทศไม่ว่าจะยากจนหรือร่ำรวย

Ebola เป็นความเหลื่อมล้ำจาก social problem ทางสังคม ที่การแสวงหากำไรทางธุรกิจปิดกั้นทางแก้ไข

Calais crisis เหตุการณ์ปัจจุบันสะท้อน economic problem จากผู้อพยพที่จ่อชายแดน UK – เป้าหมายปลายทางที่มีระบบเศรษฐกิจมั่นคงกว่า – เพื่อเคลื่อนย้ายถิ่นฐานเข้ามาแสวงหาโอกาสในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น มีงานทำ มีการรักษาพยาบาล โดยไม่ใส่ใจว่าประชากรที่ต้องเสียภาษีเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสวัสดิการสังคมเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไร   

ที่สุดแล้ว Inequality มีผลกระทบทุกสังคม  

 

8.

1% ของสังคมและคนจน ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

สังคมส่วนที่มั่งคั่งและภาคธุรกิจเป็นผู้สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่รักษาสภาพเศรษฐกิจให้คงอยู่ดี คือการใช้จ่ายของคนกลุ่มใหญ่ และคนจน

Big investment เงินจำนวนสูง กว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ใช้เวลาอย่างน้อย 18 เดือน

คนรวย ใช้เงินกับของฟุ่มเฟือย ที่ไม่สร้าง productivity การกระจายรายได้ในประเทศ

คนจนหรือคนธรรมดา ซื้อของกินของใช้ มูลค่าต่อหน่วยต่ำ แต่สร้าง velocity การหมุนเวียน ให้ระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว

 

 

ดังนั้นการสร้างบรรยากาศให้เศรษฐกิจเติบโต แข็งแรงได้ ต้องสร้างให้คนจนและคนชั้นกลางมีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

จริงอยู่ที่ว่าการลดช่องว่างของ Inequality ไม่สามารถตัดความยากจนให้หมดไป แต่หากไม่แก้ปัญหาของ Inequality เลย จะลงแรงสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจมหาศาลเพียงใด ก็ไม่สามารถรับมือกับปัญหาความยากจนได้

สิ่งที่จะควบคุม Inequality ได้ คือ ภาษี และการนำภาษีไปใช้

เราไม่สามารถหยุดยั้งคน 1% และคนรวยในการสร้างความมั่งคั่ง แต่เราสามารถใช้ระบบจัดเก็บภาษีมาควบคุม นำเงินที่คน 1% และคนรวยผลิตขึ้นมา ใช้ลดทอน Inequality – ในชั้นต้น สร้างโอกาสให้การเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตใกล้เคียงกัน

ประเทศที่เศรษฐกิจมั่นคง Gini Coefficient ก่อนและหลังหักภาษีจะแตกต่างกันมาก การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าในประเทศเหล่านั้น แสดงถึงการเกลี่ยรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ Inequality ระหว่างประชากรต่างชนชั้นมีระดับต่ำ ระบบการศึกษา และการสาธารณสุขมีมาตรฐานสูง

 

 

การลด Inequality ในระยะยาว คือ Income redistribution การกระจายรายได้ เกิดได้จากการลงทุน ที่สร้างงาน เกิดการว่าจ้าง ส่งผลกลับเป็น Income tax – นอกเหนือจาก VAT ที่ได้จากการกินอยู่ – มีรายได้เพื่อการพัฒนาประเทศ

หลักการ new socialism นี้ ใช้ capitalism สร้างความเจริญอย่าง ruthless แล้วขูดภาษีเอาเงินมาเลี้ยงดูประชาชนอย่างเท่าเทียม

 

 

9.

ประเทศไทย

Gini Coefficient ของประเทศไทยคือ 0.51 ขณะที่อินโดนีเชีย มาเลเชีย เวียดนามต่ำกว่า 0.4* Inequality ของไทยจึงอยู่ในกลุ่มสูงสุดของ Southeast Asia และมีสถานการณ์คล้ายคลึงกับประเทศลาตินอเมริกัน เช่น อาร์เจนทีน่า บราซิล และเม็กซิโก

 

 

90% ของคนจนไทย มีภูมิลำเนาอยู่ในชนบท พื้นฐานเศรษฐกิจครัวเรือนเป็นเกษตรกรรม มีรายได้เป็นลักษณะ nonwage – ซึ่งวัดไม่ได้ ไม่แน่นอน และไม่สามารถสร้างภาษีรายได้ให้ประเทศได้ – ถึงแม้จะนำรายได้กลุ่มผู้ใช้แรงงานมารวม ความแตกต่างทางรายได้ระหว่างสังคมเมืองและต่างจังหวัดก็ยังห่างกันลิบ

 

 

 

ขณะที่ 1% ในสังคมไทย ยังมีอยู่โดยไม่ถูกแตะต้อง  

 

ความแตกแยกของสังคมไทยที่ผ่านมา มองอย่างผิวเผินคือ รสนิยมทางการเมือง

หากพิจารณาข้อเท็จจริงทางตัวเลข มิอาจปฏิเสธได้ว่ามาจากความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่จริงในสังคมไทย

 

การเรียกร้องของกลุ่มเสื้อแดง หากตัดอคติ ข้อขัดแย้ง และความโลภที่ถูกนักการเมืองนำมาบริหารเพื่อประโยชน์ของตนเองออกไป ยังมีปัญหาที่ผู้บริหารประเทศต้องแก้ไขอีกมาก  การใช้ภาษาหวือหวาว่า เยียวยา หรือปรองดองเป็นการใช้เงินกับสิ่งที่ไม่สร้างคำตอบกับปัญหาที่มี

 

การเริ่มต้นสร้างคุณภาพให้ชีวิตในความจำเป็นพื้นฐานเรื่องการศึกษาและสาธารณสุข – ตราบใดที่ปากท้องอิ่มยังเป็นความพอเพียงที่เรียบง่ายของชาวพุทธ และเมื่อความโลภจากฝีมือนักการเมืองถูกชะล้างออกไป – จึงจะเป็นการสร้างพื้นฐานต่อการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

 

การจัดเก็บภาษีให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดำเนินการให้ชัดเจนโปร่งใส ประชาชนต้องทำความเข้าใจและให้ความร่วมมือ

เมื่อนั้นประเทศไทยจึงจะมีทุนเพียงพอที่ก้าวสู่ความเจริญอย่างมั่นคง

 

 

 

ไม่ว่าจะปัญหาโลก หรือปัญหาไทย

หากแก้ไขอย่างผิวเผิน ย่อมชะลอความฉิบหายได้ชั่วครู่

การสร้างสังคมที่ประชาชนสามารถมีความเป็นอยู่ที่ดี

จำเป็นต้องพิจารณาปมปัญหาของความเป็นอยู่ที่เสมอภาคกัน

จึงจะเกิดสังคมที่เป็นอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้อย่างจีรัง

 

 

*********

 

 

 

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net