วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แผ่นดินสีเทา


 


 

ประเทศไทยแผ่นดินสยามกลางอุษาคเนย์แต่โบราณนานมา เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำแห่งแผ่นดินสุวรรณภูมิที่ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลก เมืองเกษตรกรรมที่ในน้ำมีปลาในนามีข้าวนี้ ยังอุดมสมบูรณ์ต่อเนื่องนานมาจนถึงยุคก่อนปัจจุบัน จนได้ชื่อว่าเป็นเมือง "แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง"

อาจกล่าวได้ว่า ความอุดมสมบูรณ์นี้ทำให้สยามเป็นที่พักพิงของผู้คนหลายเชื้อชาติที่โยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่อย่างต่อเนื่องและยาวนาน รวมถึงเข้ามาทำมาค้าขายช้านาน

เขมร ไท ลาว พม่า มอญ ญวน และอื่นๆ เข้ามาอยู่ที่ดินแดนแถบนี้ตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยา เราหลอมรวมแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง เป็นพี่น้องผองเพื่อนและกลายเป็นชาติพันธุ์เดียวกันมาจนถึงวันนี้บนดินแดนไทสยาม

ประเทศไทยเป็นดินแดนเดียวในแถบนี้ที่ไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอาณานิคมในทางนิตินัย แม้จะแลกด้วยการสูญเสียดินแดนไปมากมาย

มาวันนี้ ประเทศไทยเป็นเมืองขึ้นของชาติมหาอำนาจเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ ทรัพยากร การศึกษาและวัฒนธรรม

ในทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ เราดำเนินนโยบายผิดพลาดตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่เราเดินตามองค์กรโลกบาลที่เป็นกลไกควบคุมระบบทุนนิยมเสรีของนายทุนการเงินโลก นับตั้งแต่นั้นเราก็สูญเสียอาณาธิปไตยทางเศรษฐกิจเป็นต้นมา

ในทางทรัพยากรมีการพบว่า เรามีสินแร่ โปรแตช ทองคำ น้ำมัน ก๊าซ พลังงานมากมายใต้แผ่นดิน โดยเฉพาะน้ำมันนั้น ว่ากันว่าข้อมูลการสำรวจในขณะนี้ เรามีน้ำมันมากกว่าประเทศบรูไนเสียอีก แต่แน่นอนพวกเขาไม่ต้องการให้เรารู้ ในยุคข้อมูลพลังงานถูกผูกขาด

ส่วนการศึกษาและวัฒนธรรมเราเดินตามอารยธรรมตะวันตกมาอย่างยาวนาน จนหลงลืมต่อยอดภูมิปัญญาพื้นถิ่นของเราเอง ยกตัวอย่างเช่นการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรโบราณเริ่มหายไป แต่ต่างประเทศกลับมาศึกษาค้นคว้าและจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของตนเองเต็มไปหมด และนำกลับมาขายให้เรา

ทุกวันนี้เรามีเทคโนแครตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเต็มบ้านเมือง แต่ขาดคนคิดแก้ปัญหาบ้านเมืองแบบองค์รวม เพราะคณะวิชาของเราแยกกันเรียนตามแบบแผนและกลไกทางสังคมในระบบทุนนิยม เราเรียนวิศวกรรมปิโตรเลียมก็เพื่อจะไปเป็นลูกจ้างของบริษัทน้ำมันไม่กี่แห่งของโลก ซึ่งเขาอุดหนุนให้มีการศึกษาด้านนี้เพื่อรองรับธุรกิจอุตสาหกรรมของตนเอง

อารัมภบทมายาวแล้ว ผมอยากจะบอกทุกท่านว่า เมืองไทยนั้นเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีข้าวในนามีปลาในน้ำ การเกษตรของเราส่งออกไปจนเกือบจะเป็นครัวของโลก นอกจากนั้นเรายังมีทรัพย์ในดินอีกมากมาย ทั้งสินแร่ ทองคำ น้ำมัน พลังงานที่อยู่ใต้ผืนดินรอให้นายทุนมาขุดไปขายได้อีกหลายสิบหลายร้อยปีไม่มีหมด โดยเฉพาะใต้แผ่นดินอีสาน

ประเทศไทยมีงานให้ทำตลอดเวลา เพราะมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ดีมากมาจากทรัพยากรเหล่านั้น อัตราการว่างงานของเราอยู่ในอันดับต่ำที่สุด อันดับ 1 ของโลก เหนือกว่า สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ที่อยู่อันดับถัดมา โปรดดูรายงานในนิตยสาร The Economist ที่เคยมีรายงานออกมา

ที่มากไปกว่าอันดับ 1 นั้น พวกเขายังไม่นับรวมว่าประเทศไทยยังเป็นดินแดนที่รองรับแรงงานข้ามชาติได้อีกมากกว่า 6 ล้านคน หลายล้านคนเหล่านั้นทำงานในส่วนล้นเกินที่คนไทยไม่อยากทำ และหรือไม่มีเวลาทำ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานประมง กรีดยาง ก่อสร้าง คนใช้ และงานบริการต่างๆ

เท่ากับว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศเรายังรองรับผู้คนได้อีกมากมาย เท่ากับว่าอัตราการว่างงานของเราน่าจะต่ำกว่าศูนย์ สมเป็น "แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง" อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ระบบเศรษฐกิจของเรายังมีช่องว่างให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไทย ทำมาหากินได้อีกมากมายภายใต้โครงสร้างของรัฐไทยที่ทำมาหากินนอกระบบอยู่กว่าครึ่งหนึ่งของตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่เรียกกันว่า "ธุรกิจสีเทา"

เหมือนกับว่าประเทศนี้ไม่มีระบบ ไม่มีแบบแผน จากการสอบถามทราบว่าแรงงานข้ามชาติที่มาทำงานในร้านอาหารต่างๆ ในเมืองไทย จะเสีย "ค่าส่วย" ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเดือนละ 500+ บาทต่อเดือน

คิดดูก็แล้วกัน ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติกี่คนในประเทศไทย x กับรายได้ และผลประโยชน์สีเทานี้จะมีจำนวนเท่าไหร่และใครบ้างได้ผลประโยชน์

เจ้าของร้านอาหารในกรุงเทพฯ หลายแห่งเล่าให้ฟังว่า ร้านดื่มกินธรรมดาของเขาจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐมาเรียกรับสินบนไม่ต่ำกว่า 5 หน่วยงานในแต่ละเดือน ในแต่ละร้าน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจพื้นที่ หรือนครบาล ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ตำรวจท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่เทศกิจ ฯลฯ

แต่ละเดือนต้องจ่ายสินบนเพราะผิดกฎเปิดหลังเที่ยงคืน เดือนละกว่าหมื่นบาทสำหรับร้านเหล้าเล็กๆ  ชานเมือง จนถึงหลายแสนบาทสำหรับไนต์คลับผับบาร์ขนาดใหญ่ในย่านถนนสุขุมวิท

เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าแห่งหนึ่งบนถนนข้าวสารให้ข้อมูลว่า แต่ละเดือนเขาต้องจ่ายเทศกิจเดือนละหลายพันบาท และยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเรียกเก็บค่าจ้างแรงงานจากต่างประเทศอีกหัวละ 1,000 บาท แม้ว่าพวกเขาจะมีบัตรแรงงานต่างด้าวตามกฎหมายไทย ส่วนรถเข็นต่างๆ บนถนนเป็นพื้นที่ของตำรวจ นั่งสังเกตทุกวันเราจะเห็นรถตำรวจมาเก็บค่าบำรุงทุกวัน วันละ 40 บาท หรือเท่าไหร่ก็ว่ากันไป

แรงงานเวียดนามในร้านอาหารส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ จะต้องไปทำวีซ่าลงตราที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทุกๆ เดือน เหมือนกับแรงงานชาติอื่นๆ ที่มีอายุ 30 วัน พวกเขาต้องจ่ายค่าโดยสารไปกลับกับนายหน้ารถตู้บริการคนละ 1,000 บาท จนธุรกิจเหล่านี้มีรายได้จำนวนมากนอกระบบ

ผมจึงอยากจะบอกว่า เศรษฐกิจของเรามีมูลค่ามหาศาลมาก หากนับรวมถึงเศรษฐกิจนอกระบบและทรัพยากรใต้ดินที่เรายังไม่ได้นำมาใช้เอง แต่กลับกำลังจะให้สัมปทานแก่กลุ่มบุคคลไม่กี่คน แทนที่จะให้ตกแก่ประชาชนไทยทุกคน

เมื่อเราไม่มีระบบที่ดีและชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ ประเทศที่น่าจะเป็นแผ่นดินทองของเราแห่งนี้จึงกลายเป็นแผ่นดินสีเทาในที่สุด เพราะเศรษฐกิจสีเทาจำนวนมหาศาลมีเพียงคนไม่กี่กลุ่มได้ผลประโยชน์

ไม่ต่างจากเศรษฐกิจในระบบ ที่เราใช้ระบบทุนนิยมนำทางสร้างความเหลื่อมล้ำจนกลายเป็นประเทศที่ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนห่างกันถึงกว่า 12-14 เท่า เป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย แต่เรากลับมีเศรษฐีติดอันดับโลกหลายคน เป็นไปได้อย่างไร

เศรษฐกิจเราใหญ่มาก แต่กำไรและความร่ำรวยกระจุกตัว การเกษตรของไทยเรายังให้รายใหญ่ครอบงำ มีร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่แทบทุกตำบลและอำเภอ ที่ขนทรัพยากรและรายได้กลับออกนอกพื้นที่ การพัฒนาประเทศแบบนี้ ว่ากันว่า เราสร้างถนนเข้าหมู่บ้านยิ่งดีเท่าไหร่ มันก็กอบโกยขนกำไรของชุมชนออกไปข้างนอกมากเท่านั้น

ผมนึกไม่ออกว่าการศึกษาไทยจะตอบโจทย์เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร หากทุกวันนี้ยังมีโรงเรียนกวดวิชามากมายเต็มบ้านเต็มเมืองเพื่อทำธุรกิจการศึกษา ขนาดการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยยังมีโรงเรียนกวดวิชากับเขาด้วย ยังไม่ต้องบอกว่าธุรกิจการศึกษาของไทยร่ำรวยแค่ไหน

ในที่สุด "แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง" ของเราก็กลายเป็น "แผ่นดินสีเทา".



[เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์โลกและเรา - เมธา มาสขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2558]

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net