วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แผ่นดินสีดำ


ธุรกิจสีเทาของประเทศไทยมีมูลค่ามากมายมหาศาล เป็นมูลค่ากว่ากึ่งหนึ่งของผลิตผลมวลรวมของประเทศ หากเรื่องนี้ปล่อยให้ "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" เข้าไปเกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้นเท่าไหร่ แผ่นดินสีเทาของไทยก็จะกลายเป็น "แผ่นดินสีดำ" เร็วขึ้นเท่านั้น

ระบบการปกครองของไทยยังใช้รูปแบบระบบเดิมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ในเรื่องการปกครองส่วนภูมิภาค คือเอาคนจากส่วนกลางไปปกครองและบริหารท้องถิ่นจังหวัดต่างๆ รูปแบบการปกครองของไทยจึงยังเป็นการปกครองคล้ายระบบเจ้านายอยู่ จึงมี "ผู้ว่าราชการจังหวัด" เป็นเหมือนเสนาบดี

หากการปฏิรูปครั้งนี้ไม่มีการกระจายอำนาจ การรวมศูนย์อำนาจย่อมไม่ใช่ระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง ตราบใดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดยังมีอำนาจทับซ้อนกับผู้แทนปวงชนชาวไทย และขึ้นต่อส่วนกลางภายใต้กรมการปกครองของกระทรวงมหาดไทยอยู่ เราจะพูดถึงประชาธิปไตยอย่างเต็มปากไม่ได้เลย หากไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ


สังคมที่หลายคนสมยอมอยู่มาจนถึงวันนี้ มีอะไรเปลี่ยนแปลงดีขึ้นบ้างหลังการปฏิรูปหลายครั้ง หลังจากพ่อค้าวาณิชสะสมทรัพย์สินเงินตราขึ้นมาได้บ้างในระบอบเปิด ในขณะที่ข้าราชการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีเพียงอำนาจ แต่ถึงวันนี้สังคมมีผู้มีอิทธิพลจำนวนมากที่มีทั้ง "อำนาจ" และ "เงินตรา"

หลังจากสังคมของเราเข้าสู่ระบบเจ้าขุนมูลนายมานานแล้ว และกำลังเปลี่ยนผ่านด้วยระบบประชาธิปไตยโดยการออกเสียงเลือกตั้ง ซึ่งได้พยายามสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ขึ้นในแต่ละเมือง ในฐานะว่าด้วยการต่อรองทางอำนาจ แต่ไม่นานมานี้มันก็จบลงด้วยระบบหัวคะแนน "นักเลือกตั้ง" ในระบบธนาธิปไตย

ประเทศไทยจึงกลายเป็นระบบที่ผู้มีอิทธิพลใช้เงินตราซื้ออำนาจ สังคมเป็นโครงสร้างมาเฟียไม่ต่างจากอิตาลี ในอนาคตถ้าเราสร้างประชาธิปไตยทางการเมืองได้ แต่โครงสร้างเศรษฐกิจยังถูกผูกขาดอยู่เฉพาะชนชั้นนำผู้มีอิทธิพลทางการเงิน เราก็ไปได้เพียง "ทุนนิยมประชาธิปไตย" ที่ไม่ไปไหนเหมือนเดิม

ขณะนี้ในท้องถิ่นต่างๆ การปกครองก็ยังเป็นระบบ "เจ้านาย" อยู่ ผู้ใหญ่บ้านบางคนพูดทีเล่นทีจริงว่า มีทั้งนายทุนและนายอำเภอ ทั้งสองกลายเป็นชนชั้นปกครองในท้องถิ่น

ความสัมพันธ์แบบนี้ในเมืองเล็กๆ จังหวัดไม่ใหญ่ ใครมีเส้นสายเจ้าหน้าที่ทางปกครองหรือตำรวจท้องที่ ย่อมมีอภิสิทธิ์พิเศษที่ถูกเลือกปฏิบัติ แน่นอนนักธุรกิจนายทุนในจังหวัดย่อมเข้าถึงอภิสิทธิ์นี้ก่อนชาวบ้านตาสีตาสาหรือชาวนาไร้เงินเก็บ

ประชาธิปไตยที่คนไม่เท่ากันมันอยู่ที่หมู่บ้านมาตั้งนานแล้วแม้เราจะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแต่ปี 2475 ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของเราในวันนี้คือ "การกระจายอำนาจ"

คอมมิชชั่นในระบบราชการไทย ระบบเปอร์เซ็นต์ในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการไทย เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้หากระบบอำนาจของไทยกระจุกตัวอยู่แบบนี้

พวกเขาย่อมใช้อำนาจและเงินตราเกื้อหนุนช่วยเหลือกันในระบบ ไม่ต่างจากระบบสืบสวนสอบสวนของตำรวจที่ช่วยเหลือเกื้อหนุนพวกเดียวกัน

ทุกวันนี้ในท้องถิ่น นายทุนพ่อค้าวาณิชนั่งกินดื่มกันร่วมโต๊ะกับเจ้าหน้าที่ทางปกครองทั้งนั้น เราไม่เคยแยกพวกเขาออกจากกันอย่างจริงจังในความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เหมือนกับการคิดแยกอำนาจสืบสวนกับสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจออกจากกัน

ดังนั้น นโยบายต่างๆ ในท้องถิ่น ย่อมเกื้อหนุนพวกที่มีเงินตรามากกว่าเป็นธรรมดา ก่อนจะมาถึงตาสีตาสาข้างบ้านเราที่รอรับหยดน้ำใจในระบบทุน

ไม่แปลกที่เมืองไทยโดยนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐออกกฎหมายและระเบียบต่างๆ เอื้อนายทุนพ่อค้าวาณิชทั้งหลาย เพราะเงินตราและอำนาจมันแลกเปลี่ยนกันได้ หลายประเทศก็กำลังประสบปัญหาเช่นนี้อยู่

แต่ประเทศไทยหนักหน่อย เพราะระบบโครงสร้างผู้มีอิทธิพลแบบเจ้าพ่อท้องถิ่น มันเติบโตขึ้นมาแทนที่ระบบศักดินาเต็มไปหมด และช่องโหว่ในระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เอาทุนนิยมทางเศรษฐกิจนำ มันอนุญาตให้พวกเขาเติบโตเช่นนั้น โดยมีวัฒนธรรมแบบศักดินาคอยหล่อเลี้ยง

นักการเมืองบ้านเราจึงโหวตกฎหมายให้นายทุน นายทุนพ่อค้าบ้านเราจึงใช้เงินตราซื้ออำนาจในท้องถิ่นอยู่กินสุขสบายอยู่ตำตา เพราะทำนาบนหลังคน ผู้มีอำนาจบางคนถึงกับให้เครือญาติพี่น้องก่อตั้งบริษัทเอกชนเพื่อรับงานจากราชการโดยตรง และเรื่องนี้ก็มีอยู่ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ทำหน้าที่ปกครองที่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ก็คอยออกมาหาเศษหาเลยจากชนชั้นล่างทางสังคมต่อ เพื่อปล้นเงินตราของพวกเขาอีกทาง ผ่านอำนาจต่างๆ ที่มี เพราะไม่สามารถขอเอาจากพ่อค้าวาณิชได้เพิ่มขึ้นอีกแล้วด้วยความสัมพันธ์อำนาจแบบขึ้นต่อ

นอกจากออกกฎหมายให้นายทุนได้ประโยชน์แล้ว พวกเขายังออกกฎหมาย เพื่อทำมาหากินกันเองด้วยในหมู่ผู้ปกครองและข้าราชการ จนถึงวันนี้ธุรกิจสีเทากลาดเกลื่อนไปทั่วราชอาณาจักรจนเอาไม่อยู่เสียแล้ว "รัฐข้าราชการทุนนิยม" ทำให้พวกเขา "สะสมทุนจากการขูดรีด" อย่างแท้จริง

ทุกวันนี้จึงมีคำกล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมมีหลายมาตรฐาน และ "คุก" มีไว้ขังคนจนเท่านั้น

ไม่ต้องยกตัวอย่างเปรียบเทียบเพราะมีมากมายในขณะนี้ สรุปว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" เป็นองค์กรที่ต้องปฏิรูปมากที่สุดในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร หรือหน่วยงานใดๆ

หากถามว่าใครเข้ามายืนอยู่ในระบบ "ธุรกิจสีเทา" มากที่สุดในเวลานี้? จนประเทศไทยมีระบบคอร์รัปชันมากมายหลายระดับชั้น นั่นคือระบบรัฐราชการไทยเองที่มีปัญหา เราจึงไม่สามารถแก้ไขได้โดยการขับไล่นักการเมืองกังฉินแล้วปล่อยให้รัฐราชการ "กิน" กันเองเหมือนเดิมต่อไป

กฎหมายแต่ละฉบับที่ผ่านรัฐสภาในเวลานี้ กฎหมายไหนบ้างที่เอื้อต่อคนจนหรือคนทั้งประเทศ? กฎหมายไหนบ้างที่ไม่เอื้อต่อคนรวย นายทุนพ่อค้าวาณิชผู้มีอำนาจเงินตรา

บางคนยกตัวอย่างกฎหมายจราจรให้ฟังว่า ไม่รู้ว่าออกมารับใช้ใคร เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือพ่อค้าขายรถยนต์กันแน่ ห้ามรถโหลดเตี้ย ยกสูง ห้ามดัดแปลงเครื่องยนต์ ติดโรลบาร์ ใส่หลังคาซันลูป หรือเปลี่ยนดีสเบรก มีโทษปรับและจำคุกหลายเดือน สำนักงานตำรวจแห่งชาติชี้แจงว่า การห้ามติดตั้งเกจ์วัดรอบหลายตัว ใส่โรลบาร์ เปลี่ยนปั๊มเบรกราคาแพงที่สามารถหยุดรถยนต์ขณะวิ่งได้ที่ความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผิดกฎหมาย ทั้งๆ ที่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพรถยนต์ให้ใช้การได้ดีและปลอดภัย

ในขณะที่พ่อค้ารถยนต์ขายรถได้มากขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมีรายได้เพิ่มเติม คำถาม คือ กฎหมายนี้รับใช้ใครกันแน่

เอาแค่เรื่องกฎหมายเมาแล้วขับ ทุกวันนี้มีการบังคับใช้อย่างจริงจังหรือไม่ รายได้นอกระบบแต่ละค่ำคืนที่ไปไม่ถึงศาล สิ้นสุดคดีตั้งแต่ที่หน้าด่าน ในแต่ละท้องที่รวมทั่วประเทศมีจำนวนเท่าไหร่

ไม่ต้องนับรวมถึงตำรวจทางหลวงที่มีอำนาจเพียงตรวจจับรถบรรทุกน้ำหนักเกินเท่านั้น แต่พวกเขาดันออกมาตรวจจับความเร็ว? และขอดูใบขับขี่?

"บ่อน หวย ส่วย ซ่อง" เกิดขึ้นเพราะรัฐไทยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีพื้นที่สีเทา จนบ้านเมืองของเรากำลังจะกลายเป็น "แผ่นดินสีดำ"

คำตอบของการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงวันนี้ คือการปฏิรูประบบราชการไทย!

 

[เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์โลกและเรา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2558]



โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net