วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

String Quartet หมายเลข 16 ของเบโธเฟน กับแนวคิดว่าด้วยการเชื่อมโยงผลงานเพลงกับชีว


หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2558

String Quartet หมายเลข 16 ของเบโธเฟน กับแนวคิดว่าด้วยการเชื่อมโยงผลงานเพลงกับชีวิตจริงของศิลปิน

อติภพ ภัทรเดชไพศาล

 

การวิเคราะห์งานเพลงของนักประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตกแต่ก่อน มักให้ความสำคัญกับประวัติชีวิตของนักแต่งเพลงเป็นอย่างมาก

คือเชื่อว่า งานของนักแต่งเพลงไม่สามารถถูกจับแยกออกจากชีวประวัติของนักแต่งเพลงในช่วงเวลาที่เขาแต่งเพลงๆ นั้นได้

โดยเฉพาะในกรณีของนักแต่งเพลงที่อยู่ในยุคโรแมนติคเช่นเบโธเฟน

ดังนั้น เราจึงพบการพยายามลากโยงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของเบโธเฟน เข้ากับเพลงต่างๆ ที่เขาแต่ง เช่น ในชั่วขณะที่เบโธเฟนเริ่มมีอาการหูหนวก นักประวัติศาสตร์ดนตรีก็มักจะโยงผลงานแต่งเพลงในช่วงนั้นเข้ากับความทุกข์ทรมานของอาการป่วย เป็นต้น

หรือเช่นกรณีที่นโปเลียนตั้งตัวเป็นกษัตริิย์ นักประวัติศาสตร์ก็มักอธิบายเหตุการณ์นี้ว่าทำให้เบโธเฟนรู้สึกโกรธแค้น และลบชื่อนโปเลียนออกจากโน้ตเพลงที่แต่งให้

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งนั้นอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่นๆ ก็เป็นได้

อีกกรณีที่น่าสนใจ คือเพลง String Quartet หมายเลข 16 (สำหรับเครื่องสายสี่ชิ้น) ของเบโธเฟน ซึ่งเป็นบทสุดท้ายที่แต่งขึ้นก่อนเขาเสียชีวิตเพียงห้าเดือน มักถูกนักประวัติศาสตร์ดนตรีตีความไปในทิศทางต่างๆ กัน

โดยเริ่มแรก นักประวัติศาสตร์มักตีความว่าบทเพลงนี้ เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดจริงจัง เนื่องด้วยสาเหตุที่มีลายมือของเบโธเฟนเขียนกำกับไว้ที่ท่อนสุดท้ายของเพลงว่า “การตัดสินใจที่ยากลำบาก

ตามด้วยประโยคคำถาม “มันต้องเป็นอย่างนั้นหรือ?” และคำตอบ “มันต้องเป็นอย่างนั้นแหละ!

 

 

 

นักประวัติศาสตร์ดนตรีมักเชื่อมโยงประโยคนี้เข้ากับเหตุการณ์ในชีวิตของเบโธเฟนในช่วงนั้น ซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่ากำลังประสบปัญหาใหญ่ จากการพยายามฆ่าตัวตายของบุตรบุญธรรม

เหตุการณ์โศกนาฏกรรมนี้ทำให้นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่า เพลงบทนี้ของเบโธเฟนกำลังส่งสารเชิงอภิปรัชญา ตั้งคำถามถึงชีวิตและความตาย

และคำตอบที่ว่า “มันต้องเป็นอย่างนั้นแหละ!” ก็แสดงให้เห็นถึงการเข้าใจในสัจธรรมของชีวิตอันยิ่งใหญ่ของเบโธเฟนในระดับลึกซึ้ง

ทั้งที่ในความจริงแล้ว ตัวเนื้อหาหรือ “เสียง” ของดนตรีท่อนนี้ หาได้มีความเคร่งเครียดจริงจังแต่อย่างใดไม่ ตรงกันข้าม ยังเต็มไปด้วยท่วงทำนองที่ยั่วล้อและออกไปในทางตลกขบขันด้วยซ้ำ

ที่สำคัญ string quartet บทนี้ ยังแตกต่างออกไปจาก string quartet หมายเลขก่อนหน้าทั้งสี่หมายเลขอย่างเทียบกันไม่ได้

เพราะ string quartet ทั้งหมายเลข 12, 13, 14, 15 ที่เบโธเฟนเขียนขึ้นก่อนหน้านี้ ล้วนมีบุคลิกที่เคร่งขรึม ฟังยาก ซับซ้อน และมีความยาวมากกว่า 40 นาทีทั้งสิ้น

ขณะที่ String Quartet หมายเลข 16 บทสุดท้ายกลับมีความยาวไม่ถึง 30 นาทีด้วยซ้ำ

ดังนั้น นักประวัติศาสตร์บางคนจึงแยก หมายเลข 16 ออกมาจากบทอื่นๆ และจัดเป็นผลงานพิเศษของเบโธเฟน ด้วยเหตุผลที่ว่างานชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นอย่าง “ง่าย” เกินไป

ยิ่งกว่านั้น จากหลักฐานอื่นๆ เช่นจากงานเขียนชีวประวัติของเบโธเฟน โดยอันตอน ชินดเลอร์ - Anton Schindler (ผู้เคยทำงานเป็นเลขาฯ ของเบโธเฟน) ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อความถาม-ตอบในเพลงนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

เพราะชินดเลอร์อ้างว่า คำถามที่ว่า “มันต้องเป็นอย่างนั้นหรือ?” มีที่มาจากการที่เบโธเฟนเรียกร้องเงินจำนวนหนึ่งจากนายเดมบ์เชอร์ (Dembscher) ผู้มาขอยืมโน้ตเพลงจากเบโธเฟน 

ชินดเลอร์เล่าว่า เมื่อนายเดมบ์เชอร์ได้ยินว่าเบโธเฟนเรียกร้องเงินจากเขา ก็ผิดหวังจนถึงกับกล่าวถามว่า “มันต้องเป็นอย่างนั้นหรือ?

ประโยคคำถามของนายเดมบ์เชอร์ทำให้เบโธเฟนรู้สึกขบขันเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับหัวเราะดังๆ และร้องตอบเป็นทำนองเพลงว่า “มันต้องเป็นอย่างนั้นแหละ!

และทำนองเพลง “มันต้องเป็นอย่างนั้นแหละ!” นี่เอง ที่ถูกเบโธเฟนนำไปใช้ในการเขียน String Quartet หมายเลข 16

ดังนั้น หากเราเชื่อตามเรื่องเล่านี้ บทเพลง String Quartet หมายเลข 16 ก็ไม่ได้เป็นเรื่องความเคร่งเครียดจริงจังเชิงปรัชญาว่าด้วยชีวิตและความเป็นความตายแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงเรื่องไร้สาระที่ผ่านเข้ามาเพียงชั่ววูบอย่างไม่มีเหตุผลอันใดเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม หากเรานับเรื่องเล่านี้ว่าเป็นเหตุผลเบื้องหลังการแต่งเพลงเพลงนี้ ก็เท่ากับว่าเรายังใช้กลวิธีเดิมในการวิเคราะห์งานแต่งเพลงของเบโธเฟน ว่าเชื่อมโยงอยู่กับเหตุการณ์ในชีวิตของเขานั่นเอง

ดังนั้น นักประวัติศาสตร์หลายคนในช่วงหลัง จึงไม่ให้ความใส่ใจกับเรื่องราวเหล่านี้นัก และมุ่งวิเคราะห์ไปที่องค์ประกอบอื่นมากกว่า

เช่น หลังจาก string quartet บทนี้แล้ว ในช่วงก่อนมรณกรรม เบโธเฟนยังแต่งเพลงขึ้นอีกท่อนหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเรียบง่ายเช่นกัน

โดยบทเพลงท่อนที่เบโธเฟนแต่งขึ้นก่อนเสียชีวิตนั้นมีจุดประสงค์เพื่อใช้แทนท่อนท่อนหนึ่งใน String Quartet หมายเลข 13 เนื่องด้วยทางสำนักพิมพ์และผู้ฟังส่วนมากเห็นว่าท่อนดนตรีหนึ่งใน String Quartet หมายเลข 13 นั้นฟังยากเกินไป

สุดท้ายนักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งจึงเห็นว่า การเขียนเพลงที่เรียบง่ายของเบโธเฟนในช่วงสุดท้ายนี้ น่าจะเป็นเพราะความต้องการประนีประนอมกับผู้จัดพิมพ์และกลุ่มผู้ฟัง มากกว่าด้วยเหตุผลอื่น

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net