วันที่ จันทร์ มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สุวรรณภูมิ สนามบินดูดทรัพย์


เมื่อเย็นที่ผ่านมาทราบข่าวมาว่า พล.ท.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีคมนาคมได้หารือกันแล้ว มีมติว่าจะให้สายการบินในประเทศที่ทำการบินแบบไม่ต้องต่อเครื่องไปต่างประเทศ Point-to-Point (เที่ยวเดียว) ให้กลับไปใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ เดิม หรือที่เรียกกันติดปากว่าสนามบินดอนเมือง โดยในขั้นตอนต่อไปจะมีการขอความเห็นชอบในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนกำหนดระยะเวลาย้ายสนามบินต่อไป

ซึ่งการย้ายสนามบินในขณะนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า เนื่องจากผลกระทบจากความบกพร่องชำรุดของสนามบิน ที่อยู่ในระหว่างทำการซ่อมแซม ทั้งอาคารผู้โดยสาร รวมทั้งจุดขึ้น-ลงของเครื่องบิน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าอยู่สภาพไม่พร้อมที่จะใช้งาน และต้องคอยทำการซ่อมแซมซึ่งความคงทนถาวรไม่รู้ว่าจะใช้ได้อีกนานแค่ไหน

เมื่อวันก่อน สวนดุสิตโพลเผยผลการสำรวจ "สนามบินสุวรรณภูมิ ในสายตาประชาชน" ผลออกมาสรุปว่าร้อยละ 50 เห็นว่า สนามบินสุวรรณภูมิเสียหาย เพราะมีขบวนการทุจริตคอร์รัปชั่น และกว่าร้อยละ 70 ยอมรับเสียความรู้สึก และเรียกร้องให้เอาตัวคนผิดมาลงโทษ พร้อมทั้งแนะนำให้สื่อมวลชนร่วมเปิดเผยการทุจริต และปัญหาข้อบกพร่องในสนามบินสุวรรณภูมิอย่างเที่ยงตรง

เห็นแบบนี้แล้ว น่าคิดว่าสนามบินสุวรรณภูมินั้น ถือได้ว่าเป็นสนามบินอัปยศของชาติ ใครๆ ก็ไม่อยากใช้ ด้วยสภาพโดยทั่วไปเข้าขั้น “หมดสภาพ”

ในใจคิดว่า สนามบินนี้ดีแค่ชื่อ เนื่องจาก "สุวรรณภูมิ" เป็นชื่อพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่กับอย่างดื่นถือได้ว่า ห่วยเกือบทั้งหมด ก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร รัฐบาลทักษิณต่างทำการ พี.อาร์.สนามบินแห่งนี้อย่างหนัก มีทั้งการร่วมมือกันระหว่างการท่าอากาศยานไทย ใช้สื่อที่มีอยู่ในมือรัฐบาลทำการยืนยันว่าสนามบินพร้อมใช้งาน ตามบัญชาการของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่จะต้องให้เสร็จและเปิดใช้ในวันที่ 28 กันยายน 2549 ถึงแม้จะมีกระแสท้วงติงจากหลายฝ่ายว่า ความพร้อมของสนามบินสุวรรณภูมิยังมีความบกพร่องหลายด้าน

ขณะนั้นจะเห็นได้ว่า ขณะนั้นทั้งสปอตโทรทัศน์และวิทยุ รวมทั้งถึงขนาด ทอท.ลงทุนร่วมหลายร้อยล้านบาท ละลายแม่น้ำในการพี.อาร์.สนามบินใหม่ โดยให้มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผอ.อสมท.ขณะนั้น ออกอากาศสปอตโฆษณาทางโมเดิร์นไนน์ทีวีตลอด 24 ชั่วโมง และใช้นอมินีของเจ๊แดงอย่าง “พ.ต.อ.รวมนคร ทับทิมธงไชย” เจ้าของบริษัทอาร์เอ็นที เทเลวิชั่น เซ็นสัญญาอวดอ้างสรรพคุณของสนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยการผลิตรายการโทรทัศน์รีรัน ซ้ำไปซ้ำมาตลอด 1 ปีภายใต้ชื่อ “สถานีสุวรรณภูมิ” ทางยูบีซี 09 ตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน

เท่าที่ดูไปดูมา ถึงจะกลบเกลื่อนด้วยการถ่ายทำเฉพาะส่วนที่สวยงามอย่างไร ก็ไม่ได้ทำให้กระตุ้นความภาคภูมิใจตามบรรดาประชาชนรากหญ้าไทยรักไทย ที่เห็นว่าสนามบินสุวรรณภูมิ อดีตนายกฯ ทักษิณเป็นคนสร้างเสร็จ ด้วยวัฒนธรรม “ขายชาติแต่ทำงาน” แล้วเป็นยังไง... เห็นยังโทษรัฐบาลและ คมช.ว่าเปิดใช้ไปทำไม

มือไม่พายแล้ว... เอาเท้าราน้ำอีก ?

สื่อมวลชนหลากหลายแขนงโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ อาจจะนำเสนอข้อบกพร่องของสนามบินกันจนตาแฉะแล้ว แต่ในมุมมองของเราสภาพของสนามบินสุวรรณภูมิ เท่าที่ได้พบเห็นลักษณะทางกายภาพ รวมทั้งสภาพโดยทั่วไปทั้งภายในสนามบิน จากการเผยแพร่ของสื่อมวลชนแขนงต่างๆ จะพบเห็นถึงความบกพร่องของสนามบินอย่างชัดเจน ขนาดคนที่ไม่ได้ตั้งใจจับผิด แค่มองด้วยตาเปล่า ก็รู้แล้วว่าผลที่ออกมามันเป็นอย่างไร

ในความคิดของเรา สนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินที่เรียกว่า “สนามบินดูดทรัพย์” คล้ายๆ กับพระเครื่องฯ “รุ่นดูดทรัพย์” ของวัดพระธรรมกาย ด้วยความที่ว่า สนามบินแห่งนี้เป็นแหล่งผลประโยชน์ และการทุจริตคอรัปชั่นโดยตรงของบรรดานักการเมือง เครือญาติและพวกพ้องของฝ่ายไทยรักไทยอย่างชัดเจน แม้จะกระทำแบบ “ไม่มีใบเสร็จ” ก็ตามบรรดานักท่องเที่ยว และผู้ใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ ต่างก็ถูกดูดทรัพย์ และถูกชาร์จต่างๆ นานา

เอาง่ายๆ รถประจำทาง สมัยที่สนามบินอยู่ดอนเมือง เพื่อนฝูงจะเดินทางกลับแบบประหยัด นิยมหิ้วกระเป๋า (ซึ่งไม่ได้ขนอะไรเยอะ) เดินออกไปนอกสนามบินดอนเมือง เพื่อไปขึ้นรถประจำทางที่ป้ายด้านหน้าสนามบิน หรือไม่ก็แท็กซี่มิเตอร์ที่ไม่ต้องเสียค่าชาร์จครั้งละ 50 บาท อีกทั้งจะขึ้นสะพานลอยไปยังฝั่งโรงแรมอมารี แอร์พอร์ต เพื่อไปขึ้นรถไฟที่สนานีรถไฟดอนเมือง กลับไปยังหัวลำโพงที่ทั้งประหยัดและตรงเวลาก็ทำได้

แต่เมื่อย้ายสนามบินมาที่สุวรรณภูมิ เพื่อนฝูงจะเดินทางแบบประหยัดเหมือนเมื่อก่อนก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะสนามบินห่างจากถนนใหญ่ตั้ง 4-5 กิโลเมตร ขนาดรถประจำทาง ขสมก.แค่เอายูโรทูเก่าๆ มาทาสี แล้วก็เปลี่ยนเลขป้ายใหม่ ว่าไปสุวรรณภูมิ ยังชาร์จตั้ง 35 บาท จะเรียกแท็กซี่ก็ถูกเรียกเก็บค่าเรียก 50 บาท โดยที่เงินตกไปอยู่กระเป๋ามาเฟียคนใดก็ไม่ทราบ เพราะรายได้ไม่ได้ตกอยู่กับสนามบินอย่างแท้จริง

อีกอย่างหนึ่ง รถประจำทาง AIRPORT BUS ที่ชาร์จเพิ่มเป็นเที่ยวละ 150 บาท แม้ระยะทางที่ดูเหมืนว่าไกลจะอ้างว่าห่างจากใจกลางเมืองไม่ไกลมาก 28 กิโลเมตร (เหมือนระยะทางจากใจกลางเมืองมาที่ดอนเมือง 22 กิโลเมตร) ก็ตาม นักท่องเที่ยวหน้าใหม่ๆ ถูกหลอกไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นขาประจำที่มาเมืองไทยบ่อยๆ เห็นแบบนี้แล้วถึงกับถอดใจ ... ไม่เชื่อลองคุยกับฝรั่งแถวข้าวสารดูก็ได้

และจากที่พบเห็น สนามบินแห่งนี้ยังชาร์จหลายอย่างแบบจุกจิก ไม่ว่าจะเป็นอาหารและเครื่องดื่มที่แพงกว่าพารากอน ถ้าจะหาทานให้ถูกที่สุดก็ต้องเดินไกล อยู่เลยร้านสตาร์บัคไปอีก และหาที่กินยาก ที่เด่นชัดที่สุดก็คือ บรรดาร้านค้าปลอดภาษีของคิงส์พาวเวอร์ ที่กินพื้นที่เกินกว่าที่ตกลงไว้จนกีดขวางการสัญจรไป-มา จนมีคนพูดแบบประชดว่า “เอาสนามบินไปไว้ที่ร้านค้านั่นแหละ... ไม่เปลือง” หรือกับฝรั่งก็จะพูดว่า “King Power International Airport”

จากข่าวสารที่ออกมาในช่วงการก่อสร้าง เราจะพบเห็นคดีการทุจริต ไล่ตั้งแต่การก่อสร้างที่ใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐาน ที่ทำให้โครงสร้างต่างๆ ของสนามบิน ไล่ตั้งแต่อาคารผู้โดยสารถึงทางขึ้น-ลงเครื่องบิน หรือจะเป็นสัมปทานบริษัทบริการภายในสนามบิน อาหารเครื่องดื่ม หรือที่เห็นเด่นชัด ก็จะเป็นการทุจริตต่างๆ ตั้งแต่ท่อร้อยสายไฟ หรือเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ 9000 ที่ถือเป็นเป้าโดยตรงของอดีตรัฐมนตรีคมนาคม “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”

อดีตนายกฯ ทักษิณขณะนั้นใช้บรรดา ส.ส.ในสภายกมือเห็นชอบ ถึงขนาดป๋าเหนาะที่เห็นความมูมมามในการคอรัปชั่นยุคนี้ยังออกมาบอกภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจในขณะนั้นว่า “ถึงจะชนะในสภา แต่ก็แพ้ความชอบธรรมแก่ประชาชน”

เรารู้สึกถึงคำว่า “เผด็จการรัฐสภา” ของฝ่ายไทยรักไทยได้จากเหตุการณ์นี้อย่างชัดเจน

เห็นแบบนี้แล้วอดไม่ได้ที่จะพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็น “สนามบินดูดทรัพย์” ที่ต่างฝ่ายต่างขูดรีดเลือดเนื้อประชาชน ทั้งภาษีประชาชนที่นำไปสร้างสนามบิน หรือแม้กระทั่งผู้ใช้บริการ ที่ต่างก็ได้รับบริการแบบไม่น่าประทับใจ และไม่สะดวกสบาย ถ้าอยากให้สบายมากกว่านี้ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ตามความพอใจของผู้ให้บริการ คนที่แบกรับภาระ และถูกเอารัดเอาเปรียบก็ตกเป็นของประชาชนตาดำๆ อยู่วันยังค่ำ

ล่าสุดการท่าอากาศยาน ออกมาชาร์จค่าภาษีสนามบินเพิ่มจากเที่ยวละ 500 บาท เป็นเที่ยวละ 700 บาท ไม่รู้ว่าการยอมเสียเงินแพงขึ้น เพราะการท่าฯ ได้รับบทเรียนราคาแพงจากบรรดานักการเมืองที่ปรับลดสเปกเพื่อโกงกิน หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองหรือเปล่า และเราไม่รู้ว่าเงินที่เราต้องยอมเสียเพิ่มขึ้น จะทำให้การบริการในสนามบินได้รับความพอใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่

และจริงๆ บทเรียนนี้คนที่จะต้องเสียเงินมากที่สุด ไม่ใช่ประชาชนที่ต้องลงขันเงินแบบไม่เต็มใจกันที่หลัง แต่ต้องเป็นนักการเมืองที่รวยแบบ “โกงทั้งโคตร” ซึ่งทุกวันนี้ยังลอยหน้าลอยตา ใช้เงินที่ตนเองโกงนั่งกินนอนกินอยู่กับบ้าน และเอาแต่อวดอ้าง “เอาดีเข้าตัว-เอาชั่วเข้าหาคนอื่น” ซ้ำเติมประเทศให้บอบช้ำไปอีก ในช่วงที่การเมืองถูกเว้นวรรคด้วยเหตุการณ์รัฐประหารอยู่นั่นเอง

โดย kittinunn

 

กลับไปที่ www.oknation.net