วันที่ อังคาร สิงหาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

‘ลิขสิทธิ์’ YouTube Embedded video จากแง่ของเพลงและ ‘ค่าลิขสิทธิ์’


 

ทราบข่าวกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

จากคุณชาลี  อ่านซักนิด...กฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่ มีผลบังคับใช้ 4 ส.ค.58’

และคุณพรายพิลาศ 'การเขียนบล็อกภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ (ฉบับแก้ไขใหม่)'

จนถึง คืบหน้าล่าสุด...ปมฝังโค๊ด Embedยูทูบลงในบล็อก "ทำได้-ไม่ได้" ??’  

ขอบคุณทั้งสองท่านที่อนุญาตให้เอามาขยาย – ด้วยมุมมองส่วนตัวของSW19

ที่ไม่รู้จะเป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่า

….

 

 

เคยสนทนาเรื่องลิขสิทธิ์เพลง อาเฮียครับ ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์หรือเปล่า กับคุณ hayyana ผู้ซึ่งแนะให้ยกมาเขียนแยกอีกครั้ง มาได้โอกาสเอาเมื่อสามปีให้หลัง – เนื่องจากคุณพรายพิลาศบอกว่า กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับบังคับใช้สิงหาคมนี้ แก้ไขบางส่วนเพิ่มเท่านั้นหลักการเดิมจึงควรจะคงอยู่

 

แน่นอนว่าการนำวัสดุทั้งวิดีโอและภาพนิ่งที่ผลิตและมีลิขสิทธิ์ในประเทศไทยมา ใช้  ต้องยึดข้อกำหนดของกฎหมายไทยเป็นหลัก

แต่หากวัสดุภาพและเสียงนั้นมีกำเนิดจากต่างประเทศ ที่ลิขสิทธิ์ครอบคลุม โลกและจักรวาล throughout the world and the universe’ การตีความการ ใช้วัสดุนั้น รวมถึง Embedded video จาก YouTube  ว่าเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ จำต้องนำหลักกฎหมายสากลที่พิจารณาแง่ ผลประโยชน์และเจตนา มาประกอบ นอกเหนือจากการดู word of lawเนื้อความข้อกฎหมาย ของไทย ที่เป็นไปได้ว่า ขาดข้อมูลและความเข้าใจกระบวนการผลิตที่ครบถ้วน คำภาษาไทย เช่น เผยแพร่ หรือ ทำซ้ำ จึงดูไม่ตรงกับวิธีต้นทาง

และ  ขาดการระบุวิธีจัดเก็บผลประโยชน์ที่ชัดเจน

 

 

Copyright ลิขสิทธิ์ เป็นเรื่องของกฎหมาย และสิทธิ์ตามกฎหมาย

Royalties ค่าลิขสิทธิ์ เป็นเรื่องของการค้าและผลประโยชน์ที่ได้รับ

ต้องพิจารณาร่วมกัน และขอกำกับภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจตรงกัน

 

I. Copyright

 

Music Copyright ลิขสิทธิ์เพลง มี 2 ส่วน คือ Song ตัวเพลงและ Sound recordingตัวเพลงที่บันทึกเสียงแล้ว

- Song คือ เนื้อร้อง และ ทำนอง ถือเป็น IP – intellectual propertyทรัพย์สินทางปัญญา ที่ song writer ผู้เขียนได้รับผลตอบแทน

- Sound recording ถือเป็นสิทธิ์ของ Record Company ผู้ออกทุนจัดทำและบันทึกเสียงเพลงนั้น 

ผู้เกี่ยวข้องในการบันทึกเสียง ได้แก่  

Artist นักร้อง  

Producer ผู้กำหนดแนวทางของเพลง ตลอดจนลักษณะท่วงท่าของ artist และดูแลจนผลงานเสร็จสิ้น

Arranger เรียบเรียงเสียงประสาน

Musicians นักดนตรี

Arranger กับ Musicians ได้ผลตอบแทนเป็นค่าจ้างค่าแรง one off fees ครั้งเดียวจบ ไม่มีผลประโยชน์ต่อเนื่องด้านลิขสิทธิ์

…….

 

เมื่อเพลงผ่าน Sound recording แล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนจดลิขสิทธิ์ และกระบวนการผ่านออกสู่สาธารณะ

หนึ่งบทเพลงที่สร้างสรรค์ขึ้นมา จดลิขสิทธิ์ได้เพียงแค่ เนื้อร้อง lyric และ ทำนอง melody

Chord หรือ harmony และการเรียบเรียงเสียงประสาน arrangement and orchestration จดลิขสิทธิ์ไม่ได้ ยกเว้นจะถูกระบุว่าเป็นส่วนหลัก หรือลักษณะหลักของเพลงไว้ก่อนแล้ว เช่น ท่อนกีต้าร์นำเข้าของ Layla (Eric Clapton & Jim Gordon) หรือ เบสของ Easy Lover (Phil Collins & Philip Bailey & Nathan East)

 

เพลงเดินทางสู่สาธารณะได้ 2 ช่องทาง

 

  1. Distribution การนำเพลงออกจัดจำหน่าย ได้แก่ การขายแผ่น CD หรือขายเพลงทางอิเลกโทรนิกส์ เช่น iTune และ Spotify

     

  2. Broadcast

     

    ‘การเผยแพร่’ ที่ใช้ในภาษาไทยนั้น กฎหมายสากลครอบคลุม Broadcast แยกถึง 3 ส่วน

    - Over air คือ ฟังผ่านวิทยุ โทรทัศน์

    - Internet เช่น YouTube

    - Streaming คือ ฟังหรือดูรายการทาง internet – ไม่ต้องจ่ายเงินก็มี หรือจ่ายเงินเพื่อ download ฟัง off line ในระยะเวลาเท่าที่กำหนดก็ได้

     

…….

 

 

II. Royalties

 

ค่าลิขสิทธิ์กำหนดจำนวนจ่ายไว้ชัดเจน คือ  

1.Distributionการจัดจำหน่ายไม่ว่าจับต้องได้เป็น CD หรือผ่าน iTune หรือ Spotify – ต้นทุน ค่าใช้จ่าย ค่าลิขสิทธิ์รวมอยู่ในราคาขายแล้ว แบ่งผลประโยชน์โดย

- ค่าลิขสิทธิ์ เรียกว่า Mechanical Rights หรือ Mechanical Royalties นิยมย่อว่า Mechanicals แบ่งจากรายได้ขายให้artist คนร้อง, song writer คนเขียน และ producer เท่านั้น

- Record Company มีรายได้จากค่าขาย มีลิขสิทธิ์เฉพาะ master recording ต้นฉบับในการบันทึกเสียงชุดนั้น – ไม่ใช่ copyright จาก Intellectual Property – จึงไม่มีส่วนรับ Royalties

- กฎหมายสากลกำหนดสัดส่วน Mechanicals จากราคาขายส่ง เวลาจ่ายจริงมักยึดอัตราสูงสุดตามกฎหมาย 

 

            *กฎหมายไทยไม่มีการกำหนดอัตรา Royalties เลย

            การจ่ายMechanicals จึงขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่าง artist, song writer และ producer กับค่ายเพลง

            **Record Company ไทย ใช้วิธีจ่ายคนเขียนเพลงเป็น ค่าแรง work for hire’ แล้วยึดผลงานนั้นเป็นสมบัติของตนเอง

 

2. การ Broadcast

กฎหมายสากลถือว่า broadcast คือ  การเผยแพร่ ออกอากาศผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ พวก streaming

ค่าลิขสิทธิ์จ่าย song writer เพียงผู้เดียว เรียกว่า Performing rights

 

- Over air 

วิทยุ โทรทัศน์ ถือเป็นการ exploit หาประโยชน์ จาก IP โดยตรง ค่าลิขสิทธิ์เก็บทุกครั้งเมื่อเปิดเพลง ทั้งเพลงที่เปิดตามปกติ หรือใช้ขึ้นต้นรายการ

วิทยุที่ UK จ่ายPerforming rights ให้ song writer ครั้งละประมาณ £70

 

            *ในทางกลับกัน การจ่ายเงินให้วิทยุเปิดเพลง เพื่อเพิ่มความรู้จักในตัวเพลง ส่งผลสร้างยอดขายเพลง ประเภท เพลงละพัน วันละเพลง- ผิดกฎหมายสากล

            **กฎหมายสากล ห้ามค่ายเพลงเป็นเจ้าของสถานีวิทยุ เพราะถือว่าเป็น anti-trust ที่media ต้อง independent – ถ้าจ่ายให้เปิดเพลงได้ ก็จ่ายให้พูดอย่างอื่นได้ เป็น corrupt practice ขัดแย้งกับ freedom of expression

 

- Internet ได้แก่ YouTube

Internet เป็นการ broadcast ที่แตกต่างจากวิทยุเรื่องจำนวนผู้ฟัง-ที่แม้จะไม่เสียเงิน แต่ IP ทรัพย์สินทางปัญญา ของผู้เขียนยังอยู่ จึงยังต้องมีคนจ่าย Royalties

Performing rights จากการ broadcast บน YouTube ไม่ใช่เงินก้อนโต เป็น micro payment ที่ song writer ได้จาก YouTube ไม่มาก เปิดเผยกันเพียงว่า ประมาณ £1 ต่อ many, many plays

ทุนที่ YouTube นำมาจ่าย เป็นลักษณะเดียวกับวิทยุ คือ มาจากค่าโฆษณา

 

- Streaming เป็นบริเวณน้ำกร่อย ที่ค่ายเพลง และคนร้อง ได้ผลประโยชน์ทั้งคู่

เดิมทีถือว่า Streaming เป็น broadcast แต่โต้แย้งกันว่า มีลักษณะเป็นการเช่าฟัง คือ กึ่งซื้อ เพราะเพลงจะมาอยู่ในเครื่องของผู้ฟังได้ระยะเวลาหนึ่ง

Spotify จึงมีการเก็บเงินผู้ใช้บริการสม่ำเสมอ

ส่วนนี้ ขอละไว้เพราะจะไปอีกไกล   

 

โดยสรุป Song writer รับค่า Royalties ทุกกรณี ทั้ง Mechanicals และ Performing rights  

Artist และ producer รับ Mechanicals จากการขายเท่านั้น

ผู้จ่ายรายหลัก คือ วิทยุ โทรทัศน์ YouTube

            *คนเขียนเพลง จะมี Publisher ดูแลหารายได้ให้ โดย Publisher จะนำเพลง – ถ้าเขียนเสร็จใหม่ ไปหาลูกค้าทำ Recording   ถ้าเพลงเก่าก็นำไปเสนอให้คนเอามาทำใหม่ ทำซ้ำหรือเปลี่ยนภาษาทำข้ามประเทศ

 

 

III. Usage & Exploitation

 

การนำเพลง หรือ music video เพลงประกอบภาพ มาใช้ มีหลายลักษณะ  

1. ประกอบโฆษณา การจ่ายเงินซับซ้อนน้อยที่สุด โดยจ่ายเป็นก้อนให้ Record Company สาขาประเทศไทย

 

2. การนำเพลงไปใช้ ประเด็นสำคัญที่กฎหมายสากลตีความ คือมีการ move media หรือไม่ ความหมายคือ หากย้ายงานนั้นออกมา ใช้ ที่ server ใหม่ จึงจะถือเป็นการ move media – ต้องขออนุญาต และเสียค่าใช้จ่ายแล้วแต่กรณี 

 

3. การนำ YouTube Embedded video มาใช้บน Blog

ทุกครั้งที่คนเปิดมาอ่านบล็อก การเล่นเพลงเป็นการย้อนกลับไปเปิดบน platform และ domain ของ YouTube คือ playback from the same source of the original upload ถือว่าไม่มีการ move media หรือย้ายออกมาจาก domain ของ YouTube

จึงไม่ใช่การทำซ้ำ ไม่ใช่การ make a copy หรือ rebroadcast

การจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ยังดำเนินไปเหมือนเดิม ทุกครั้งที่คนเปิดบล็อกอ่าน เพลงเล่นซ้ำบน platform ของ YouTube ผู้เขียนเพลงที่เป็นเจ้าของ Performing rights ได้เงิน ไม่จำเป็นต้องค้านการนำเพลงไปเปิด

            *บางกรณี embedded เปิดไม่ได้ในเมืองไทย เช่น เลือกเพลงลง OKNation แล้วมีข้อความแจ้งว่า เพลงนั้นกลับมาดูไม่ได้จากปลายทาง ไม่ใช่ปัญหาจาก OKNation แต่เป็นการตั้งใจห้ามดูจากเมืองไทย – ผลจากปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ที่ยังมีอยู่แพร่หลาย คนเมืองไทยจะไม่พบปัญหานี้เพราะเปิดเข้าไปที่ตรงนั้นไม่ได้เลยตั้งแต่ต้น

 

4. การทำซ้ำ คืออะไร

กฎหมายสากลแยกการ ทำซ้ำไว้หลายกรณี

 

4.1 Copyคือการเอาเพลงที่ซื้อ ทั้งจากแผ่น CD ที่จับต้องได้ หรือ Direct download จาก iTune ถ่ายลงวัสดุอื่น สามารถทำได้ตามเงื่อนไข เช่น iTune ลงได้ 3 ชุด

ถ้าเปิดฟังส่วนตัว หรือใช้ประกอบงานส่วนตัว ที่ไม่มีการ ‘Broadcast’ ตามความหมายสากลทำได้ – ไม่ผิด  

 

4.2 Cover versionคือ การเอาเพลงมาเล่นใหม่ ไม่ว่าจะคงเนื้อร้อง ทำนอง จากต้นฉบับ หรือ คงทำนองเปลี่ยนเนื้อร้อง ทำได้ ถ้าปฏิบัติตามเงื่อนไข

คือ (๑) ถ้าจะทำขาย แจ้ง Publisher มีค่าใช้จ่ายตามที่ตกลงกัน

หรือ (๒) นำมาเล่น แล้วบันทึกภาพเสียงขึ้น YouTube ก็ทำได้ โดยต้องให้เครดิตว่าเป็นเพลงของใคร YouTube มีหน้าที่จ่ายเงิน Performing rights ให้ผู้เขียนเพลง  

 

Cover version ที่สร้างปัญหาของประเทศไทย

ทางตรง คือ การละเลยจะด้วยไม่รู้ หรือหลีกเลี่ยงการติดต่อเพื่อจ่ายเงิน Performing rights และด้วยไม่มีความชัดเจนในการวัดจำนวน broadcast ไม่มีอัตรากำหนด Performing rights ไม่มีผู้เก็บ

เช่น ยุคที่เพลงภาษาอังกฤษเนื้อไทยเฟื่องฟู – 9,999,999 หยดน้ำตา ฯลฯ

 

ทางอ้อม คือ การจงใจ ไม่เคยขออนุญาต ไม่ให้เครดิต และอ้างว่าเขียนเอง กรณีนี้ คือ Plagiarism การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา

เช่น ที่เคยได้รับโทรศัพท์ขอข้อมูลและสังกัดเพลง โง่งมงาย จาก Publisher ของ Susanna Hoffs, The Bangles  เจ้าของ Eternal Flame ที่ถูกลอกไปใช้หน้าตาเฉย

 

4.3 Synchronisation

การนำภาพ และหรือทั้งภาพและเพลงจาก YouTube Embedded video มาใช้ประกอบ Presentation ส่วนตัว บล็อก หรือเพื่อธุรกิจ เช่น video presentation งานแต่งงาน หรือ การประชุมฝ่ายขาย การแนะนำสินค้าใหม่ เรียกว่าเป็นการ Synchronisation ต้องมีการขออนุญาต และจ่ายค่าลิขสิทธิ์  เนื่องจากมีการ move recording คือเปลี่ยน medium จากต้นฉบับออกมาใช้

            การนำภาพและหรือเสียงจากเพลงหนึ่งเพลง หรือหลายภาพ หลายเพลง มาประกอบภาพส่วนตัว และหรือภาพคนอื่น ทั้งนิ่งและเคลื่อนไหว ถือเป็น Synchronisation การนำไปใช้ทุกรูปแบบ ถือว่าผิด

            เช่น Dart Vader ยกดาบฟันสินค้าคู่แข่ง หรือ soundtrack Jaws หรือ slideshow ประเภทภาพดอกไม้ น้ำตก ประกอบเพลง

 

กฎหมายสากล กำหนดว่าการทำดังกล่าวเข้าข่ายละเมิด แต่ไม่ได้ห้าม หากจะทำ ต้องขออนุญาตแล้วจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เรียบร้อย ก่อนนำไปbroadcast เช่น บน YouTube หรือเปิดในงาน เช่น โรงแรม ห้องประชุม – ถ้าไม่ขออนุญาต ผิดทุกกรณี

การทำ Synchronisation เป็นลักษณะเดียวที่ artist, record company, producer ได้รับผลประโยชน์ร่วมกับ song writer ที่ปกติรับผลประโยชน์แต่ผู้เดียวในทุกกรณี

 

 

IV. Collection Societies

 

หัวใจของการมี Copyright law ในต่างประเทศประการสำคัญ คือ ให้สามารถติดตามเก็บ Royalties ค่าลิขสิทธิ์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

หน่วยงานที่เก็บเงิน ต้องเป็นคนกลาง คือเป็น independent non-profit organisation

 

ในระดับสากล การเก็บเงินเรื่องของเพลง มี 2 ส่วน

-ที่เกี่ยวข้องกับ Song writerเก็บ Performing rights เช่น ASCAP – American Society of Composers and Publishers,  BMI – Broadcast Music Incorporated, PRS – Performing Rights Society และ Copyright Control

-ที่เกี่ยวกับการขาย/ บริษัทเพลง/ บริษัทภาพยนตร์ เก็บ Mechanicals และ Synchronisation fee คือ  MCPS – Mechanical Copyright Protection Society

Song writer ส่วนใหญ่ เป็นสมาชิกของกลุ่มแรกโดยสัญชาตญาณ ส่วน Artist, Producer และ Publisher จะเป็นสมาชิกของ MCPS

การ monitorเฝ้า-วัดจำนวน การ Broadcast หรือจัดเก็บเงินจาก วิทยุ โทรทัศน์ YouTube ทำโดย ASCAP, BMI, PRS และ Copyright Control แล้วแต่ว่าผู้เขียนจะเป็นสมาชิกกับใคร หน่วยงานเหล่านี้ จะติดตามและเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้

 

การ Broadcast ที่ดูน่าจะวัดลำบาก กลับไม่ใช่เรื่องยาก มีสูตรคำนวณการเก็บเงินชัดเจน

-วิทยุ สามารถเรียก playlist ออกมาตรวจนับได้

-การเปิดเพลง เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ทั้งลิฟท์ ล้อบบี้ บาร์ ห้องอาหาร คำนวนปริมาณ traffic ของผู้ผ่านมาฟังจากขนาดของสถานที่ จำนวนห้อง จำนวนโต๊ะ แล้วคูณตัวเลขที่ตั้งไว้ โดยไม่คำนึงว่าเป็นเพลงของใคร ดังมากดังน้อย ผู้เก็บก็เอาไปแจกจ่ายสมาชิก คือ song writer ที่แต่ละองค์กรที่ดูแล

-วงเล่นสดในบาร์ เจ้าของสถานที่ต้องเสีย performing rights คิดวิธีเดียวกัน

-การเล่นคอนเสิร์ท Promoter เป็นคนจ่ายให้ Song writer ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

เป็น one off payment จึงค่อนข้างต่ำ คำนวนจากจำนวนคนดู นักร้อง/เพลงดังหรือไม่ดัง ราคาเดียวกันหมด

 

            *ประเทศไทย มีจุดอ่อนที่ไม่มีองค์กรอิสระเก็บเงิน และบริษัทเพลงอ้างเอาลิขสิทธิ์ IP ออกไปจากสมองของผู้เขียน

 

 

V. Intellectual Property (IP) Law สากล

 

ข้อพึงระวัง คือ กฎหมายลิขลิทธิ์ทางปัญญา แต่ละประเทศแตกต่างกัน

US IP law ไม่เคร่งครัดเท่า UK IP law ที่ได้รับอิทธิพลและยิ่งวันยิ่งต้องสอดคล้องกับ European Union ด้วย

 

Copyright Law ยึดหลักพิจารณาจาก fair use, fair dealing, fair practice ที่ให้ความยุติธรรมกับเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่ก็ให้โอกาสการนำงานบางอย่างมาเผยแพร่ได้ภายใต้เงื่อนไข เพื่อไม่ให้เกิดกรณีที่ข้อกฎหมายนั้นขัดกับเรื่อง Free speech หรือการรายงานข่าว

 

แต่ทั้งนี้  UK IP law เข้มงวดและครอบคลุมวงกว้างมาก

            Social networking – ภาพ ข้อความจาก Facebook หรือ Twitter ถือว่ามี Copyright

            ภาพถ่าย – ผิดกฎหมายทุกกรณี ทั้งจาก internet, screen-grab

            ภาพข่าวมีระยะเวลาให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการรายงานภายใน 24 ชั่วโมง

            การ Critique, Review หนังสือ Films การพูดถึงเนื้อหามีสัดส่วนกำหนด ภาพ, clips มีลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

การสงวนลิขสิทธิ์นี้ ไม่ได้แปลว่าห้ามใช้ แต่เน้นการนำไปใช้โดยต้องขออนุญาต

หากต้องใช้งานจาก UK ตรวจสอบเพิ่มเติมที่http://www.copyrightservice.co.uk/copyright/

 

VI. Royalty Free Music

 

การนำเพลงมาทำ apps, presentation ที่เข้าข่าย Synchronisation อย่างถูกกฎหมาย โดยไม่มี และหรือมีค่าใช้จ่าย รวมทั้งเพลงจาก YouTube มีหลายวิธี เช่น

http://www.melodyloops.com/music/free/

http://www.bensound.com/

https://player.epidemicsound.com/?_us=adwords&_usx=uk&gclid=CNWJ4Pznr8cCFWXItAod-IkLEg

http://www.pond5.com/music/1/%2a.html?gclid=CNuXtfLor8cCFSfHtAodPZUJMQ#1

 

 

 

 

สรุป


Copyright และ Royalties ของไทยพัฒนาได้ช้าเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เนื่องจากกฎหมายไทย ให้ความสำคัญกับ Copyright ในแง่ Protection คือคุ้มครองสิทธิ์ เป็นหลัก โดยเห็นสิทธิ์เป็นเรื่องของการชี้ความผิด การละเมิด ห้ามแตะต้อง ห้าม exploit 

ในขณะที่กฎหมายสากล ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อ สนองตอบเจตนาของคนเขียนเพื่อหากิน การยืนยันเพียงแง่สิทธิ์ความเป็นเจ้าของ ไม่ช่วยให้การสร้างสรรค์ทางปัญญา สามารถนำไปสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้สร้าง

กฎหมายสากลจึงให้น้ำหนักความสำคัญกับ Exploitation แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ สามารถนำความคิดสร้างสรรค์จากปัญญานั้น ขยายผลออกไปจากแค่ได้หน้าตา ความภูมิใจ สู่โอกาสในการสร้างรายได้จากงานนั้นให้ตัวเอง

 

เมื่อลิขสิทธิ์ทางปัญญาเป็นเรื่องของการรับ-จ่ายผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม 

การติดตามการนำงานไปใช้ และการจ่ายผลประโยชน์  จึงเป็นกลไกสำคัญที่ต้องมีเพื่อทำให้กฎหมายลิขสิทธิ์บังคับใช้ได้อย่างแข็งแรง

 

*********

 

Sunburn

Song by Asanee Chotikul

English Lyric & vocal: Chris Ho

Produced by: Ben Findon & Dui for DB Music International

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net