วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ก้าวที่ 61 พรรคประชาชนปฏิวัติลาว (6) สู่ Land Link ด้วยทุนจีนสร้างทางรถไฟ


                                

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

การล่มสลายของสหภาพโซเวียต-รัสเซีย เมื่อปี 1991 ทำให้ผู้นำสูงสุดของพรรคประชาชนปฏิวัติลาวในเวลานั้น (ไกสอน พมวิหาน) ต้องเร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงานทั้งในด้านการเมือง-การปกครองและเศรษฐกิจ โดยประเทศที่เป็นต้นแบบของการปฏิรูปในลาวนับแต่นั้นเป็นต้นมา ก็คือสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งบริหารประเทศภายใต้หลักการว่า “ประเทศเดียว สองระบบ” กล่าวสำหรับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวก็คือการบริหารเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีภายใต้การผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองเดียวนั่นเอง

โดยเมื่อประกอบกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต-รัสเซียดังกล่าวยังถือเป็นการสิ้นสุดของยุคสงครามเย็นระหว่างค่ายทุนนิยมกับค่ายสังคมนิยม ในขณะเดียวกันก็ได้มีการขับเคลื่อนแผนการร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region-GMS) ที่มีธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เป็นสถาบันหลักที่ให้การสนับสนุนทางด้านเงินทุนกู้ยืม ภาย ใต้เป้าหมายเพื่อเชื่อมต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงเข้าด้วยกันนั้น จึงเป็นการเริ่ม ต้นของแนวความคิดในการเปลี่ยนแปลงลาวจากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Land Lock) ไป สู่ประเทศที่เป็นศูนย์การเชื่อมต่อด้านคมนาคม-ขนส่ง (Land Link) นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ทั้งนี้เนื่องจากว่าลาวเป็นประเทศเดียวที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่สามารถเชื่อมต่อการคมนาคม-ขนส่งกับทุกประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงด้วยกันได้ในทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Corridor) และการเชื่อมต่อเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Corridor) ก็ตามต่างมีลาวเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อทั้งสิ้น

โดยรูปธรรมที่เกิดขึ้นแล้วในเวลานี้ คือถนนเลข 3 ในแขวงหลวงน้ำทาที่เชื่อมต่อกับจีนและไทย ส่วนถนนเลข 9 ในแขวงสะหวันนะเขตก็เป็นศูนย์การเชื่อมต่อกับพม่า-ไทย-เวียดนามได้ตลอดปีแต่เป้าหมายสำคัญที่สุดของพรรคฯลาวขณะนี้ก็คือการเป็นศูนย์เชื่อมต่อรถไฟจีน-อาเซียนให้ได้

ทั้งนี้โดย สมสะหวาด เล้งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบด้านแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลลาว ได้ให้การคาดหมายว่ารัฐบาลลาวกับจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือในการก่อสร้างทางรถไฟที่เชื่อมต่อระหว่างลาวกับจีน ภายในเดือนมิถุนายน 2015 นี้และต่อจากนั้นรัฐบาลลาวก็จะเสนอข้อตกลงดังกล่าวเพื่อขอการอนุมัติจากสภาแห่งชาติลาวทันที

สำหรับรูปแบบของการร่วมมือระหว่างรัฐบาลลาวกับจีนในการก่อสร้างทางรถไฟนั้นจะเป็นการร่วมทุนด้วยการก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบการก่อสร้างและบริหารโครงการร่วมกัน ซึ่งในปัจจุบัน คณะรับผิดชอบของทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินการเจรจาเพื่อตกลงกันเกี่ยวกับแบบก่อสร้าง การกำหนดสัดส่วนการร่วมทุนและการหาแหล่งเงินทุนกู้ยืม ดังที่ สมสะหวาด ให้การยืนยันว่า

“เร่งปรึกษาหารือกันถึงการเข้าหาแหล่งทุนกับการลงทุนเบื้องต้นของบริษัทร่วมลาว-จีนหั่นหนา เฮาสิควรเอาเท่าใด สิเอา 30% หรือว่า 40% กะยังอยู่ในขั้นปรึกษากันเรื่องนี้นี่แหละ”

อย่างไรก็ตาม สมสะหวาด ก็คาดหมายว่ามีความเป็นไปได้อย่างมากที่รัฐบาลลาวกับจีนจะลงทุนขั้นเบื้องต้นในมูลค่า 840 ล้านดอลลาร์สหรัฐและ 1,260 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ ส่วนที่จะกู้ยืมจากธนาคารการค้านำเข้าและส่งออก (EXIM Bank) ของทางการจีนนั้น ก็คาดว่าจะมีมูลค่ารวมไม่ถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างแน่นอน

แต่ถ้าหากอิงตามบทรายงานที่ สมสะหวาด ได้แถลงต่อการประชุมสมัยวิสามัญของสภาแห่งชาติลาว เมื่อ 18 ตุลาคม 2012 นั้น รัฐบาลลาวจะกู้ยืมเงินทุนทั้ง 100% หรือ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากธนาคารของรัฐบาลจีน ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลลาวจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ก็คือการก่อตั้งบริษัทขึ้นมาบริหารโครงการและให้มีสถานะเป็นลูกหนี้ของจีน โดยรัฐบาลลาวจะต้องเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ทั้ง 100% พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 2% ต่อปีเป็นเวลา 30 ปี และการค้ำประกันดัง กล่าวนี้ยังรวมไปถึงรายรับและทรัพย์สินทั้งหมดของโครงการ

นอกจากนี้ รัฐบาลลาวจะต้องค้ำประกันด้วยรายรับทั้งหมดที่ได้จากเหมืองแร่ 2 แห่งที่เป็นการลง ทุนของจีนในลาวอีกด้วย โดยในที่นี้ก็คือเหมืองแร่ทองคำและทองแดงที่เมืองเซโปนในแขวงสะ หวันนะเขต และ เหมืองแร่บ็อกไซต์ในแขวงจำปาสักนั่นเอง

ทั้งนี้โดยการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงในลาวตามข้อตกลงเดิมระหว่างลาวกับจีน ในปี 2010 นั้นจะมีระยะทางยาว 417.68 กิโลเมตร รางกว้าง 1.435 เมตร ซึ่งจะใช้เงินลงทุนสูงถึง 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะพื้นที่ก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นเขตภูเขาและแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงจะต้องสร้างสะพานถึง 154 แห่งและเจาะอุโมงก์ 76 แห่งคิดเป็นระยะทางรวมกันกว่า 262 กิโลเมตร จึงทำให้ต้องใช้เงินทุนมากกว่าโครงการโดยทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ หลี่ เค้อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน จึงกล่าวยืนยันว่าการเจรจารอบใหม่ระหว่างลาวกับจีนนั้นจะมีการกำหนดรูปแบบการร่วมมือที่มีประสิทธิภาพที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์และสอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริง โดยรัฐบาลจีนเห็นว่ารถไฟความเร็วสูงอาจจะไม่เหมาะสมกับภูมิประเทศในลาวที่ส่วนใหญ่เป็นเขตภูเขาและแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงนำเสนอให้ปรับไปเป็นรถไฟที่มีความเร็วปานกลางรางคู่ที่ขบวนโดยสารและสินค้ามีความเร็ว160 และ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามลำดับ

โดยเมื่อประกอบกับการที่รัฐบาลไทยกับจีนก็ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการร่วมมือในการก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ความเร็วปานกลาง เมื่อช่วงปลายปี 2014 ที่กรุงเทพฯโดยมีเป้าหมายที่จะเชื่อมต่อทางรถไฟระหว่างกันให้ได้ภายในปี 2022 ด้วยการร่วมลงทุนก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ความเร็วปานกลางใน 2 เส้นทางในประเทศไทย ก็คือ หนองคาย-แก่งคอย-มาบตาพุดและแก่งคอย-กรุงเทพฯนั้นย่อมถือเป็นพื้นฐานให้กับการขยายการเชื่อมต่อไปยังจีนโดยผ่านลาวได้เป็นอย่างดีนั่นเอง ดังที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แถลงยืนยันว่า

“การลงนามบันทึกความเข้าใจ ที่เรียกว่า MOU ความร่วมมือระหว่างไทย กับ สาธารณรัฐประชา ชนจีน เรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟความเร็วปานกลาง 2 เส้นทาง หนองคาย-แก่งคอย-มาบตาพุด และ แก่งคอย-กรุงเทพฯในยุทธศาสตร์ 2558-25655 ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลนะครับ ที่จะยกระดับของเราให้เป็น HUB การเชื่อมโยงในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีนให้ได้”

ก่อนหน้านี้ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ได้แถลงยืนยันว่ารัฐบาลไทยได้อนุมัติแผนการก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ขนาดกว้าง 1.435 เมตร ความเร็วระดับปานกลางภายใต้เป้าหมายที่จะเชื่อมต่อกับลาวและจีนให้ได้ตลอดเส้นทางในอนาคตอันใกล้นี้

โดยเส้นทางรถไฟที่รัฐบาลไทยให้การอนุมัติมีอยู่ 3 เส้นทางด้วยกัน คือ กรุงเทพฯ-โคราช-หนอง คาย กับท่าเรือมาบตาพุด-โคราช-หนองคาย และระยอง-กรุงเทพฯ-โคราช-หนองคาย นั่นก็หมาย ความว่าการลงนามใน MOU ระหว่างรัฐบาลไทยกับจีนดังกล่าวเป็นการร่วมลงทุนใน 2 เส้นทางที่อยู่ใน 3 เส้นทางที่จะเชื่อมต่อกับลาวและจีน รวมถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ด้วย ดังที่ พลอากาศเอก ประจิน ได้ให้การยืนยันว่า

“จีนมียุทธศาสตร์ในการที่จะสร้างเส้นทางสายไหมเชื่อมมายังทางด้านอาเซียนในอนาคตอันใกล้เช่นกัน เขาก็จะสร้างทางรถไฟมาตรฐานมาที่ลาวผ่านไทยไปมาเลเซียและสิงคโปร์ ตรงนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่ยุทธศาสตร์ของไทย ยุทธศาสตร์ของจีนนั้นสอดคล้องกัน”

เพราะฉะนั้น การยืนยันของ สมสะหวาด ดังกล่าวนี้ย่อมแสดงถึงความพร้อมของรัฐบาลลาวที่จะยินยอมให้ปรับเปลี่ยนแผนการก่อสร้างทางรถไฟในลาวจากความเร็วสูงเป็นความเร็วปานกลางเพื่อให้สอดคล้องกับ MOU ระหว่างไทยกับจีน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ก็คือรัฐบาลลาวต้องพึ่งเงิน ทุนจากจีน จึงต้องเดินตามเงื่อนไขที่รัฐบาลจีนเป็นผู้กำหนดเท่านั้น!!!

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net