วันที่ เสาร์ กันยายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำไมอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ(กันนักน่ะ)


บ่อยครั้งที่มีคนถามผมว่าตอนนี้ทำงานทำการอะไรอยู่ บทสนทนามักจะออกมาในลักษณะนี้

ผู้ถาม : ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่หรอ 
ผม : ทำบริษัทออกแบบครับ
ผู้ถาม : อ้อออ ทำตำแหน่งอะไรอ่ะ
ผม : ทำทุกอย่างเลยครับ ผมเพิ่งก่อตั้งบริษัทอะไรทำได้ก็ต้องทำหมดครับ
ผู้ถาม : ว้าวววว ดีจังเลย
ผม : (ยิ้มๆ)
ผู้ถาม : อยากเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองบ้างอ่ะ เนี่ยก็มีคิดๆไว้นะว่า อยากเปิดร้าน...(นั่นละครับ คุณคิดไม่ผิดหรอก ร้านกาแฟ ร้านขนม ร้านคอฟฟี่แอนด์เบเกอรี่)
ผม : อ้อ ครับ
ผู้ถาม : รวยแล้วสิเนี่ย เป็นเสี่ยใหญ่แล้ว 
ผม : ยังหรอกคร้าบบบบ      

ไม่หนีไปจากนี้มากนัก น้อยถึงน้อยมากกกก ที่ผมบอกว่าเริ่มก่อตั้งธุรกิจ แล้วจะถามเกี่ยวกับสภาวะของวงการ ลักษณะงานที่ทำ หรือการแข่งขันต่างๆ จะบอกว่าแทบไม่มีก็ไม่ผิดนัก 

ทุกคนคิดว่าใครก็ตามที่มีธุรกิจเป็นของตนเอง คนนั้นน่าอิจฉา คนนั้นรวยแล้ว คนนั้นสบายแล้ว คนนั้นจะทำอะไรก็ได้ตามใจแล้ว เพราะไม่มี เจ้านายคอยสั่งงาน!!

ยิ่งถ้าได้คุยกับคนอายุไม่เยอะมาก แววตาของการอยากเป็นเจ้าของธุรกิจจะวิ่งทะลุดวงตา ออกมากระแทกหน้าคุณอย่างจังเลยหล่ะ ใครหน่อเป็นคนปลูกฝังให้คิดว่า เจ้าของธุรกิจชีวิตสบาย โคตรจะผิด บอกเลย

ผมกล้าฟันธงว่า กว่า 50% ของคนที่อยากออกมาทำธุรกิจของตัวเอง จริงๆไม่ได้อยากมีธุรกิจอะไรนักหรอก ความจริงก็คือ คนเหล่านั้นแค่อยากหนีออกจากสภาวะที่ต้องทำงานตามคำสั่งเจ้านาย เบื่อการมีหัวหน้ามากำหนดว่าต้องทำอะไรห้ามทำอะไร เบื่อการต้องตื่นเช้าเดินทางฝ่ารถติดไปตอกบัตร ตี๊ดนิ้วให้ทันเวลาเข้างาน เบื่อต้องทำรายงานประจำเดือน เบื่อต้องวิ่งหายอดขาย เบื่อต้องวางแผนการตลาด เบื่อต้องดูแลลูกค้า เบื่อการประชุม เบื่อโดนทำงานวันหยุด และอีกหลายเบื่อ ซึ่งจริงๆมันก็คืออารมณ์อยากหนีออกมาเท่านั้นเอง

แล้วคิดว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจ จะทำให้คุณตัดเรื่องพวกนั้นออกไปจากชีวิตได้ คิดว่าจะทำให้มีเวลามากขึ้น คิดว่าจะเหนื่อยน้อยลง คิดว่าไม่ต้องทำอะไรเองแล้ว จ้างคนมาเป็นลูกน้องแล้วสั่งๆๆๆๆ มันให้ทำแทนเรา คิดว่าจะมีแต่ความสุขสบาย ใช้ชีวิตเฉิดฉาย โคตรคิดสั้น บอกเลย

ผมไม่เถียงว่าเจ้าของธุรกิจหลายคนมีชีวิตที่สุขสบาย ใช้ชีวิตสูงกว่าระดับมาตรฐานสังคมหลายเท่ามีอยู่จริง (ไม่งั้นคุณคงไม่มีตัวอย่างให้เห็นแล้วอยากมโนว่าจะได้มีชีวิตแบบนั้นบ้าง) แต่กว่าที่คนเหล่านั้นจะมีชีวิตดี๊ดีเช่นนั้น ขอถามหน่อย คุณเคยเห็นตอนเขาลำบากแสนสาหัสตอนเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวบ้างมั้ย (ไอ้พวกที่พ่อแม่รวยพันล้าน สร้างทุกอย่างรอไว้ให้แล้ว แบบนั้นผมไม่เอามานับนะครับ ถือว่าคนพวกนั้นจัดอยู่อีกประเภท ไม่ใช่พวก Self Made ตัดออกไปก่อน) ตอบเลย ไม่มีหรอก ไม่มีใครคิดหรอกว่า กว่าจะมีวันนี้ เขามีวันคืนอันขมขื่นแสนปวดร้าวมามากมายขนาดไหน

โทมัส อัลวา เอดิสัน บอกไว้ว่า คนมักเห็นเพียงความสำเร็จ 1% ของคนที่โด่งดังแล้วเท่านั้น แต่อีก 99% ของความลำบากที่คนเหล่านั้นฝ่าฟันมา ไม่มีใครเคยเห็น หรือบางสำนักกล่าวไว้ว่า ความสำเร็จที่คนส่วนใหญ่เห็นเทียบได้เพียง 1% เท่านั้น อีก 99% คือความมุมานะพยายามล้วนๆ หรือบางที่ก็กล่าวไว้ว่า ความสำเร็จเพราะอัจฉริยะอาจมีส่วนสัก 1% แต่อีก 99% ที่เหลือนั่นคือการลงมือทำเสมอ

แต่ไม่ว่าจะอันนั้น ประเด็นที่จะสื่อก็อันเดียวกันคือ ต้องผ่านการต่อสู้อย่างแสนสาหัสมากันทั้งนั้น!! 

อยากถามคนที่ต้องการลาออกจากงานประจำมาสร้างธุรกิจส่วนตัวเหมือนกันนะครับว่า ถ้าออฟฟิศที่คุณทำงานอยู่ทุกวันนี้ มีหัวหน้าที่ดี เปิดโอกาสให้ทำงานเต็มที่ รับฟังความคิดเห็น ไม่แย่งผลงานไปเป็นของตัวเอง เกิดความผิดพลาดออกรับหน้าแทนให้ เพื่อนร่วมงานดีมีน้ำใจ ทำงานเป็นทีมเสมอ ไม่กลัวงานหนัก ช่วยกันแบ่งงานเท่าๆกัน ไม่มีคนนินทาให้ร้าย และปัจจัยอื่นที่มันดีขึ้นกว่าที่คุณเจอ คุณจะยังอยากทิ้งสิ่งเหล่านั้นเพื่อออกไปเผชิญโลกของการเป็นผู้ประกอบการอันแสนโหดอีกหรือไม่ ถ้าคุณหยุดคิด บอกเลย จริงๆคุณไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเป็นผู้ประกอบการหรอก คุณแค่อยากหนีสภาวะรอบข้างที่ไม่ชอบใจก็เท่านั้นเอง ผมแนะนำว่า ถ้าเปลี่ยนตัวเองเพื่ออยู่ที่เดิมไม่ได้ ก็หางานใหม่ แล้วเสี่ยงดวงว่าที่ใหม่จะมีแต่เรื่องดีๆ (ซึ่งก็มักไม่ค่อยจริง)

อย่าลาออกจากงานประจำ แล้วหวังจะฝากชีวิตที่ดีขึ้นแบบทันตาเห็น ไว้กับตำแหน่งเจ้าของธุรกิจ เพราะมันจะไม่เคยได้ผล

ตัวผมเองตอนลาออกมาจากชีวิตคนทำงานประจำ ถามว่าตอนนั้นมีปัญหาอะไรมั้ย บอกเลยว่าโคตรมีความสุข ผมได้ทำงานในสายงานที่ผมชอบ ได้ทำงานในองค์กรที่ผมชอบ และคนไทยส่วนใหญ่ก็ชอบ ได้ทำงานกับพี่ๆเพื่อนๆน้องๆที่เก่งกันมากๆ ค่าตอบแทนดี สวัสดิการดี ชีวิตก็ดี๊ดี ... แล้วทำไมถึงยังลาออกจากงานนั้นหล่ะ หลายคนก็ถามแบบนี้ คำตอบก็คือ เพราะผมไม่ได้ลาออกมาเพราะเหตุผลที่ไม่ดี ผมลาออกเพราะผมรู้ตัวว่าผมเกิดมาเพื่อเป็นผู้ประกอบการ ลาออกเพราะคิดแล้วว่ามันถึงเวลาของตัวเองแล้วที่ต้องก้าวออกไปลุย ทั้งๆที่ถ้าอยู่ต่อไปตั้งใจทำงาน Performance ดี อนาคตดีแน่นอน เติบโต และมั่นคงสุดๆ แต่มันไม่ใช่ทางของผม

ผมก้าวออกมาจาก Comfort Zone ด้วยเหตุผลที่แท้จริง ไม่ใช่ลาออกเพราะอยากหนีปัญหา คุณคิดว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจอะไรสักอย่าง มันจะไม่มีปัญหารึไง มีหมด ปัญหามีอยู่ทุกที่

ใครที่ลาออกเพราะอยากหนีปัญหา คุณกำลังจะได้เจอปัญหาที่ใหญ่ขึ้นมากขึ้นแน่นอน เปรียบเทียบเหมือนคนเป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่ใบนึง แล้วไปเปิดบัตรเครดิตอีกบัตรเพื่อนำเงินจากบัตรใหม่มาจ่ายบัตรเก่า แล้วเป็นไง ผลก็คือหนี้เน่าหนักขึ้นไปกว่าเดิมนั้นแหละ

การเป็นเจ้าของธุรกิจชีวิตไม่ได้สวยหรูนะครับ เพียงแต่ไม่มีใครมาเห็นตอนผมลำบากเลือดตาแทบกระเด็นเท่านั้นเอง

โดย popzilar

 

กลับไปที่ www.oknation.net