วันที่ จันทร์ กันยายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ก้าวที่ 61 พรรคประชาชนปฏิวัติลาว (8) ทุนเทศเพิ่ม - แต่ทรัพยากรป่าไม้ลดฮวบ


ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

บุนทะวี สีสุพันทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแผนการและการลงทุน แถลงยืนยันว่าการลงทุนของต่างประเทศในลาวได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 1988 เป็นต้นมา โดยคิดเป็นมูลค่าลงทุนรวมมากกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 4,500 กว่าโครงการในสิ้นปี 2014 ที่ผ่านมา โดยจีนยังครองอันดับที่ 1 ในฐานะผู้ลงทุนมากที่สุดเป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมเกินกว่า 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 755 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในภาคพลังงาน เกษตรกรรม อุตสาหกรรมเหมืองแร่ และ ภาคบริการ ตามลำดับ

โดยเฉพาะในช่วง 9 เดือนแรกของแผนการประจำปี 2013-2014 ปรากฏว่ามีการลงทุนจากต่างประเทศเข้าไปในลาวถึง 713 โครงการ คิดเป็นมูลค่าลงทุนรวมกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกินเป้าหมายที่วางไว้ตลอดแผนการถึง 45% ก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่ามีการนำเงินทุนเข้าไปในลาวจริงๆ เพียง 396 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือไม่ถึง 13% ของมูลค่าทุนจดทะเบียนทั้งหมดดังกล่าวเท่านั้น

ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าภาคธุรกิจที่ต่างชาติได้เข้าไปลงทุนมากที่สุดในลาวนั้นยังคงเป็นภาคพลังงานไฟฟ้าที่จะต้องมีการก่อสร้างเขื่อนหลายสิบโครงการติดตามด้วยการสำรวจและขุดค้นแร่ธาตุซึ่งส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้ จึงยังคงไม่มีการนำเงินทุนเข้าไปในลาวจริงๆ นั่นเอง

แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งก็คือการเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนญี่ปุ่นที่เริ่มมีการเพิ่มมูลค่าการลงทุนในลาวมากขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงขนาดที่ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้ประเมินว่าการลงทุนของบรรดาบริษัทญี่ปุ่นในลาวนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีต่อไปนี้ ซึ่งก็จะทำให้บรรดาบริษัทญี่ปุ่นกลายเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับที่ 4 รองจากจีน เวียดนาม และไทย ภายในปี 2015 อันเป็นปีที่ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนจะกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอันหนึ่งอันเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังได้ให้การยืนยันด้วยว่าการลงทุนของบรรดาบริษัทญี่ปุ่นในลาวจะเน้นหนักในภาคอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้ากสิกรรมและภาคบริการที่สามารถจะสร้างงานทำให้แก่คนลาวได้มากกว่าการลงทุนด้านอื่นๆที่เน้นในด้านการพัฒนาที่ดิน เช่นสร้างสนามกอล์ฟ ที่สร้างงานให้แก่คนลาวได้อย่างจำกัด ซึ่งก็นับเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้คนลาวต้องพากันเดินทางเข้ามาลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมายในไทยมากขึ้นตลอดเวลา

โดยในปัจจุบันนี้ ญี่ปุ่นได้ลงทุนในลาวคิดเป็นมูลค่ารวม 548 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน 104 โครงการและจัดเป็นอันดับที่ 7 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมดในลาว แต่ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็คาดหมายว่าการลงทุนของญี่ปุ่นในลาวจะทะลุ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเร็วๆนี้

ทางด้านธนาคารโลก รายงานว่าสภาพเศรษฐกิจของลาวในปี 2014 ขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 7.2% ซึ่งลดลงจาก 8.1% ในปี 2013 โดยมีสาเหตุที่สำคัญมาจากปัญหาขาดแคลนงบประมาณของรัฐบาลลาว ถึงขนาดต้องระงับแผนการลงทุนภาครัฐใน 254 โครงการอันได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐบาลลาวอย่างมาก

นอกจากนั้น การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าที่สำคัญของลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีนและไทยนั้นก็นับเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ เนื่องจากว่าประเทศคู่ค้าเหล่านี้ได้นำเข้าสินค้าจากลาวต่ำกว่าระดับคาดหมาย ทั้งยังทำให้ลาวต้องขาดดุลการค้ามากกว่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2014 อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจลาวจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 7.9% ในปี 2015 นี้และจะเพิ่มขึ้นเป็น 9.1% ในปี 2016 ซึ่งสอดคล้องกับรัฐบาลลาวที่ได้วางเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ในอัตราเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 8% ในแผนการประจำปี 2014-2015 แต่การที่จะรับประกันได้ว่าเศรษฐกิจในลาวจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราดังกล่าวได้จริงนั้น รัฐบาลลาวจะต้องระดมการทุนของภาคเอกชนให้ได้มากกว่า 4,125 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 32% ของผลผลิตมวลรวม (GDP) ในตลอดแผนการดังกล่าว

ทั้งนี้โดยรัฐบาลลาวคาดว่าจะสามารถลงทุนในภาครัฐได้เพียง 412.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 10% ของความต้องการเงินทุนทั้งหมดเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็ต้องระดมการลงทุนจากเอกชนลาวและต่างชาติเป็นด้านหลัก ซึ่งรวมถึงการขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศให้ได้ 625 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกู้ยืมจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศอีกกว่า 812 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่การที่จะได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศตามเป้าหมายที่วางไว้ดังกล่าวก็มิใช่เรื่องง่าย เพราะว่านานาชาติและองค์การระหว่างประเทศที่เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลม (Round Table Meeting) ประจำปี 2014 ที่นครเวียงจันทน์ เมื่อปลายปี 2014 นั้นได้กำหนดเงื่อนไขให้รัฐบาลลาวจะต้องให้ความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนจริงๆเท่านั้น ถึงจะให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลลาว โดยในแผนการปี 2013-2014 นั้น กลับปรากฏว่ารัฐบาลลาวยังคงให้การอนุมัติโควตาการตัดไม้คิดเป็นปริมาตรรวมกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตรในทั่วประเทศ ขณะที่หน่วยตำรวจเฉพาะกิจสามารถตรวจยึดไม้ที่ลักลอบตัดโดยผิดกฎหมายได้มากกว่า 8 แสนลูกบาศก์เมตรในระยะเดียวกัน

ซึ่งต่อปัญหาดังกล่าว กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ รายงานว่าป่าไม้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติของลาวได้ลดระดับความหนาแน่นลงอย่างมากในช่วง 10 ปีมานี้โดยจากการสำรวจในปี 2013 พบว่าเขตป่าสงวนแห่งชาติในลาว มีเนื้อที่รวมกว้างกว่า 4 ล้านเฮกตาร์ (กว่า 25 ล้านไร่) แต่เชื่อว่าความหนาแน่นของป่าไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเหลืออยู่ไม่ถึง 4 ล้านเฮกตาร์ในปัจจุบัน โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการลักลอบตัดไม้เพื่อการค้าผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างพ่อค้าไม้กับเจ้าหน้าที่รัฐบาล และประชาชนลาวในท้องถิ่นที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและยากที่จะป้องกันอีกด้วย

ทั้งนี้โดยรัฐบาลลาวจัดเก็บรายรับจากการส่งออกไม้ไปต่างประเทศได้ไม่ถึง 20  ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2013-2014 ส่วนการจัดเก็บค่าสัมปทานป่าไม้นั้นก็ปฏิบัติได้ไม่ถึง 70% ของแผนการ โดยมีสาเหตุมาจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตในหน้าที่นั่นเอง

ถึงกระนั้น กระทรวงกสิกรรม-ป่าไม้ ก็ได้วางแผนการฟื้นฟูสภาพป่าไม้ในทั่วประเทศ โดยเน้นหนักในการสำรวจและสร้างแผนการจัดสรรป่าผลิตแบบยั่งยืนในเนื้อที่ 319,000 เฮกตาร์ ควบคู่ไปกับการจัดทำแผนการจัดสรรป่าผลิตให้ได้ 41 เขตในเนื้อที่ 273,160 เฮกตาร์ การฟื้นฟูป่าผลิตให้ได้ 600,000 เฮกตาร์ และปลูกต้นไม้ให้ได้ในเนื้อที่ 30,000 เฮกตาร์ในแต่ละปี

โดยการปฏิบัติแผนงานเหล่านี้เป็นการตอบสนองต่อแผนการ-เป้าหมายที่รัฐบาลลาวจะเพิ่มระดับความหนาแน่นของป่าไม้ให้ได้ถึง 60% และ 70% ของพื้นที่ทั้งหมดในปี 2015 และ 2020 ตามลำดับแต่การที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างแท้จริงนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจากการสำรวจในปี 1992 นั้นพบว่าสภาพป่าไม้ในลาวมีความหนาแน่นคิดเป็น 47% ของพื้นที่ แล้วก็ลดลงมาเป็น 42% ในปี 2002 และในปัจจุบันนี้ก็เชื่อว่าสภาพป่าไม้ในลาวยังคงเหลือระดับความหนาแน่นไม่ถึง 40% ของพื้นที่ทั้งหมดอย่างแน่นอน เพราะแม้แต่ป่าไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติยังถูกบุกรุกและลักลอบตัดโดยกลุ่มขบวนการค้าไม้เถื่อนคิดเป็นเนื้อที่กว้างกว่า 1 ล้านเฮกตาร์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้น ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูป่าไม้ของรัฐบาลลาวก็ยังต่ำกว่าภาคเอกชนในทุกๆด้านอีกด้วย ทั้งยังปรากฏว่าต้นไม้ที่ปลูกโดยภาคเอกชนมีอัตราการรอดไม่ต่ำกว่า 80% ขณะที่ต้นไม้ที่ปลูกโดยภาค รัฐมีอัตราการรอดไม่ถึง 60% ทั้งนี้เนื่องจากการมีงบประมาณอย่างจำกัด ประกอบกับรัฐบาลลาวยังต้องส่งเสริมให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในลาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ทำให้ต้องการใช้พื้นที่มากขึ้นด้วยนั้น จึงทำให้จำเป็นต้องมีการตัดไม้ในเขตโครงการพัฒนาต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ ไม่เพียงจะทำให้เป็นการยากอย่างยิ่งที่รัฐบาลลาวจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในแผนการเพิ่มความหนาแน่นของป่าไม้ในปี 2015 และปี 2020 ดังกล่าว หากยังทำให้ต้องมีการทบทวนแผนการฟื้นฟูสภาพป่าไม้ด้วย ดังที่ วิไลวัน พมเข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรม-ป่าไม้ได้ให้การยืนยันว่า

 "ตัวเลขที่ได้ค้นคว้าสนองให้แก่กองประชุมใหญ่ครั้งที่ 9 ของพรรคประชาชนปฏิวัติลาวก็ยังเป็นตัวเลขสืบต่อพิจารณา ยกตัวอย่างก็มีบางบริเวณที่พวกเฮากำหนดเป็นป่าป้องกันหรือป่าฟื้นฟู แต่ว่าการลงทุนมันต้องมีเนื้อที่กว้างขวาง จังซั่นอิงใส่บรรดาบทเรียนของประเทศเพื่อนบ้านนี้ เขาเจ้าก็มีการจัดสรรคืนใหม่ อันนี้ก็เฮ็ดให้มันดุลเดี่ยงระหว่างการปกหุ่มของป่าไม้กับการพัฒนานี้บ่ให้มีความขัดแย้งกัน”

รัฐบาลลาวได้มีมติรับรองแผนการจัดตั้งเขตป่าป้องกันแห่งชาติ 49 แห่งใน 16 แขวง โดยมีเป้าหมายจะปกปักรักษาทรัพยากรป่าไม้ รวมถึงป้องกันการเซาะและรักษาคุณภาพดิน รักษาแหล่งน้ำและป้องกันภัยธรรมชาติ เพื่อรับประกันในการปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมให้กลับ คืนมาเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ดังเดิมให้ได้เร็วที่สุด

แต่การลักลอบตัดไม้ที่สามารถดำเนินการได้อย่างกว้างขวาง โดยได้รับการร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลลาวทั้งในส่วนกลางและระดับท้องถิ่นก็ยังเป็นโจทก์ใหญ่ของรัฐบาลลาว นอกจากนั้น ยังมีการลักลอบตัดไม้ในลาวเพื่อส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นทุกวัน โดย Global Witness รายงานว่าเขตที่มีการลักลอบขนไม้จากลาวมากที่สุด ก็คือเขตชายแดนลาวที่ติดต่อกับเวียดนาม จีน และไทยนั่นเอง!!!

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net