วันที่ ศุกร์ กันยายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากแม่นางสีเว่ยแห่งเมืองลอง ถึงกระซิบรักจากเมืองน่าน


เก็บภาพไว้นานหลายเดือนแล้วสำหรับภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน และภาพจำลองจิตรกรรมเวียงต้า ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ จังหวัดแพร่ อดที่จะนำเสนอให้ชาวโอเคเนชั่นได้ชมกันมิได้

ทั้ง 2 สถานที่ ผมไปได้เห็นมาสวยสายตาตัวเอง แม้มิได้เป็นสายตาอันสูงส่ง ด้วยแต่ก็ยังรับรู้ได้ว่า เป็นศิลปะที่ทรงคุณค่า มีความงดงาม มีความประณีต อันไม่สามารถประเมินราคาค่างวดได้ มีโอกาสไปเมืองเนิบช้าแห่งล้านนาตะวันออก หลายครั้ง มี 2-3 ครั้งที่แวะไปเข้าในเมืองน่าน เพื่อชมภาพจิตรกรรมฝาผนัง

ส่วนภาพจิตรกรรมฝาผนังอันลือชื่อจากเมืองแพร่แดนถิ่นรักพระลอ ผมมีโอกาสชมเพียงครั้งเดียว คราไปเยี่ยม พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ เมื่อต้นปี 2558

ผมไม่มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมหรือวิถีพื้นถิ่นสมัยอดีตกาล ได้แต่นำภาพที่บันทึกไว้มาให้ชมกัน


ผ้าซิ่นตีนจกโบราณในภาพจิตรกรรม มีการลอกแบบไปถักทอขายกันเป็นจำนวนมาก

ตามพงศาวดารของเมืองน่านนั้น วัดภูมินทร์สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2139 โดยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครอง เมืองน่าน ส่วนจิตรกรรมฝาผนังในวิหารหลวงที่ได้รับการกล่าวขวัญถึง เขียนขึ้นในเวลาต่อมา ในช่วงที่วัดภูมินทร์ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เมื่อ พ.ศ. 2410 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4)

ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดภูมินทร์ เล่าเรื่องชาดกในพุทธศาสนา และเรื่องราวของวิถีชีวิตของคนเมืองน่านในอดีต และชนเผ่าพื้นเมือง จากข้อมูลที่พบมีการระบุว่า ภาพชุดนี้เป็นผลงานของ "หนานบัวผัน" จิตรกรพื้นถิ่นเชื้อสายไทลื้อ

ในบรรดาภาพจิตรกรรมที่วัดแห่งนี้ ภาพ"ปู่ม่าน ย่าม่าน" ซึ่งเป็นคำเรียกผู้ชาย-ผู้หญิงชาวไทลื้อในสมัยโบราณ กระซิบกระซาบสนทนากัน ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพศิลปะที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกของวัดภูมินทร์ ถือเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบทั้งด้านองค์ประกอบและอารมณ์ กลายเป็นมรดกชิ้นเอกของชาวน่าน จนเป็นที่มาของชื่อ "กระซิบรักบันลือโลก"

ตอนหลังในสมัยปัจจุบันมีการบัญญัติคำเรียกใหม่เป็นเสมือนตัวแทนสัญลักษณ์ของจังหวัด คือ "กระซิบรักจากเมืองน่าน"

อีกหนึ่งในภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดภูมินทร์ ที่งดงามและดึงดูดสายตายิ่ง จนอดที่จะนำมากล่าวถึงมิได้
นั่นคือ ภาพหญิงสาวนุ่งผ้าซิ่นตีนจก กำลังเกล้าผมขึ้นเหนือศีรษะ ตกแต่งมวยผมด้วยดอกไม้สีสวย
แสดงถึงการแต่งกายของสตรีน่านในอดีต เป็นภาพที่มีทั้งความประณีต ฝีมือ และอารมณ์ภาพ
สาวงามแช่มช้อยนางนี้ มีนามว่า "นางสีไว" หรือ "นางแก้วสีไว"  ตัวละครจากเรื่อง คัทธณะกุมารชาดก

หลายท่านบอกว่าภาพนี้ได้สมญาว่าเป็นภาพ "โมนาลิซ่าเมืองน่าน"

@ใครมาเที่ยวน่าน ก็ต้องมาชมภาพจิตรกรรมเหล่านี้ ใครไม่ว่าชม ถือมาไม่ถึงเมืองน่าน ประมาณนั้น

สำหรับภาพจิตรกรรมด้านล่างนี้ จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ อ.ลอง จ.แพร่ เป็นภาพที่จำลองมาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังของจริง เรียกว่า "จิตรกรรมเวียงต้า" เป็นภาพเขียนสีฝุ่นบนแผ่นไม้สักประกบกันหลายแผ่น จัดวางเป็นผืนเป็นตอน กลบเกลื่อนรอยต่อของแผ่นกระดานด้วยภาพแนวตั้ง เรียงต่อติดกันเป็นผนังวิหาร

ลักษณะของภาพเขียนเป็นรูปแบบงานจิตรกรรมของสกุลช่างศิลป์เมืองน่าน แสดงถึงการแต่งกายของสตรีเมืองลองดั้งเดิม มีอายุรุ่นเดียวกับจิตกรรมที่วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน

ซิ่นเมืองลองในจิตรกรรมฝาผนัง วัดเวียงต้าม่อน

อาจารย์โกมล พานิชพันธ์ นักสะสมผ้าโบราณชาวอำเภอลอง ซึ่งเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย บอกว่า ภาพที่แสดงในพิพิธภัณฑ์นี้เป็นภาพถ่ายจำลองมาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ วิหารไม้สักทอง วัดต้าม่อน อันเป็นวัดโบราณคู่เมืองลอง

ภายในวัดมีวิหารไม้ที่มีการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ รวมถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และการแต่งกายแบบล้านนา

คุณพ่อของอาจารย์โกมล เป็นผู้ถ่ายสไลด์จากภาพจิตรกรรมของจริง และนำมาพิมพ์ลงบนแผ่นไม้โดยการใช้เทคนิคสมัยใหม่ จนได้ภาพจิตรกรรมจำลองที่คมชัดเหมือนจริง

สำหรับวัดต้าม่อนนั้น ผมพยายามหาข้อมูลว่าสร้างในสมัยไหนปีใด ก็ไม่พบ แต่เว็บไซต์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2  ให้ข้อมูลว่า เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติการสร้างจากช่างชาวพม่า มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามล้ำค่า เป็นภาพของนิทานชาดกเรื่อง "ก่ำก๋าดา" และเรื่อง "สองเมืองหลงถ้ำ"

เว็บไซต์จังหวัดแพร่ ระบุว่า ภาพจิตรกรรมในวิหารวัดต้าม่อน วาดเมื่อ พ.ศ. 2427 ขณะที่อาจารย์โกมล เล่าให้ฟังว่า ในปี พ.ศ. 2532 วิหารไม้สักดังกล่าวชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมากและขาดแคลนทุนซ่อมแซม ดังนั้น ไร่แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย จึงขอผาติกรรมไปเก็บไว้ที่หอคำน้อย

ในเฟสบุ๊คของกลุ่มคนสร้างศิลป์เมืองแป้ ระบุว่า หญิงสาวในภาพนี้ ชื่อว่า "แม่นางสีเหว่ย"  เป็นภาพที่ได้รับการกล่าวขานถึงว่า นี่คือ ภาพที่ถ่ายทอดความงามแบบล้านนาของ สาวงามชาวเวียงต้า ได้เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุด จนได้รับการขนานนามว่าเป็น "ภาพโมนาลิซ่าแห่งเมืองแพร่"

อาจารย์โกมล บอกว่า ภาพเขียนนี้ มีชื่อว่า นางสีเหว่ยทัดดอกสลิด (ดอกแก้ว)

ป.ล. หลายท่านใช้คำเรียกว่า "นางสีเว่ย"

เมื่อพิจารณาแล้วลักษณะลายเส้น สีสัน รูปทรง องค์ประกอบ ของภาพจิตรกรรมทั้ง 2 ชุด มีความคล้ายคลึงกันมาก
ผู้ชำนาญการบางท่านจึงสันนิษฐานว่า เป็นฝีมือช่างชุดเดียวกัน 

บางท่านก็บอกว่า ช่างแต้มในสมัยนั้นอาจเป็นสายสกุลช่างเดียวกัน หรือได้รับอิทธิพลจากศิลปะสายสกุลน่าน 

ผู้รู้บางท่านชี้ว่า จิตรกรรมผนังวัดต้าม่อนนั้น เป็นฝีมือช่างชุดเดียวกันกับวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน คือ เป็นผลงานที่วาดโดย "หนานบัวผัน"

ผมไม่มีความรู้ด้านนี้ แต่เห็นว่าภาพจิตรกรรมทั้ง 2 ชุด มีความงามล้ำค่าเหมือนๆกันทั้งคู่ครับ
มองแล้วจรรโลงจิตใจ เห็นคุณค่าของวิถีชีวิตตั้งแต่อดีตกาลถึงปัจจุบัน

 

 

 

โดย BlueHill

 

กลับไปที่ www.oknation.net