วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โนนดินแดง วิบากกรรมของราษฎรของผู้ยากไร้ในป่าดงใหญ่


โนนดินแดง วิบากกรรมของราษฎรของผู้ยากไร้ในป่าดงใหญ่

 

สุริยันต์ ทองหนูเอียด

 

          หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งที่ 64/2557 เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ได้ทำให้เกิดผลกระทบต่อคนจน คนยากไร้ที่ทำดินทั่วประเทศ

          แม้ต่อมา คสช.จะมีคำสั่งที่ 66/2557 ที่ระบุว่า “การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมๆ นั้น ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ จะต้องดำเนินการสอบสวน และพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป” แต่การปฏิบัติ รัฐกลับไม่มีการกลั่นกรองแยกแยะเท่าที่ควร

          กรณีผู้ยากไร้ในป่าดงใหญ่ คือ รูปธรรมหนึ่งถูกผลักให้ออกจากพื้นที่ป่าสงวนดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ตามคำสั่งที่ 64/2557 และ 66/2557 ตามแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน ทำให้ชาวบ้านจำต้องเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านกลุ่มนี้มีที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งทำกินของพวกเขา ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน

          กรณีดังกล่าว ราษฎรได้มีการร้องเรียนของความเป็นธรรมต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของ UN

          ศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวถึง รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนด้านเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมเสนอต่อองค์การสหประชาชาติ เดือนมิถุนาน 2558 กรณีศึกษา: การบังคับไล่รื้อจากที่ดิน กรณีบ้านเก้าบาตร อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ว่า ข้อมูลของสมัชชาคนจนและชาวบ้าน มีการกล่าวหาว่า ทางการคุกคาม ควบคุมตัวและขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่อยู่ ที่ทำกินและต้องสูญเสียอาชีพ

ชาวบ้านบ้านเก้าบาตร อ้างว่า หน่วยงานทหารในจังหวัดบุรีรัมย์ เคยอนุญาตให้อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า ภายหลังปฏิบัติการปราบปรามคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ดี ทางการอ้างและเน้นว่ารัฐมีอำนาจควบคุมดูแลการบริหารจัดการที่ดินดังกล่าว ในช่วงปี 2531-2546 มีการให้สัมปทานบริษัทเอกชนสองแห่งเพื่อทำพื้นที่ปลูกป่าสัมปทานดังกล่าวหมดอายุลงเมื่อปี 2546 และชาวบ้านสามารถเจรจากับทางการไม่ให้มีการต่ออายุสัมปทาน และขอเข้าไปทำกินในพื้นที่ดังกล่าว เป็นเหตุให้ชาวบ้านเข้าไปอาศัยอยู่และทำกินในพื้นที่นั้น

ในวันที่ 28 มิถุนายน 2557 ชาวบ้านสองคนจากบ้านเสียงสวรรค์ถูกจับกุมและควบคุมตัวเป็นเวลาเจ็ดวัน ในวันที่ 29 มิถุนายน ชาวบ้านอีก 10 คนจากบ้านเสียงสวรรค์ถูกจับกุมและควบคุมตัวเป็นเวลาเจ็ดวันตามอำนาจกฎอัยการศึก ในวันที่ 4 กรกฎาคม สมาชิก อบต.คนหนึ่ง ถูกจับกุมและได้รับการปล่อยตัวในวันเดียวกัน ในระหว่างวันที่ 1-7 กรกฎาคม 2557 มีการไล่รื้อชุมชนอย่างน้อยหกแห่งซึ่งมีชาวบ้านอยู่ประมาณ 1,000 คน เป็นปฏิบัติการร่วมของหลายหน่วยงานระดับจังหวัด ตามคำสั่งคสช.ที่ 64 และ 66

การไล่รื้อดังกล่าวมีข้อสังเกตว่า ชาวบ้าน ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่วัดลำนางรองไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมตามที่หน่วยงานจังหวัดรับปาก ในจำนวนชาวบ้าน 66 คนส่วนใหญ่เป็นชายและหญิงสูงวัยและเด็ก ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งที่วัดลำนางรองไม่สามารถเข้าถึงช่องทางการดำรงชีพในขั้นพื้นฐาน

18 กรกฎาคม มีการขับไล่ให้กลุ่มชาวบ้านออกจากวัด พวกเขาต้องไปขอรับความช่วยเหลือจากหมู่บ้านในลำนางรอง โดยไปพักอาศัยอยู่กับอาคารของกลุ่มหัตถกรรมสตรีในหมู่บ้าน ชาวบ้านยังคงขาดปัจจัยในขั้นพื้นฐาน ผู้สูงวัยและเด็ก (อย่างน้อย 15 คน) ต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายประการ

หน่วยงานจังหวัดไม่มีข้อเสนอใด ๆ เกี่ยวกับพื้นที่เพื่อการโยกย้ายชาวบ้าน จนถึงเดือนกันยายน 2557 มีชาวบ้านอย่างน้อย 19 ครอบครัวจากบ้านตลาดควายและอีก 19 ครอบครัวต้องอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวในอำเภอโนนดินแดง ไม่มีการพูดคุยถึงการให้ค่าชดเชยหรือพื้นที่จัดสรรใหม่แต่อย่างใด

22 มิถุนายน 2558 คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ได้เผยแพร่ข้อเสนอต่อรัฐบาลไทย ภายหลังที่ได้ร่วมรับฟังข้อมูลในเวทีการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยมีตัวแทนหน่วยงานราชการไทย กว่า 20 คนที่เดินทางมาร่วมเวทีในวันที่ 4-5 มิถุนายน โดยระหว่างการพูดคุยกับหนึ่งในคณะกรรมการที่ได้สอบถามถึงการบังคับขับไล่ชาวบ้านกรณีดังกล่าวว่า

“คณะกรรมการฯ กังวลเกี่ยวกับประเด็นที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ หลังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามนโยบายการอนุรักษ์ป่าโดยเฉพาะคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 และ 66/2557 ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำลายพืชผลและการบังคับโยกย้าย คณะกรรมการแนะนำให้รัฐภาคีปฏิบัติตามขั้นตอนทั้งปวงที่จำเป็น

รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายและกรอบนโยบาย ทั้งนี้เพื่อ ประกันให้มีการใช้วิธีไล่รื้อเป็นมาตรการสุดท้ายเท่านั้น และบุคคลที่ถูกบังคับโยกย้ายออกจากพื้นที่ต้องได้รับค่าชดเชยอย่างเพียงพอ และ/หรือได้รับการจัดสรรที่ดินใหม่ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการ ฉบับที่ 4 (2534) เกี่ยวกับสิทธิการมีที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอ และฉบับที่ 7 (2540) ว่าด้วยการไล่รื้อ”

24 มิถุนายน 2558 คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่าไม้ที่ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีดังกล่าวด้วยได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีการเข้ามาช่วยเหลือกับกลุ่มชาวบ้านที่ถูกผลักดันให้ออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่

แต่ทว่าทางจังหวัดบุรีรัมย์ ได้จัดการประชุมหารือในเรื่องของกลุ่มผู้ถูกผลักดันจากป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่แล้ว กลับมีมติของที่ประชุมให้ทางแขวงบุรีรัมย์ ดำเนินการกับกลุ่มชาวบ้านผู้ถูกขับไล่จากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ออกไปจากพื้นที่ซึ่งอยู่ในความดูแลของแขวงทางหลวงบุรีรัมย์

          ศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม รายงานว่า ในจำนวนนี้มีราษฎร 46 ครอบครัวที่เคยอยู่ทำมาหากินร่วมกันในชุมชนตลาดควาย ตั้งแต่ประมาณปี 2550 ปัจจุบันราษฎรไร้ที่อยู่อาศัยไร้ที่ทำกินและไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ จากหน่วยงานของรัฐ และชาวบ้านอีก 12 ครอบครัวที่อาศัยแผงขายสินค้าเป็นเพิงพักอาศัยถูกเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งของแขวงทางหลวงบุรีรัมย์กดดันให้เคลื่อนย้ายออกไปจากพื้นที่ในวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา หากไม่เคลื่อนย้ายออกไปจะดำเนินการตามกฎหมาย ในข้อหาบุกรุกพื้นที่สาธารณะ

          นี่คือ วิบากกรรมของราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าดงใหญ่ที่ไม่ได้ความเป็นธรรมจากนโยบายและแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ของรัฐที่มองไม่หัวคนจน ทุกรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา

          ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องทบทวนนโยบายการจัดการป่า คืนความเป็นธรรมและปฏิรูปที่ดินให้คนจน 

 

------------------------------------------

 

หมายเหตุ พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “ชานชาลาประชาชน”

หนังสือแทบลอยด์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 20-26 กันยายน 2558

ขอขอบคุณภาพจาก www.chaoprayanews.com

โดย มุสิกะตะวัน

 

กลับไปที่ www.oknation.net