วันที่ เสาร์ กันยายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ก้าวที่ 61 พรรคประชาชนปฏิวัติลาว (9) ภัยพิบัติคุกคามความมั่นคงเสบียงอาหาร


                                      

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ลาว วางแผนการที่จะส่งเสริมการผลิตข้าวในแผนการปี 2014-2015 ให้ได้ในปริมาณรวมไม่น้อยกว่า 4.2 ล้านตันจากพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 1 ล้านเฮกตาร์ในทั่วประเทศ  แต่การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างแท้จริงนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากรัฐบาลลาวจะต้องส่งเสริมให้เกษตรกรลาวปลูกข้าวนาปีและนาปรังให้ได้ในเนื้อที่ 772,000 เฮกตาร์ และ 555,000 เฮกตาร์ตามลำดับแล้วก็ยังจะต้องขยายระบบชลประทานเพื่อสนองน้ำให้กับพื้นที่นาปีและนาปรังให้ได้ 260,000 เฮกตาร์ และ 160,000 เฮกตาร์ตามลำดับอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ลาวต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งภัยแห้งแล้งและภัยน้ำท่วมนั้นก็ได้ส่งผลให้เกิดการเสียหายเพิ่มขึ้นทุกปี เช่นในฤดูแล้งปี 2014 เกษตรกรลาวปลูกข้าวนาปรังได้ในเนื้อที่รวม 94,700 เฮกตาร์ ซึ่งคิดเป็น 75% ของแผนการที่วางไว้เท่านั้น

นอกจากนี้ ภัยแห้งแล้งอย่างหนักดังกล่าวยังได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงแผนการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิด อื่นๆ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน มันสำปะหลัง ลูกเดือย ถั่วลิสงและพืชผักต่างๆ ในลาวด้วย โดยเกษตรกรลาวสามารถปลูกพืชเศรษฐกิจเหล่านี้ได้ในพื้นที่ 93,900 เฮกตาร์ซึ่งคิดเป็นเพียง 63% ของแผนการที่วางไว้ทั้งหมดเท่านั้น

ส่วนภัยน้ำท่วมนั้นก็รุนแรงมากขึ้นทุกปีเช่นกัน เช่นภัยน้ำท่วมในปี 2013 ได้ส่งผลกระทบทำให้ข้าวนาปีของเกษตรกรลาวเสียหายไปอย่างสิ้นเชิงในเนื้อที่กว้างกว่า 5 หมื่นเฮกตาร์ (กว่า 3 แสนไร่) ซึ่งเป็นผลให้การผลิตข้าวในฤดูกาล 2012-2013 ไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในปริมาณรวม 3.8 ล้านตัน กล่าวก็คือผลิตได้จริงเพียง 3.5 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็น 93% ของแผนการตลอดปี

ครั้นในปี 2014 สถานการณ์ยิ่งรุนแรงมากขึ้นอีกโดยถึงขนาดทำให้ ทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรีลาว ต้องออกมาแถลงยอมรับว่าลาวได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมรุนแรงขึ้นกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา เนื่องจากภัยน้ำท่วมครอบคลุมพื้นที่ใน 12 แขวง (จากทั้งหมด 17 แขวงกับ 1 นครหลวง) โดยที่รุนแรงมากที่สุดคือแขวงจำปาสัก เมื่อปรากฏว่าทั้ง 10 เมืองของแขวงจำปาสักนั้นจมอยู่ใต้บาดาลส่งผลกระทบต่อชีวิตการเป็นอยู่ของประชาชนมากกว่า 134,000 คนและนาข้าวเสียหายอย่างสิ้นเชิงกว่า 15,000 เฮกตาร์ สัตว์เลี้ยง (โค กระบือ และสุกร) ตายไปนับหมื่นตัว และถนนพังไปกว่า 50 เส้นทาง

ส่วนแขวงสาละวันนั้นก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อทั้ง 8 เมืองของแขวงนี้ต่างก็ต้องเผชิญกับภัยน้ำท่วมอย่างถ้วนหน้า เฉพาะอย่างยิ่ง เมืองคงเซโดนนั้นมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบเกือบหมื่นครอบครัวในเขต 79 หมู่บ้านและพื้นที่การเกษตรเสียหายไปกว้างกว่า 12,500 เฮกตาร์ และที่แขวงเซกองนั้นก็มีเมืองกะลึม เมืองท่าแตง และ เมืองละมามที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีประชาชนกว่า 2,200 ครอบครัวใน 60 กว่าหมู่บ้านที่พื้นที่การเกษตรเสียหายไปอย่างสิ้นเชิงกว้างกว่า 2,500 เฮกตาร์ พร้อมด้วยบ่อเลี้ยงปลา 45 แห่งและมีถนนกว่า 30 เส้นทางที่จะต้องซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน

สำหรับที่แขวงอัตตะปือนั้นก็มีเมืองไซเสดถา เมืองสะหนามไซ และ เมืองสามัคคีไซที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงที่สุด และแขวงอุดมไซก็ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมอย่างหนักเช่นกันโดยมีผู้ เสียชีวิตไปถึง 16 คนอีกด้วย กล่าวโดยสรุปคือภัยน้ำท่วมในปี 2014 ทำให้เกิดการเสียหายไปมากกว่า 2.2 ล้านล้านกีบ ที่เกิด ขึ้นใน 1,159 หมู่บ้านในเขต 62 เมืองที่ตั้งอยู่ในเขต 12 แขวงทั่วประเทศลาว

ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ได้เป็นผลทำให้คณะผู้แทนของรัฐบาลจาก 37 ประเทศกับ 35 องค์การระหว่างประเทศที่ให้การช่วยเหลือแก่ลาวนั้นได้เตือนรัฐบาลลาวเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่อิงกับการขุดค้นทรัพยากรธรรมชาติเป็นด้านหลักว่าไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาลาวในระยะยาว แต่จะส่งผลกระทบด้านลบมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุญาตสัมปทานให้ตัดไม้ ขุดค้นแร่ธาตุ และการให้สัมปทานที่ดินเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางโดยไม่มีการศึกษาเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่ได้มาตรฐานสากลนั้นย่อมจะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติในลาวลดน้อยถอยลงตลอดเวลา โดยที่ไม่มีการพัฒนาในด้านใดเกิดขึ้นในลาวอย่างเป็นรูปธรรมเลย

ทั้งนี้โดยในการประชุมโต๊ะกลมประจำปี 2014 ระหว่างรัฐบาลลาวกับกลุ่มประเทศและองค์กรที่ให้การช่วย เหลือแก่ลาวนั้น รัฐบาลลาวเสนอขอความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ในการปฏิบัติแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมแห่งชาติในแผนการปี 2014-2015 ไม่น้อยกว่า 1,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับแผนการปี 2013-2014 อีกด้วย

ทางด้าน ทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรีลาว แถลงยอมรับต่อที่ประชุมดังกล่าวนี้ว่าการปฏิบัติแผนการพัฒนาของรัฐบาลลาวไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในหลายๆด้าน เพราะผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการขาดแคลนงบประมาณของรัฐบาล ดังจะเห็นได้จากแผนการปี 2013-2014 ซึ่งรัฐบาลลาวได้วางเป้า หมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ในอัตราเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 8.3% แต่ในความเป็นจริงก็คือเศรษฐกิจลาวขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 7.3% เท่านั้น

นอกจากนั้น ยังมีรายงานว่าเกษตรกรลาวในเขต 9 แขวงไม่มีเงินสำหรับชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้ไฟฟ้าเพื่อสูบน้ำเข้าที่นาอีกต่างหาก โดยเกษตรกรเหล่านี้อยู่ในพื้นที่ 543 กลุ่มบ้านที่ตั้งอยู่ในเขตชลประทานทั้งในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ที่มีหนี้สินที่เกิดจากการใช้พลังงานไฟฟ้าสูบน้ำจากคลองเข้าที่นาของพวกตน และยังไม่ชำระหนี้กว่า 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว นับเป็นเวลากว่า 2 ปีมาแล้ว เนื่องจากผลผลิตเสียหายไปอย่างสิ้นเชิงเพราะภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น จากสภาพที่สูญเสียทรัพย์สินส่วนใหญ่ไปกับภัยธรรมชาติดังกล่าว ยังทำให้เกษตรกรลาวจำนวนมากต่างพากันหยุดทำนาอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย ดังที่เกษตรกรลาวที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในแขวงไซยะบุลี ได้ให้การยืนยันว่า

“ในเมื่อก่อนถือว่าพวกเฮาปลูกฝัง ตัวอย่างปลูกข้าว ปลูกหมากงา หมากแตงจังซี้ เฮากะได้ใช้แรงงานหลาย ใช้แรงงานหลายมันก็บ่ได้ตามความต้องการ แหล่งรายรับเข้าสู่ครอบครัวถือว่ามีน้อย จังซั่นกะเลยเฮ็ดให้พวกข้าพเจ้าตัดสินใจว่าหยุดเซาจากการปลูกข้าวอย่างสิ้นเชิงแล้วในเวลานี้”

ทางด้าน สมดี ดวงดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแผนการและการลงทุน แถลงยอมรับว่าการผลิตข้าวของเกษตรกรลาวไม่เป็นไปตามแผนการที่วางไว้นับเป็นเวลาถึง 8 ฤดูกาลติดต่อกันมาแล้ว อย่างเช่นในช่วงฤดูกาล 2012-2013 รัฐบาลลาวก็ได้วางเป้าหมายไว้ว่าจะต้องส่งเสริมการผลิตข้าวให้ได้ไม่น้อยกว่า 3.8 ล้านตัน แต่ก็ผลิตได้จริงเพียง 3.4 ล้านตันเท่านั้นโดยมีสาเหตุมาจากการที่เกษตรกรลาวได้พากันลดการปลูกข้าวและหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆแทนมากขึ้น

สภาพการณ์เช่นนี้จะทำให้ประชาชนลาวในพื้นที่ 8 แขวงภาคเหนือต้องขาดแคลนข้าวเป็นเวลาเฉลี่ยถึง 5 เดือนในปี 2015 จึงต้องพึ่งพาข้าวจากภาคกลางและภาคใต้เท่านั้น แต่ปัญหาจะรุนแรงมากขึ้น ถ้าหากภาคกลางและภาคใต้ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติเช่นเดียวกันกับปีที่แล้ว!!!

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net