วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

20130808-09 ไปนอนแพ .. แลสะพาน .. เดินสุสานฝรั่ง ..




 Before Sunset .. ก่อนจะสิ้นแสงตะวัน ..

ทริปนี้เกิดจากความมือบอนของผมเอง อยู่ว่างเป็นไม่ได้ต้องเปิดเน็ตเสิร์ชหาโปรโลว์แฟร์+ที่พักราคาประหยัดตามสภาวะการเงินในกระเป๋า จนไปคว้าห้องพักในแพริมแม่น้ำในราคาคืนละแค่ 250 บาทเท่านั้น คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ ราคาเหมาะกับนักท่องเที่ยวซำเหมาแบบผมแท้ๆ และวันนี้ก็ได้กำหนดเวลาเดินทาง รีบโทรคอนเฟิร์มที่พักให้เรียบร้อยว่าไปแน่ๆ แต่ขอเช็คอินช้าหน่อยนะ เพราะว่าจะพาหุ่นกลมๆ ของผมไปร่อนที่น้ำตกซะก่อน

ด้วยความที่เมืองกาญจน์เป็นจังหวัดที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเคยได้อยู่ที่นี่ซะหลายปี ไม่ต้องเผื่อเวลาเพื่อเอาไปหลงทาง จึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่มืดแต่อย่างใด เก้าโมงกว่าโน่นแน่ะกว่าที่ล้อจะได้เริ่มหมุน เพราะขี้เกียจไปเบียดเสียดเยียดยัดกับปริมาณรถอันมหาศาลในช่วงเช้าของย่านบางกะปิซึ่งมันเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของคนแถวนี้ไปเสียแล้ว

ผมใช้เส้นทางมาตรฐานจากหน้าบ้านออกสู่ถนนลาดพร้าว ตรงยาวถึงรัชดาฯ เลี้ยวขวาไปผ่านหน้าศาลฯ ข้ามสะพานรัชโยธิน ปรี๊นนนนๆๆ ขอทางหน่อย อย่าปาดหน้าอย่าแซงซ้ายนะพี่ชาย ผมคอยจะขึ้นสะพานพระรามเจ็ดอยู่นะ ตรงมาเข้าบางพลัดเลี้ยวขวาอีกทีสู่ถนนสิรินธร แล้วคราวนี้ก็ตรงยาวบนถนนพุทธมณฑลจนสุดทางข้ามสะพานเข้าถนนเพชรเกษม วิ่งสายเลี่ยงเมืองนครปฐมสู่สะพานข้ามถนนเพื่อไปบ้านโป่ง/กาญจนบุรี ขับชิลล์ไปเรื่อยๆ ข้ามทางรถไฟก็จะถึงแยกเข้าบ้านโป่งให้เลี้ยวขวานะเพราะเราจะไปเมืองกาญจน์ ส่วนถ้าใครอยากจะแวะหาอะไรทานกันที่บ้านโป่งก็ตามสะดวกเลย ผมการันตีบ้านโป่งมีแต่ของอร่อย เอาไว้จะมาตระเวนชิมร้านเด็ดๆ เผื่อจะได้เอาเรื่องกินมาเขียนลงบล็อคกับเค้าบ้าง กลับเข้าสู่เส้นทางกันต่อครับ ก็เพราะจากแยกนี้มันไม่ต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวาอีกแล้วครับ ตรงอย่างเดียวจะเข้าสู่ตัวเมืองกาญจน์ รับรองว่าถ้ามาตามเส้นทางที่ผมพร่ำพรรณามาตลอดย่อหน้านี้ไม่มีทางหลงไปออกพม่าแน่ๆ ครับ ..

 
ไปถึงน้ำตกแล้วก็ต้องมีการเก็บภาพร่วมกันซะหน่อย .. / ไปคนเดียวก็ต้องถ่ายคู่กับรถแทนไปก่อนก็แล้วกัน ..

ถึงเมืองกาญจน์ก็เลยเที่ยงไปนิดหน่อย แดดไม่ค่อยมีฟ้าขาวๆ ซีดๆ เมฆครึ้มๆ ลอยเร็วๆ อยู่บนฟ้า ผมยังไม่หิวเพราะซดกาแฟมาตลอดทางตามสไตล์การขับรถแบบชิลล์อินดูของผม ก็เลยบึ่งตรงไปน้ำตกก่อนดีกว่าเพราะอีกกว่าหกสิบกิโลเมตรแน่ะ เส้นทางไปน้ำตกเอราวัณก็คือเส้นทางเดียวกับทางไปเขื่อนศรีนครินทร์นั่นแหละครับ ขับผ่านเขื่อนท่าทุ่งนาไปก่อนอีกเดี๋ยวก็ถึง เชื่อโผ๊มมมมมเฮ๊อออออะ

แต่มันเป็นความโชคร้ายของผมหรืออย่างไรไม่ทราบ อุตส่าห์ดั้นด้นไปถึงที่หมายทั้งทีแต่เจ้าเมฆครึ้มตัวดีที่เมื่อกี้นี้ลอยลิ่วๆ อยู่ที่เมืองกาญจน์ก็ดันลอยปรี่ต่ำลงอย่างรวดเร็วที่น้ำตกเอราวัณพอดี๊พอดี แล้วก็ยังพร้อมใจกันเทพรวดลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา อุตส่าห์เดินไปถึงข้างหน้าป้ายทางเข้าแล้วนะ เจอแบบนี้ผมนี่รีบวิ่งหัวซุกหัวซุนเลยครับ ทั้งกระเป๋ากล้องทั้งขาตั้งกล้องพะรุงพะรังทุลักทุเลกว่าจะมาถึงรถก็เล่นเอาเสื้อยืดกางเกงยีนส์เปียกแฉะไปครึ่งตัว เริ่มหิวแล้วด้วยจะกลับก็ยังไม่เหมาะเพราะฝนแรงมาก มองเห็นถนนข้างหน้าได้ไม่เกินห้าเมตร เห็นทีจะเป็นอันตรายกับสวัสดิภาพการเดินทางจึงเห็นควรให้พาตัวเองหลบอยู่ในรถไปก่อน ไม่เป็นไรยังมีรถทัวร์อีกสี่-ห้าคันจอดติดฝนอยู่เป็นเพื่อนกันที่ลานจอด กว่าฝนจะหยุดตกก็ปาเข้าไปบ่ายสาม หมดแรงใจที่จะเดินเข้าไปดูน้ำตกแล้วล่ะ ไม่อยากรีบเร่งลนลานกับการเดินเที่ยวเพราะต้องออกมาให้ทันเวลาปิดอุทยาน มันไม่ใช่สไตล์ผมน่ะ ผมยอมที่จะมาใหม่ในวันอื่นเพราะกว่าผมจะถ่ายได้แต่ละรูปเนี่ยะใช้เวลานานมาก ไม่ใช่เพราะเพ่งพินิจพิจารณาหาทิศทางแสงหรือจัดองค์ประกอบอะไรหรอกครับ ผมมัวแต่ใช้เวลาไปดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบตัวต่างหากล่ะ ฮ่าๆๆ


เป็นหลักฐานว่าไปถึงแล้วนะ .. แต่ฝนฟ้าไม่เป็นใจ เลยได้มาแค่เนี๊ยะ ..

ตัดสินใจกลับเมืองกาญจน์ดีกว่า เพราะนัดกับที่แพเอาไว้ว่าจะเข้าไปเช็คอินประมาณสี่-ห้าโมงเย็น เดี๋ยวจะไม่มีที่นอนซะเปล่าๆ ที่สำคัญเริ่มหิวมากๆ แล้วด้วย กลับมาถึงเมืองกาญจน์ราวๆ สี่โมงเห็นทางเข้าไปสะพานข้ามแม่น้ำแควก็เลยกลับรถขวับเสียงล้อบดถนนดังเอี๊ยดอ๊าดจนชาวบ้านแถวนั้นพร้อมใจกันหันมาสรรเสริญผมกันซะเป็นกระบุงโกย กลับรถได้ก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปดูซักหน่อย เพราะยังไงๆ ที่พักก็อยู่ถัดจากสะพานไปไม่เท่าไหร่ ถือโอกาสแวะไปเดินเล่นยามเย็นเผื่อจะเห็นแสงรำไรในยามอาทิตย์อัสดง แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องผิดหวังเหมือนฟ้าจงใจแกล้งกันเพราะเจ้าเมฆฝนยังคงลอยครึ้มปกคลุมไปทั่ว เลยได้แต่ไปเก็บภาพนักท่องเที่ยวที่แห่กันมาเดินข้ามสะพานเล่นในยามที่รถไฟยังไม่มา รถไฟเที่ยวขึ้นตอนเย็นขบวน 259 จะมาถึงราวๆ สี่โมงครึ่ง ส่วนเที่ยวล่องขบวน 486 จะมาถึงประมาณห้าโมงครึ่ง ใครจะอยู่รอก็ได้แต่ผมจะรีบไปเช็คอินเข้าที่พักก่อน พรุ่งนี้ตอนเช้าก็มีขบวน 257 มาถึงตอนสิบโมงกว่า ออกมารอถ่ายรูปรถไฟแล้วค่อยกลับไปเช็คเอ้าท์ก็ยังทันถมไป


เจ้าม้าเหล็กขบวนนี้ที่เคยคำรามก้องบนทางรถไฟสายมรณะแห่งนี้ ..

 
พากันเดินข้ามสะพานกันเป็นขบวนใหญ่ ไม่รู้ฝั่งโน้นเค้ามีอะไรกันนะ .. / เอาไปซื้อหวยดีไม๊เนี่ย ..!!!


บริเวณนี้เค้าจัดงานแสงสีเสียงกันเป็นประจำทุกปี ..

 
ผมตั้งใจถ่ายรางรถไฟนะ แต่บังเอิญติดภาพคู่รักเซลฟี่กันมาด้วย จริงๆ นะ เอ้าาาาา .. / เหล็กแต่ละท่อน หมุดแต่ละตัว กว่าจะมาเป็นสะพานก็ต้องแลกมาด้วยชีวิต ..

  
หลายชีวิตที่ต้องสังเวยในสายน้ำแห่งนี้ .. / เด็กๆ ชาวต่างชาติ โดยมากก็มาวิ่งเล่นกันซะมากกว่า .. / ป้ายสะพานแควใหญ่ ..

ไหนๆ ก็แวะกันแล้วก็เลยเดินตามนักท่องเที่ยวข้ามสะพานไปอีกฝั่ง ไม่น่าเชื่อว่าเส้นทางรถไฟและสะพานแห่งนี้จะพรากเด็กหนุ่มจากครอบครัวอันอบอุ่น ที่ประเทศอันเป็นที่รักส่งพวกเขาให้บินไกลข้ามน้ำข้ามทะเลมากว่าครึ่งโลกเพื่อเอาชีวิตมาสังเวยให้กับความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง จนเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วโลกว่า “ไม้หมอนแต่ละอันของทางรถไฟสายนี้คือหนึ่งชีวิตที่ต้องดับสิ้นไปของเหล่าเชลยศึก” มองจากบนสะพานสู่ห้วงน้ำที่เขียวคล้ำดูลึกล้ำสุดประมาณที่เชลยสงครามต้องทำงานหนักทั้งกลางวันกลางคืน อดๆ อยากๆ จนผ่ายผอมรวมถึงต้องเผชิญกับไข้ป่าและสัตว์ร้ายนานาชนิดจนสุดท้ายก็ล้มตายกันไปราวใบไม้ร่วง ส่วนที่ตายก็ตายไปเชลยกลุ่มใหม่ก็จะถูกส่งเข้ามาทำงานต่อเนื่องกันไปไม่มีวันหยุด ไม่ได้ค่าแรง ไม่มีสิทธิมีเสียงจะโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น ยิ่งเขียนก็ยิ่งอินกับเรื่องราว

“สงครามใดๆ ก็ไม่เคยมีผู้ชนะที่แท้จริง เพราะชัยชนะบนความสูญเสียมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับความพ่ายแพ้ในสงครามที่ตัวเองก่อขึ้นเท่านั้น”

ออกจากภาพแห่งอดีตแล้วรีบไปเช็คอินเข้าห้องพักกันซักทีดีกว่า ตอนนี้อยากอาบน้ำอาบท่าแล้วหาอะไรใส่ท้องบ้างแล้วล่ะ หิวจนท้องกิ่วเพราะแขวนท้องมาทั้งวันกับกาแฟสดแก้วเดียวจริงๆ ผมได้ห้องพักริมสุดของแพและดูเหมือนห้องข้างๆ จะไม่มีแขกมาเข้าพัก คาดว่าคืนนี้น่าจะไม่ต้องทนนอนฟังเสียงอู้อี้ๆ กุกกักๆ จนแพโยกเป็นจังหวะของข้างห้อง มันบาดใจคนโสดรู้บ้างไหมเนี่ยะ? หวังว่าคงจะได้นอนอย่างสบายใจฟังเสียงน้ำไหลใต้แพดังจ๊อกๆๆๆ คละเคล้ากับเสียงหรีดหริ่งเรไรที่พร้อมใจกันกรีดปีกบางสวยกลายเป็นเสียงเสนาะทอประสานกันเป็นบทเพลงบรรเลงแห่งธรรมชาติขับกล่อมให้นอนหลับปุ๋ยทั้งคืนเป็นแน่

ข่าวร้ายสำหรับผมคือเย็นนี้ที่พักไม่มีอาหารขายเพราะแม่ครัวไม่อยู่ แต่เหล้าเบียร์กับแกล้มง่ายๆ ยังพอมีสำหรับคนที่ชอบดื่มชอบฟังเพลงเบาๆ เคล้าสายน้ำ ส่วนผมมันคนไม่ดื่มเลยต้องพึ่งข้าวผัดกระเพราะของเซเว่นอีเลฟเว่นกับชาเขียวสองขวดและขนูกขนมอีกนิดหน่อยที่ซื้อติดมือเอาไว้ตอนก่อนเข้ามาเช็คอิน ก็พอช่วยให้อิ่มไปได้ตามสไตล์ลุยๆ กับตลอดค่ำคืนแห่งความสุขนี้

เที่ยวคนเดียวกันก็ดีอย่างนี้แหละ ไม่สิ้นเปลืองมาก ไม่ต้องกินมื้อใหญ่ ไม่ต้องห่วงว่าใครจะกินอะไรได้หรือไม่ จะไปที่ไหนก็ไปได้ตามใจ จะหยุดตรงไหนก็หยุดไม่ต้องถามความเห็นใคร จะถ่ายรูปตรงไหน นานแค่ไหนก็ไม่ต้องเกรงใจคนรอ นับข้อดีได้ห้าข้อแล้ว ผมก็ขอเชิญให้หันมาเที่ยวคนเดียวกันดีกว่า (ข้ออ้างของคนโสดต่างหากล่ะ .. ฮ่าๆๆ ..)


ค่ำคืนที่เดียวดายกับใต้พื้นน้ำที่เรียบสนิทราวกับแผ่นกระจก แต่ลึกๆ แล้วมันเหมือนซ่อนความเศร้าโศกเอาไว้ในเงามืดแห่งสงคราม ..

ค่ำคืนนี้ยังไม่ง่วงเท่าไหร่เลยออกมาเก็บภาพอยู่คนเดียวหน้าห้อง ไฟหรี่ๆ ดวงเดียวผสานกับภาพท้องน้ำเบื้องหน้ามันทำให้ จินตนาการกระเจิดกระเจิงเปิดเปิงนึกไปไกลถึงเรื่องลึกลับที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้แห่งสายน้ำ วิญญาณของคนที่ตายในสงครามอาจจะยังคงอยู่ที่ไหนสักแห่งใต้แม่น้ำแห่งสงครามสายนี้ แล้วจู่ๆ ก็ขนลุกซู่ขึ้นมาเฉยๆ เลิกถ่ายดีกว่า ผมนี่เผ่นเข้าห้องโดยพลันเลยครับ

กลับเข้ามานอนเล่นบนเตียงนุ่มๆ กับหมอนยวบๆ หยิบกล้องออกมาเปิดดูภาพที่ไปถ่ายเมื่อบ่ายนี้ ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวสักเท่าไหร่ ท้องฟ้าไม่สวยเอาซะจริงๆ เลยนะเนี่ยะ เห็นภาพแล้วนึกท้อใจหันไปหยิบเอาโทรศัพท์มานอนเล่นเปิดเฟซ เช็คไลน์ โพสโน่นนี่นั่นไปตามประสาคนบ้ากล้องดีกว่า พื้นที่บริเวณที่พักมีสัญญาณไว-ไฟฟรีให้เล่นเพลินๆ ซึ่งบางครั้งก็เร็วปรู๊ดปร๊าดแต่บางทีก็สะดุดหยุดบ้างตามความแรงของสัญญาณรบกวน แต่หากฉุกเฉินอะไรขึ้นมาสัญญาณสามจี-สี่จีของทุกผู้ให้บริการก็พร้อมให้คุณได้ผลาญโควต้าดาต้าของคุณได้ตลอดเวลาเช่นกัน ความรู้สึกสุดท้ายที่จำได้ผมเห็นนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนยี่สิบนาที แล้วประสาททุกส่วนของผมก็ดับวูบลง แน่นอนผมก็ยังคงนอนหลับคาโทรศัพท์ไปอีกคืนเหมือนเคย

วันนี้ตื่นมาสัมผัสกับความชุ่มชื้นในอากาศยามเช้าที่แสนสดชื่นของริมแม่น้ำ พอเปิดประตูห้องออกมาก็ต้องตกใจเพราะเห็นหนุ่มสาววัยรุ่นชาวต่างชาติผมทองมานั่งอยู่หน้าห้อง เก้าอี้พลาสติกมีพนักพิงเก่าคร่ำสีขาวหม่นตัวไม่ใหญ่ขนาดที่ก้นอวบๆ ของผมนั่งคนเดียวก็แทบจะรับน้ำหนักไม่ไหวอยู่แล้ว แต่นี่สาวสวยตัวเล็กนั่งบนตักชายหนุ่มบนเก้าอี้ตัวนั้นชวนให้แปลกใจว่ามันรับน้ำหนักของทั้งสองคนไหวได้อย่างไรกัน งงๆ ปนอึ้งทึ่งเสียวเล็กน้อย

แต่ก็ตามนิสัยคนไทยผมรีบส่งยิ้มสยามอย่างหวานหยาดเยิ้มไปให้ในทันที และรอยยิ้มที่ตอบกลับมาทำให้ผมได้พบเพื่อนใหม่ต่างวัยต่างวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นอีกสองคน เขาทั้งสองคนพักอยู่กับเพื่อนๆ อีกแพนึงติดกับแพที่ผมพักโดยที่เช่าเหมาแพกันเป็นกลุ่มใหญ่ราวๆ เกือบยี่สิบคน ตอนผมออกมาเดินเก็บภาพที่พักเพื่อจะเอามาประกอบบล็อคนี้ก็เห็นทั้งกลุ่มกำลังสรวญเสเฮฮาปาร์ตี้หน้าบวมตาปรือเหมือนดวดแอลกอฮอล์กันมาทั้งคืนไม่ยอมหลับยอมนอน แต่ตอนที่ผมเช็คเอ้าท์ก็เห็นเงียบหายเข้าห้องไปนอนกันหมดแล้ว


แนะนำที่พักกันสักหน่อย .. ไม่ได้ตั้งใจมาโฆษณาในบล็อคนะ โปรดดูจากภาพเอาเองแล้วกัน ..

 
บริเวณทานอาหารที่เมื่อเย็นวานแม่ครัวไม่อยู่ ทำเอาคนแรมทางอย่างผมเกือบแย่ .. / มีรถตู้ออกทุกชั่วโมงไปกรุงเทพฯ, ไปถนนข้าวสาร, ไปอนุสาวรีย์ชัยฯ, ไปหมอชิต, ไปสนามบินสุวรรณภูมิ, ไปอยุธยา, ไปหัวหิน, ไปชะอำ ใครจะไปเที่ยวต่อก็ใช้บริการได้สะดวกจริงๆ ..

  
แพทางซ้ายนั่นคือที่สองหนุ่มสาวและกลุ่มเพื่อนมาพักกันอยู่ครับ .. / ส่วนทางขวานั่นคือแพที่ผมพักเมื่อคืนนี้ .. / บันไดทางขวาคือทางขึ้นไปที่เค้าเตอร์เช็คอินและส่วนของร้านอาหาร

 
บนเทอร์เรซชั้นลอยของที่นี่ / มองลงไปก็เป็นลานกิจกรรมหากใครต้องการจะร้องรำทำเพลง แต่สงสัยจะหนวกหูคนที่มานอนชิลล์แบบผมเป็นแน่ ..


ห้องสุดท้ายริมแพที่เห็นหน้าต่างบานเกล็ดสองบานนั่นคือนิวาสถานของผมในค่ำคืนที่ผ่านมาครับ ..

วันนี้ผมเช็คเอ้าท์เร็วเพราะมีนัดกับรถไฟเที่ยวขึ้นขบวน 257 ธนบุรี-น้ำตก ที่จะมาถึงราวๆ สิบโมงสี่สิบ ซึ่งก็อาจจจะมีเลทบ้างไรบ้างกระฉึกกระฉักกันไปตามคอนเซ็ปของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่เน้นให้บริการแบบสโลว์ไลฟ์เพื่อที่จะให้ผู้โดยสารได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติสองข้างทางได้อย่างเต็มอิ่ม ผมไปเดินเล่นดูสินค้าที่ขายซึ่งแถวนั้นจะมีตลาดค้าพลอยอยู่ด้วย ส่วนของลานจอดรถก็กว้างขวางไม่มีการเก็บค่าจอดแต่ร้อนไป(ไม่)หน่อยนะ ของกินก็มีให้เลือกหลายร้านเดินเลือกเดินช็อปชมชิมกันได้ตามใจราคาไม่แพง

ถนนด้านเลียบแม่น้ำที่ผมขับผ่านเมื่อเย็นวาน วันนี้รถยังไม่หนาแน่นเท่าไหร่ ผู้คนก็ยังไม่ขวักไขว่ ผมอาศัยเดินเลียบๆ เลาะไปตามข้างๆ ตลาดค้าพลอย เพื่อไปยังสถานีรถไฟซึ่งจะมีศูนย์บัญชาการของนายสถานีเป็นตู้เล็กๆ ใกล้กับตำแหน่งของป้ายที่บอกตำแหน่งจอดของหัวขบวน แต่ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่ขายตั๋วเพราะเขาจะขายเป็นรอบๆ แค่ช่วงเวลาที่รถไฟแฟร์มองต์วิ่งข้ามสะพานไป-กลับแค่นั้น สนนราคาก็แค่คนละ 20 บาทเท่านั้น และใกล้ๆ กันก็จะมีป้ายบอกชัดเจนว่ารถไฟจะมาเวลาไหนบ้างจะได้ระมัดระวังตัว กะเผื่อเวลาให้ถูกต้องในการเดินข้ามสะพาน หากเดินข้ามทางรถไฟไปก็จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของตำรวจท่องเที่ยวตั้งอยู่เยื้องๆ กัน

 
ลานจอดรถบริเวณตลาดค้าพลอย .. / ขนูกขนมของกินของฝากใครสั่งก็จ่ายตังค์กันมั่งสิค๊าบบบบ ..


ตู้ขายตั๋วรถแฟร์มองต์ ตอนที่ผมไปถึงยังไม่เปิดขายครับ ..

 
ไม่ว่าจะเวลาไหน สะพานข้ามแม่น้ำแควก็ไม่เคยว่างเว้นจากผู้คน .. / ศูนย์อำนวยการของตำรวจท่องเที่ยว ..


เอามาให้ดูเพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการเดินทางไปเที่ยวสะพานข้ามแม่น้ำแคว ..

ใกล้เวลารถไฟมา คนก็จะมายืนเข้าแถวเรียงหน้ากระดานสองข้างรางเพื่อรอรับรถไฟกันมากขึ้น ไกด์ก็จะพาลูกทัวร์มายืนรอ คนที่จะขึ้นรถไฟที่สถานีนี้เพื่อไปยังสถานีถ้ำกระแซที่เป็นทางรถไฟเลียบหน้าผาและเลียบแม่น้ำแควอันเป็นสัญลักษณ์ของทางรถไฟสายนี้ หรือบางคนก็ไปลงที่สถานีน้ำตกที่เป็นสถานีปลายทางเพื่อจะไปเที่ยวน้ำตกไทรโยคน้อยที่อยู่ไม่ไกลจากสถานี แต่ผมแค่ต้องการจะถ่ายรูปรถไฟเท่านั้นเลยมายืนดักอยู่ตรงป้ายบอกตำแหน่งจอดของหัวรถจักรเพื่อจะเก็บภาพสักสิบ-ยี่สิบภาพก็พอ


ขบวน 257กำลังเข้าเทียบชานชาลาสถานี ..

 
วันนี้หัวรถจักรหมายเลข 4031 ทำขบวนมาจากสถานีธนบุรีครับ .. / ส่งเสบียงก่อนที่ขบวนรถจะออกเดินทางต่อในอีกสองนาที

ได้เวลารถไฟมาผมเก็บภาพได้บางส่วน แล้วเดินอ้อมด้านหน้าหัวรถจักรเพื่อเก็บภาพอีกมุม แต่ …..

มีกลุ่มคนถือกล้อง (ขอเรียกว่ากลุ่มคนถือกล้องก็แล้วกันนะ ไม่อยากเรียกว่าช่างภาพหรือคนรักการถ่ายภาพเพราะช่างภาพจะมีมารยาทมากกว่ากลุ่มคนถือกล้อง) คนกลุ่มนี้จะไม่สนใจใคร พอได้สะพายกล้องก็จะทึกทักเอาว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษที่จะได้เข้าไปถ่ายรูปตรงไหนก็ได้ไม่ต้องเกรงใจใคร แล้วก็จะยึดพื้นที่ตรงนั้นไม่ยอมแบ่งปันให้ใครมาถ่ายบ้าง โดยถ่ายเสร็จก็จะเรียกพวกตัวเองมาถ่ายอีกจนกว่าจะพอใจ พวกคุณเธอที่มาด้วยก็โพสท่าโน้นท่านี้ท่านั้นแต่ละนางไม่น้อยกว่าสิบแอ็ค ไม่สนใจว่าใครเค้าจะถ่ายอยู่ก่อนหรือเปล่า? หรือมีคนที่เค้ารอจะถ่ายมุมนั้นอยู่อีกหรือไม่?


ฝรั่งยืนงงทำไมคนไทยไม่รอคิว .. คนไทยอย่างผมเลยไม่รู้จะอธิบายให้ฝรั่งเข้าใจได้ยังไงเหมือนกัน .. เฮ่ออออออ ..

 
ไปถ่ายล้อเหล็กแทนก่อนก็ได้ฟร๊ะ .. / ขบวน 257 จากสถานีธนบุรีไปสุดปลายทางที่สถานีน้ำตก

  
ปู๊นๆๆ .. เจ้าดีเซลไฟฟ้า GE4031 กำลังเร่งเครื่องดังสนั่นหวั่นไหวเพื่อปล่อยม้า 1,000 ตัวที่รอบเครื่องยนต์ 5,400 รอบออกมาพาขบวนรถไฟสายน้ำตกออกเดินทางต่อไป

 
บินข้ามมากว่าครึ่งโลกเพื่อเก็บภาพประทับใจของการที่ได้นั่งรถไฟข้ามสะพานแห่งประวัติศาสตร์ .. / ไปแล้วสินะ .. เจ้าขบวนรถไฟสายน้ำตกที่พาผู้โดยสารเข้าสู่อดีตอีกครั้งกับเส้นทางรถไฟสายมรณะ

ถ้ามันเป็นอะไรที่เป็นป่าเขาน้ำตกทะเลหรืออะไรที่มันอยู่ตรงนั้นตลอดก็พอทำเนา แต่นี่มันหัวรถจักรที่มีเวลาจอดอยู่ที่สถานีนี้แค่สองนาที ซึ่งถ้าพลาดขบวนนี้ไปอาจต้องรออีกนานเป็นชั่วโมงๆ ผมเองก็ยืนถ่ายอยู่ก่อนที่คนกลุ่มนี้จะมา ขยับหามุมหาแสงเรียบร้อยกำลังจะกดชัตเตอร์ เหล่าคุณเธอก็เดินทะเล่อทะล่าเข้ามายืนกลางเฟรมไม่ได้ดูว่าผมและชาวต่างชาติอีกกลุ่มกำลังถ่ายหัวรถจักรกันอยู่ แล้วยังมีหน้ามาโบกมือเรียกเพื่อนๆ เข้ามายืนกันสลอนให้เต็มหน้าหัวรถจักร จนแหม่มฝรั่งหันมาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดบวกกับส่งสายตาสงสัยไปที่พวกเธอ แต่พวกคุณเธอก็ไม่ได้สะทกสะท้านกับการกระทำที่ไร้มารยาทของพวกเธอแม้แต่น้อย

ส่วนผมเองก็ไม่ได้ว่าอะไรคิดว่าคนไทยด้วยกันเดี๋ยวถ่ายเสร็จแล้วพวกเค้าก็คงจะไป ผมขอเวลาสักยี่สิบวินาทีก็พอเพราะผมวัดแสงเลือกมุมเอาไว้แล้วแค่กดชัตเตอร์ไม่รบกวนเวลาของคนอื่นมากหรอก แต่นี่พวกคุณเธอไม่ยอมออกจากตำแหน่งหน้าหัวรถจักรสักที เวลาก็กำลังจะหมดรถก็กำลังจะออก เสียงหวูดดังขึ้นแล้วแต่คนที่ถือกล้องก็ยังคงยืนขวางมุมอยู่ไม่มีทีท่าว่าจะหลบออกไปบ้างแต่อย่างใด อีกทั้งโบกมือเรียกเพื่อนที่กำลังยกขวดเบียร์กระดกน้ำเมาลงคอเดินเป๋ไปเป๋มาให้มาเข้าเฟรม จนผมต้องเดินไปสะกิดให้ขยับนิดนึงเพื่อที่ผมและชาวต่างชาติอีกกลุ่มจะได้ถ่ายบ้าง พวกก็ขยับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนแล้วทำท่าจะมาเอาเรื่องผมซะอีก ดีที่ผมยืนรวมกลุ่มกับชาวต่างชาติและพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นไม่เช่นนั้นคงได้เกิดเหตุการณ์ร้ายๆ กันเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้ผมถึงไม่ขอเรียกเค้าว่าช่างภาพหรือคนรักการถ่ายรูป เพราะพฤติกรรมแบบนี้มันก็เป็นได้แค่ลิงถือกล้องที่หลงคิดว่าตัวเองเป็นช่างภาพเท่านั้น


ข้ามสะพานไปแล้ว ..  เจอกันใหม่ในโอกาสหน้านะ ..

“การที่คุณซื้อกล้องไม่ได้ทำให้คุณเป็นช่างภาพ แต่มันทำให้คุณเป็นแค่เจ้าของกล้องเท่านั้น” (ปราชญ์ท่านหนึ่งได้กล่าวเอาไว้)

เสียอารมณ์กับคนพวกนี้ไปหลายเลเวลเลยไปหาอะไรกินดีกว่า แวะกินข้าวที่ตลาดแล้วเปลี่ยนแผนไปเดินไว้อาลัยให้กลุ่มคนถือกล้องเหล่านั้นที่สุสานฝรั่งน่าจะดี เผื่อจิตสำนึกดีๆ จะได้เกิดมีขึ้นในความรู้สึกตรงส่วนลึกในจิตใจของพวกเค้าเหล่านั้นกันบ้างไม่มากก็น้อย


สุสานทหารสัมพันธมิตร หรือที่รู้จักกันในชื่อสุสานฝรั่งหรือป่าช้าอังกฤษของคนเมืองกาญจน์นั่นเอง ..

สุสานทหารสัมพันธมิตร (ดอนรัก) หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Kanchanaburi War Cemetery หรือที่ชาวเมืองกาญจน์เรียกว่า “ป่าช้าอังกฤษ” หรือ “สุสานฝรั่ง” (แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีแต่ทหารอังกฤษหรอกนะครับ เพราะในสุสานมีทั้งทหารอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมทั้งเนเธอร์แลนด์อีกด้วย) เป็นสุสานขนาดใหญ่มีพื้นที่ราว 17 ไร่ บนพื้นที่ที่ชาวบ้านได้อุทิศให้เป็นสถานที่บรรจุศพทหารเชลยศึกบางส่วนที่เสียชีวิตในระหว่างการสร้างทางรถไฟจากกาญจนบุรีไปถึงพม่า สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงผู้ที่สูญเสียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรักตั้งอยู่บนถนนแสงชูโต อำเภอเมือง เยื้องๆ กับสถานีรถไฟกาญจนบุรี ได้บรรจุศพเชลยศึกชาวต่างชาติที่เสียชีวิตถึง 6,982 หลุม โดยเชลยศึก 300 คนที่เสียชีวิตด้วยอหิวาตกโรคและฝังไว้ที่ค่ายนิเกะ (ประมาณ 15 กิโลเมตรก่อนถึงด่านเจดีย์สามองค์) ส่วนที่เหลือได้จากหลุมฝังศพเชลยศึกตามค่ายต่างๆและยังมีสุสานช่องไก่ ซึ่งรัฐบาลไทยและฝ่ายสัมพันธมิตรได้ตกลงกันเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2497 เพื่อสร้างสุสานสองแห่งนี้ขึ้น

พื้นที่ในสุสานจัดแต่งแบบโล่งกว้าง เป็นพื้นสนามหญ้า ปลูกต้นไม้และดอกไม้ประดับโดยรอบ บริเวณพื้นที่ภายในได้รับการตกแต่งไว้อย่างเป็นระเบียบสวยงาม บรรยากาศในสุสานเงียบสงบและร่มรื่น เหนือหลุมฝังศพทุกหลุมมีแผ่นทองเหลืองจารึก ชื่อ อายุและประเทศของผู้เสียชีวิต บรรทัดสุดท้ายเป็นคำไว้อาลัยที่โศกเศร้า สถานที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างสวยงามสะอาดตา ผู้เข้ามาเยี่ยมชมหรือต้องการแสดงความไว้อาลัยสามารถเดินชมในบริเวณทางเดินระหว่างหลุมศพได้ และทุกปีจะมีวันที่รำลึกถึงผู้เสียชีวิตเฉพาะของคนชาติต่างๆได้แก่

  • วัน Anzac Day 25 เมษายน ของชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
  • วัน Armistice Day 5 พฤษภาคม ของชาวเนเธอร์แลนด์
  • วัน Remembrance Day 11 พฤศจิกายน ของชาวอังกฤษ


เด็กหนุ่ม 6,982 คนบินมาทอดกายหลับอย่างสงบอยู่ใต้พื้นดินแห่งสยามประเทศ ..

 
Rest in Place  .. Amen .. / เงียบสงบ ร่มรื่น สวยงามสมกับเป็นที่พักผ่อนตลอดไปของเหล่าทหารกล้า ..

และภายในบริเวณสุสานยังมีอาคารพิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย - พม่า เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 9.00 - 17.00 น. โดยเสียค่าเข้าชม 120 บาทและห้ามถ่ายภาพภายในพิพิธภัณฑ์ สำหรับการเดินทางมาเยี่ยมชมสุสานฝรั่งแห่งนี้เราสามารถใช้เส้นทางจากถนนแสงชูโต (ทางหลวงหมายเลข 323) วิ่งเข้าสู่ตัวเมืองกาญจนบุรี ตรงผ่านสี่แยกในตัวเมืองกาญจน์ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ผ่านวัดถาวรวราราม (วัดญวน) จากนั้นก็จะเห็นสุสานสัมพันธมิตรอยู่ทางซ้ายมือถัดจากวัด หรือเยื้องๆ กับสถานีรถไฟกาญจนบุรี

 
คำไว้อาลัยสำหรับการเสียสละของทหารที่ร่วมสร้างทางรถไฟสายมรณะเส้นนี้ .. / คำจารึกจากประชาชนชาวไทยที่ร่วมกันอุทิศให้เป็นสถานที่พักผ่อนตลอดกาล


ญาติพี่น้องอันเป็นที่รักจะยังคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป ..

 
แผ่นทองเหลืองระบุชื่อ อายุ ชั้นยศและประเทศของเหล่าทหารหาญแต่ละนาย ..

  
ดอกไม้สวยที่ไม่เคยร่วงโรย .. เป็นดั่งความเสียสละที่ไม่เคยถูกลืม .. / ประตูทางเข้าสุสาน .. / ทางเดินระหว่างหลุมศพที่ให้ผู้เยี่ยมชมเข้าถึงญาติพี่น้องของตัวเองได้อย่างใกล้ชิด ..

เรามาลองอ่านประวัติย่อๆ ของสุสานแห่งนี้กันครับ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงเมื่อ พ.ศ. 2488 ฝ่ายสัมพันธมิตรผู้ชนะสงครามได้ดำเนินการจัดสร้างอนุสรณ์สถานแด่ผู้เสียชีวิตขึ้นหลายแห่งในทวีปเอเชียซึ่งเป็นสมรภูมิสำคัญนั้นมีอนุสรณ์สถานตั้งอยู่ในหลายประเทศคือ ในประเทศไทย 2 แห่ง, พม่า 3 แห่ง, อินเดีย 6 แห่ง, บังกลาเทศ 5 แห่ง, ปากีสถานและศรีลังกาอย่างละ 2 แห่ง นอกจากนี้ที่กาญจนบุรียังมีอนุสรณ์สถานที่สร้างโดยทหารญี่ปุ่นเพื่อคารวะแด่ดวงวิญญาณผู้เสียชีวิตในระหว่างสงครามคือ "อนุสาวรีย์ไทยานุสรณ์” ส่วนกรรมกรชาวเอเชียอีกจำนวนมากที่เสียชีวิตไปโดยไม่มีผู้ใดจดบันทึกไว้นั้น มีการสร้างอนุสาวรีย์กรรมกรและทหารนิรนามไว้ที่ป่าช้าวัดญวน และโครงกระดูกอีกส่วนหนึ่งของพวกเขาตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 (เอิ่มมม .. ประวัติย่อจริงๆ แฮะ สรุปได้ในหกบรรทัด .. ฮ่าๆๆ)

ต้องขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kanchanaburi.com และ https://th.wikipedia.org นะครับ


ป้ายคำระลึกในแบบสามภาษา ..

 
ทางเข้าที่จะมีรถทัวร์ รถตู้รวมไปถึงรถส่วนตัวจอดกันเต็มแน่นอยู่ด้านหน้า .. / บรรยากาศร่มรื่นดี มีเด็กๆ มาวิ่งเล่นด้วย ..

  
ชื่ออย่างเป็นทางการครับ .. / แนวหลุมศพทั้งสองด้านถูกจัดแบ่งเป็นช่องทางเดินอย่างเป็นระเบียบ .. / สะดวกสบายสำหรับผู้ที่ใช้วีลแชร์เพราะมีช่องทางเข้าพิเศษแยกต่างหากด้วย

ย่างเข้าช่วงบ่ายแก่ๆ แดดเริ่มจะร่มลมเริ่มจะตก ตัวผมคงได้เวลาอันสมควรที่จะโบกมือลาเมืองกาญจน์เพื่อมุ่งหน้ากลับสู่บ้านในเมืองกรุงที่ต้องกลับมาเผชิญชีวิตที่ยุ่งๆ วุ่นวายอีกครั้ง หลังจากได้ไปชาร์จพลังแบบชิลล์ๆ กับเมืองชายแดนตะวันตกที่ได้พกเอาสาระความรู้กลับมาจนแน่นกระเป๋าที่เต็มปรี่ไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์และความโหดร้ายของสงคราม ที่จะคอยเฝ้าเตือนใจมนุษย์ทุกเชื้อชาติทุกหมู่ทุกเหล่าให้ตระหนักถึงบาดแผลแห่งความสูญเสียที่สงครามได้ทิ้งเอาไว้เป็นอนุสรณ์แก่มวลมนุษยชาติ

ร่ำลาด้วยอาลัยแก่หทารหาญทุกนายที่พลีกายถวายชีวีสร้างวีรกรรมเพื่อปกป้องสันติภาพให้มวลมนุษย์บนโลกใบนี้ได้อยู่อย่างมีอิสระและเสรีภาพตราบจนกาลปัจจุบัน

ชมภาพของทริปนี้ คลิ๊ก

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2558 เวลา 01:00 น.

โดย tombass

 

กลับไปที่ www.oknation.net