วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องสั้นวันอาทิตย์ ตอน ห่วงแม่แน่นะ


ห่วงแม่แน่นะ

โดย สมตา

ผมมองดูสองแม่ลูกตรงหน้าอย่างชื่นชม แม่เฒ่าอายุเฉียดแปดสิบนอนอยูบนเก้าอี้ทำฟัน ส่วนลูกชายนั่งอยู่ข้างๆ จับมือแม่บีบปล่อยๆบีบเป็นระยะ แม่เฒ่านั้นพูดภาษาไทยไม่ได้จึงได้แต่ใช้สายตาฟ้าฟางมองหมอกับลูกสลับกันไปมาขณะเราสองคนคุยกัน

“ขอบคุณมากครับหมอ”

ลูกชายกล่าวในที่สุด หลังจากที่ผมอธิบายว่าไม่ควรทำฟันปลอมทั้งปากให้แม่ใหม่ คนที่เป็นโรคพาร์กินสัน ต่อให้เปลี่ยนฟันปลอมใหม่ก็เคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียดอยู่ดี เอาเงินที่จะจ่ายค่าทำฟันไปซื้อเครื่องปั่นอาหารมาทำอาหารประเภทโจ๊กให้แม่ทานจะดีกว่า

“ไม่เป็นไรครับ”

ผมตอบขณะกดปุ่มให้เก้าอี้ทำฟันค่อยๆปรับตำแหน่งเป็นเก้าอี้นั่ง  ชายวัยกลางคนจึงค่อยๆประคองหญิงชราให้ลุก แล้วสองแม่ลูกก็ค่อยๆก้าวกันช้าๆผ่านประตูห้องทำงานผม

ผมหยิบบัตรประวัติคนไข้คนใหม่ที่จะก้าวผ่านประตูนั้นเข้ามาเป็นคนต่อไป พอเห็นชื่อคนไข้ ผมก็ถึงกับยิ้มน้อยๆ

ป้ามะลิ

คนแก่อีกแล้ว

ผมนึก

ผมมักมีคนไข้เป็นคนแก่โดยเฉพาะผู้หญิง คงเป็นเพราะผมชอบชวนคนแก่คุย ชอบฟังประสบการณ์ของคนที่ผ่านชีวิตมามาก ประสบการณ์เหล่านั้นเหมือนเป็นตำราเรียนที่ผมไม่ต้องเสียเวลาเปิดอ่าน

“แม่แกชอบคุยกับหมอ บางทีก็บ่น ทำไมฟันไม่เป็นอะไรซักที จะได้มาหาหมอ “

เสียงคุณหน่อย ลูกสาวคนหนึ่งของป้ามะลิดังขึ้นในความคิดทันที ป้ามะลิมีลูกสามคน คุณหนุ่ม คุณหน่อย คุณน้อย ครอบครัวนี้เป็นคนไข้ผมทั้งหมด คุณหนุ่มไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องฟัน ผมแนะนำว่าให้เช็คฟันตามปกติคือหกเดือนครั้ง ส่วนคุณหน่อยกับคุณน้อยนั้นยิ่งไม่มีปัญหา พวกเธอดูแลตัวเองดีจนผมบอกว่าถ้าไม่มีอะไร สักสองปีค่อยเช็คสักทีก็ได้

ป้ามะลิเองก็ไม่มีปัญหานัก นอกจากฟันปลอมที่ใส่ค่อยๆหลวมไปเพราะการใช้งาน ผมก็แค่ดัดตะขอให้ก็กลับไปใช้งานได้ดีอย่างเก่า

“สวัสดีค่ะคุณหมอ”

เสียงป้ามะลิและคุณน้อยดังขึ้นพร้อมๆกัน การมาของป้ามะลิครั้งนี้ดูแปลกไปเพราะคราวนี้คุณน้อยพยุงป้ามะลิเข้ามาหาผม ป้าไม่ได้เดินเข้ามาในห้องทำฟันเองเหมือนครั้งก่อนๆ

คงเป็นเพราะน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

“สวัสดีครับ เชิญครับป้า”

ผมยกมือไหว้ รีบเข้าไปช่วยคุณน้อยประคองป้าให้นั่ง หลังจากนั้นจึงกดปุ่มเก้าอี้ทำฟันให้เปลี่ยนตำแหน่งเป็นเก้าอี้นอน คุณน้อยนั้นพอเห็นแม่นอนลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ขอตัวไปหยิบขนมถุงใหญ่ที่ยังวางทิ้งไว้บนโซฟารับแขกด้านหน้าคลินิกที่เธอกับป้ามะลิช่วยกันทำมาส่งให้    ผมรีบขอบคุณยกใหญ่

ขนมที่ครอบครัวนี้ทำอร่อยไม่เป็นรองใคร ขนาดคนอยู่จังหวัดไกลๆยังชอบโทรสั่งแล้วขับรถข้ามจังหวัดมารับของด้วยตนเอง

ผมเดาว่าตะขอฟันปลอมป้าคงหลวมตามเคย แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมจึงนั่งคุยกับป้า กับคุณน้อยไป สลับกับการหลบออกไปห้องทำงานอีกห้องเพื่อใช้คีมดัดตะขอไป พอดัดเสร็จก็เอาฟันปลอมมาลองในปาก ลองอยู่แค่สองครั้งก็เรียบร้อย

ในระหว่างการคุย ผมจึงรู้ว่าช่วงนี้คุณน้อยค่อนข้างอึดอัดใจ เพราะระยะหลังๆนี้ข้อเท้าป้าเริ่มมีปัญหาจนทำให้เดินเหินได้ลำบากขึ้น ประกอบกับความที่ป้าเป็นคนขยันมาตลอดชีวิต ถึงเวลานี้จะเดินเหินไม่คล่องแต่ป้าก็ยังขยันอยู่ เลยมักเดินจับโน่นจับนี่ในบ้านเหมือนเดิมโดยเฉพาะต้นไม้ที่สนามหน้าบ้าน ป้าต้องดูแลต้นไม้เหล่านั้นเอง   ถึงคุณน้อยจะรดน้ำให้แล้ว ป้าก็ต้องเดินมาทำเองอีกทีอยู่ดี

“ก็แค่ลากสายยางฉีดไป ก็ไม่ยากเย็นอะไร จะให้นั่งเฉยๆได้ยังไง มันก็อึดอัดตาย ใช่มั๊ยหมอ”

ป้ามะลิบอกกับผม

“หนูก็กลัวว่าแม่แกจะล้มไปค่ะ”

คุณน้อยเอ่ยเป็นเชิงฟ้องเรื่องเหตุการณ์ในบ้าน เธอรู้ว่าป้ามะลิมักฟังความเห็นผมเสมอ

คุณน้อยเป็นน้องที่พี่ๆขอให้อยู่บ้านดูแลแม่มาตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ตอนนั้นแม่บ้านลาออก พี่ๆก็เห็นว่าคุณน้อยยังหางานทำไม่ได้เลยบอกเธอว่าไม่ต้องไปหางานทำที่ไหน อยู่เป็นเพื่อนแม่ที่บ้านนี่แหละ พี่ๆขอเอาค่าจ้างที่เคยจ่ายให้แม่บ้านมาเป็นค่าขนมให้คุณน้อยแทน คุณน้อยนั้นรักแม่มากอยู่แล้วจึงไม่ปฏิเสธ แม้จะรู้ว่าความสุขความรื่นเริงตามประสาคนอยู่ในวัยสาวจะหายไปเพราะต้องอยู่เพียงในบ้าน แต่เธอก็ไม่รู้สึกว่าอึดอัด เพราะเธอมีความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่ามาทดแทน

นั่นคือความสุขที่ได้ตอบแทนพระคุณแม่ ได้แบ่งเบางานของแม่ หลังจากที่เห็นแม่ทนลำบากเพื่อลูกๆมาหลายปี

“แล้วป้าใช้ไม้เท้าช่วยพยุงหรือเปล่าครับ”

ผมถาม

“ใช้ซีหมอ ไม่งั้นมันเดินไม่คล่อง”

ป้ามะลิตอบเสียงสูง ฟังเสียงแล้วผมรู้เลยว่ายังไงป้าก็อยากทำทุกอย่างที่เคยทำด้วยตนเองอยู่ดี

“งั้นป้าคุมน้ำหนักอย่าให้ขึ้น ลดน้ำตาลในอาหารลงหรือจะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นสารให้ความหวานแทนก็ได้ครับ งานอะไรที่ย้ายมาทำที่เดียวกันบนโต๊ะได้ก็ย้ายมาน่าจะดีกว่านะครับ จะได้ไม่ต้องเดินทั่วบ้าน ส่วนงานไหนที่พอจะแบ่งให้คุณน้อยได้ก็แบ่งไป หรือถ้าป้าอยากทำเองก็เวลาจะทำก็เรียกคุณน้อยช่วยให้มาช่วย มาอยู่ใกล้ๆก็แล้วกันนะครับ”

ผมหันไปมองถุงขนม แล้วก็นึกขึ้นได้ถึงอีกเหตุที่ป้ามะลิชอบทำขนม คุณน้อยเคยเล่าให้ฟังนานมาแล้ว

“ส่วนขนม ป้าทำให้น้อยลงหน่อยก็ได้ครับ เพราะป้าไม่เหมือนคุณน้อย คุณน้อยน่ะพอเธอช่วยป้าทำขนมมากๆแล้วเธอเอียน ทานขนมไม่ลง แต่ป้ากลับชอบ มีขนมอยู่ใกล้มือ จะกินเมื่อไหร่ก็ได้ ขนมป้าอร่อยมาก ผมก็ติดใจอยากกินบ่อยๆ แต่สุขภาพป้ากับสุขภาพจิตคุณน้อยสำคัญกว่าความอยากกินของอร่อยของผมนะครับ”

ผมเสนอความเห็นให้ป้าลดกิจกรรมลง เพราะรู้ดีว่าหญิงที่ลำบากเลี้ยงตัวและลูกมาตั้งแต่ยังสาว ทำงานจนเป็นนิสัย จะให้นั่งเฉยๆ เป็นทำไม่ได้แน่

“ป้าต้องเห็นใจลูกด้วยนะครับ เผื่อป้าทำโน่นทำนี่แล้วเผลอล้มไป คุณน้อยเธอจะรับได้ไหมครับที่อุตส่าห์ตั้งใจดูแลแม่ขนาดนี้ยังปล่อยให้แม่ล้มได้”

และพยายามหาทางที่จะทำให้ความขยันและความรัก ความเห็นใจลูกของป้า มาพบกันตรงกลาง

“เธอเป็นลูกกตัญญู  ถ้าป้าล้มแล้วเป็นอะไรไป เธอคงเสียใจมากนะครับ แถมยังอาจเสียใจซ้ำเพราะถูกพี่ๆตำหนิเธออีกก็ได้ ดีไม่ดี ลูกๆจะผิดใจกันไปเลยก็ได้นะครับ”

สักพัก

“เออนะ”

ป้ามะลิก็พยักหน้า

“ ป้าก็ลืมคิดถึงตรงนี้ไป”

ขณะพูด

คุณน้อยยิ้มออกขณะได้ยินคำนั้น

หลังจากที่แก้ไขปัญหาทั้งเรื่องฟันของป้าและใจป้าเรียบร้อยแล้ว ผมก็ขอตรวจฟันให้คุณน้อย อันที่จริงผมไม่ต้องตรวจให้เธอก็ได้ แต่ผมมีบางอย่างที่อยากคุยกับเธอตามลำพังมากกว่า คุณน้อยคงเข้าใจวัตถุประสงค์ของผม จึงประคองแม่ พาไปนั่งรอที่โซฟารับแขกก่อนจะกลับเข้ามาหาผมในห้องทำงาน

ไหนๆคนไข้ก็อยู่ในห้องแล้ว ก็ตรวจดูเสียหน่อย

ไม่มีอะไรผิดปกติจริงๆ พอตรวจฟันให้เธอเสร็จ ผมก็ปรับเก้าอี้ให้เธอได้นั่งคุยกับผมสบายๆ

“คุณน้อยคอยดูแม่อย่างนี้ถูกแล้วครับ แม่ใครใครก็รัก ก็อยากดูแล ก็แม่เรามีคนเดียว ไม่ดูแลได้ยังไง”

ผมเริ่มต้นสนทนาด้วยการเอ่ยถึงความดีที่เธอทำมาตลอดชีวิต

คุณน้อยยิ้มเมื่อมีผู้รับรู้ถึงสิ่งดีๆที่เธอทำ

“แต่แม่แกดื้อค่ะ น้อยก็กลัวแกจะล้มไป เดี๋ยวนี้น้อยเลยเหนื่อยมากขึ้น ทั้งทำงานบ้าน ทั้งคอยวิ่งห้ามแก บอกให้นั่งเฉยๆบ้างก็ไม่ยอม”

ก่อนจะพูดเชิงเล่าเชิงฟ้องกับผม

“คุณน้อยครับ ผมรู้ว่าคุณน้อยมีความสุขที่ได้ดูแลแม่ เป็นผม ผมก็มีความสุขครับที่ได้ทำหน้าที่ลูกอย่างดี อย่างที่ลูกหลายๆคนยังทำไม่ได้ แต่คุณน้อยครับ ใจเราทุกคนต้องมีความสุขครับ เราถึงจะมีชีวิตรอด ถึงจะเป็นอยู่ในโลกนี้ได้ คุณน้อยคงอาจจะเคยได้ยินคำพูดว่าตรอมใจตาย ที่เค้าตายอย่างนั้นก็เพราะเค้าทนทุกข์ใจมาเป็นเวลานานๆ   ใจคนเรานะครับพอทุกข์นานๆเข้าก็ทนไม่ไหวแถมยังส่งผลมาถึงกายด้วย   ในที่สุด ทั้งกายทั้งใจก็ไปไม่รอด   ก็คุณน้อยเคยได้ยินว่ามีใจเพลินใจตายมั๊ยล่ะครับ”

คุณน้อยเผลอหัวเราะ

“ไม่เคยค่ะ”

“ใช่ครับ ยกเว้นประเภทตื่นเต้นจัด ถูกหวยแล้วตื่นเต้น ดีใจจนช็อคตายน่ะเคยมี   แต่คนที่มีความสุขหล่อเลี้ยงใจอยู่เรื่อยๆ มีความสุขตลอดเวลาแล้วเพลิดเพลินในความสุขจนตายน่ะ ผมยังไม่เคยเห็นนะครับ”

คุณน้อยพยักหน้า

“ใจคนเราต้องมีสุขหล่อเลี้ยง”

ผมย้ำคำพูดเดิม

“แต่ต้องเป็นสุขจากความชอบธรรม จากการเข้าใจสภาวะ จึงจะเป็นสุขที่ดีเพราะไม่กลายเป็นทุกข์ ไม่มีโทษตามมาภายหลัง”

ก่อนจะอธิบายความหมายของความสุขที่ผมหมายถึง ว่าผมไม่ได้หมายถึงสุขที่ได้มาจากการเบียดเบียนคนอื่น

“แม่คุณน้อยมีความสุขกับการทำงาน ถ้าคุณน้อยไม่ให้แกทำในสิ่งที่แกชอบ ถ้าใจแกไม่สุขแล้วชีวิตแกจะเป็นยังไง แกจะอยู่ยังไงล่ะครับ”

น้ำเสียงผมเริ่มเครียดขึ้น คุณน้อยคงรู้สึกได้ จึงฟังผมอย่างตั้งใจ

“อีกอย่าง ที่คุณน้อยดูแลแม่ ไม่อยากให้แม่เป็นอะไรไป ส่วนหนึ่งก็เพราะความรักความกตัญญูที่มีต่อแม่ แต่ผมว่ายังมีอีกเหตุผลหนึ่งแฝงอยู่ด้วยคือความรักตัวเองกระมังครับ   เพราะความรักตัวเอง คุณน้อยมีความสุขที่ได้ดูแลแม่ เลยกลัวว่าว่าถ้าแม่เป็นอะไรไปแล้ว ตัวเองจะสูญเสียความสุข จะสูญเสียความภูมิใจในตัวเอง สูญเสียความภูมิใจในการเป็นลูกที่ดีไป จะตำหนิตัวเองที่ไม่ทำในสิ่งที่คิดว่าทำได้ให้ดีที่สุด จะกลัวว่าจะถูกพี่ๆตำหนิซ้ำ และกลัวว่าตัวเองจะต้องลำบากมากขึ้นไปอีก  เพราะต้องดูแลแม่ที่อาจบาดเจ็บจนช่วยตนเองไม่ได้เลย เป็นการเพิ่มภาระขึ้นอีก  ใช่ไหมครับ?”

คุณน้อยอึ้ง

เธอถึงกับครุ่นคิด

“คุณน้อยต้องยอมให้แม่มีความสุขในแบบของแม่ในขณะที่คุณน้อยก็สุขได้ด้วย   ต้องปล่อยแกบ้างนะครับ”

ผมพยายามชี้แจงให้คุณน้อยเห็นวิธีที่จะทำให้ทั้งแม่และลูกมีความสุขด้วยกันได้

“ส่วนป้ามะลิน่ะ  ฟังจากที่แกตอบผมเมื่อกี้ ผมว่าแกก็คงจะเห็นใจคุณน้อย คงไม่ดึงดันจะทำอะไรเองทั้งหมดอีกต่อไป แกคงจะค่อยลดสิ่งที่เคยทำลงไปหน่อยแล้วล่ะครับ”

ผมแจง ทั้งสิ่งที่เห็นด้วยตา สัมผัสได้ด้วยใจ และเหตุกับผล จากนั้นก็ปล่อยให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสักพัก

ในที่สุด ความเงียบก็ถูกทำลาย

“ใช่ค่ะ”

หลังจากที่อีกฝ่ายเข้าใจสิ่งที่ผมชี้ให้เห็น

“น้อยกลัวว่าเดี๋ยวตัวเองจะเสียใจ แล้วก็กลัวว่าตัวเองจะยิ่งเหนื่อยมากขึ้นด้วย เพราะตอนนี้ น้อยก็ไม่ใช่สาวๆแล้ว”

ผมพยักหน้า น่าเห็นใจ ผู้หญิงวัยกลางคน มักมีเรื่องให้คำนึงถึงมากมาย

“เป็นอย่างที่หมอว่าค่ะ น้อยกับแม่ต้องเจอกันตรงกลาง ไม่งั้นเราก็ต้องทะเลาะกันทุกวันอยู่อย่างนี้”

“แล้วเราจะอยู่ไม่สุขครับ เรื่องอะไรจะยอมให้ความรักกลายเป็นเหตุที่ทำให้เราทะเลาะกับคนที่เรารักล่ะครับ”

ผมถามเชิงสรุป

คุณน้อยคงเห็นด้วย

สักพัก เธอจึงหันไปมองถุงขนม

“งั้น”

ก่อนจะหันกลับมาพูดกับผมยิ้มๆ

“หมอก็ต้องอดทานขนมไปอีกนานเลยนะคะ”.

ผมพยักหน้า

“ไม่เป็นไรครับ”

รับคำคุณน้อยอย่างมีความสุข

“ดีแล้วละครับ”

สุขที่ได้เห็นการคลี่คลายของปัญหา

ก็…

สุขเพราะความอร่อยลิ้น หรือจะสู้สุขที่ได้เห็นผู้ที่เป็นเหมือนญาติมีความสุขได้ล่ะนะ

 

 

 

โดย สมชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net