วันที่ อังคาร กันยายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เปิดเบื้องหลังขบวนการค้ามนุษย์ โรฮีนจา-อุยกูร์


 

เบื้องหลังขบวนการค้ามนุษย์ "โรฮีนจา"

ขบวนการการก่อการร้าย แยกเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ การค้าอาวุธ หรือการปลอมแปลงเอกสารการเดินทางปลอม การฟอกเงิน หรือแม้แต่บ่อนการพนัน

เพราะพวกหลังนี้อุดมการณ์คนละแบบกับกลุ่มก่อการร้าย ไม่ได้มีเป้าหมายทางการเมืองใดๆ นอกจากความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจจากธุรกิจผิดกฎหมาย และเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศ

เบื้องหลังของขบวนการค้ามนุษย์ กรณีโรฮีนจา ล้วนเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา เพราะทำกันอย่างเป็นระบบ มีผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ระหว่างทางมีผลประโยชน์มหาศาลเป็นเดิมพัน

จากการที่มีการเปิดเผยค้นพบแคมป์พักชั่วคราวของขบวนการค้ามนุษย์บนเทือกเขาแก้ว ที่ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา อ.รัตภูมิ หลายพื้นที่ในจังหวัดสงขลา ซึ่งถูกสร้างขึ้นในลักษณะเกือบถาวรและรอบบริเวณยังพบหลุมฝังศพมากมายหลายสิบหลุมจนโลกต้องตะลึง

นอกจากนี้ยังพบที่ จ.พังงา จ.ชุมพร และ จ.ระนอง การกวาดล้างที่เข้มข้นของเจ้าหน้าที่จึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางไฟส่องของสื่อมวลชนทั่วโลก

ข้อมูลสำคัญพบว่า ในปัจจุบันการลักลอบเข้าประเทศต่างๆ ของชาวโรฮีนจานั้น มีการถูกหลอกลวงเข้าไปในขบวนการค้ามนุษย์ มีทั้งชาวโรฮีนจา พม่า ไทย และมาเลเซีย เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้

โดยมีกระบวนการต้นทาง คือคนที่ถูกเรียกว่า "มาชี" สามารถพูดได้ 3 ภาษา คือภาษาโรฮีนจา ภาษาพม่า และภาษาอังกฤษ เป็นผู้คุมดูแลระหว่างการเดินทางและในค่ายพัก โดยมีเครือข่ายมาชีทั้งหมดประมาณ 300 คน ทั้งในประเทศไทย มาเลเซีย และพม่า

มาชีจะนำพาชาวโรฮีนจาขึ้นเรือเล็กออกจากพม่าและชายแดนบังกลาเทศ มาขึ้นเรือใหญ่กลางทะเล และขึ้นฝั่งในหลายจังหวัดของไทย ไม่ว่าจะเป็น จ.ระนอง จ.พังงา ตามแนวอันดามัน เพื่อขึ้นรถเดินทางต่อไปยังแคมป์กักขังใกล้ชาย แดนไทย-มาเลเซีย ที่ปาดังเบซาร์ จ.สงขลา ระหว่างทางจึงต้องมีการเข้าหาเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อขอเปิดทาง โดยเฉพาะตำรวจท้องที่ หรือตำรวจทางหลวงต่างๆ จนกลายเป็นวัฏจักรผลประโยชน์ในเวลาต่อมา

ทำให้นายหน้าโรฮีนจามักจะรู้จักมักคุ้นกับเจ้าหน้าที่รัฐของไทยเป็นอย่างดี แต่หลายคนอาจจะรู้จักกันคนละสายตามสไตล์หนังสายลับที่เราดูกันว่าใครสายใครกันแน่ จนบางทีมีการขัดผลประโยชน์กันเองบ้าง

ดังเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ตำรวจสถานีตำรวจภูธรหัวไทร จ.นครศรีธรรมราช จับกุมรถขนส่งชาวโรฮีนจาได้กว่า 101 คน ซึ่งเสียชีวิตลงจากสภาพการเดินทางแออัดภายในรถ 3 คน

มีการออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงผู้ต้องหาทั้งในพื้นที่ จ.ระนอง และ จ.สงขลา

จากการจับกุมในครั้งนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถขยายผลเชื่อมโยงไปยังนายหน้าขบวนการค้ามนุษย์อีกหลายคน รวมถึงบางคนที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ และถูกฆ่าตายบนเทือกเขาแก้วในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นที่มาของการขึ้นพิสูจน์ทราบค่ายพักชั่วคราวบนเทือกเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ครั้งใหญ่ นำไปสู่การพบศพอีกจำนวนมากมาย

โดยเฉพาะการขึ้นฝั่งที่ จ.สตูล จะมีมาชีคนไทยมารับช่วงต่อพาเดินป่าตามแนวเขาไปที่แคมป์บนยอดเขาแก้วรอยต่อไทย-มาเลเซีย ซึ่งมีมากกว่า 10 แคมป์ และที่นั่นคือจุดชำระเงินค่าไถ่

ว่ากันว่าขบวนการดังกล่าว บนเรือ 1 ลำ จะมีนายหน้าหรือมาชีชาวโรฮีนจาด้วยกันเองคอยแฝงตัวมาด้วยอย่างน้อย 3 คน ซึ่งทั้งหมดจะถูกเฉลยว่าใครเป็นนายหน้า ในเวลาต่อมาเมื่อเหยื่อลงจากเรือหมดเรียบร้อยแล้ว

10922422_1655399401347760_2403692785726912028_n

มีรายงานว่ามาชีจะได้ค่าตอบแทนเดือนละประมาณ 40,000 บาท ส่วนเจ้าของแคมป์กักกันและผู้เกี่ยวข้องระดับสูงในขบวนการค้ามนุษย์ จะได้รับค่าตอบแทนเดือนละนับล้านบาท

ผลประโยชน์ดังกล่าวมหาศาล จนมีชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมในขบวนการค้ามนุษย์ด้วยโดยตรงหากมีคนแปลกหน้าหรือคนภายนอกเข้ามาในบริเวณหมู่บ้าน จะมีการแจ้งให้มาชีทราบโดยทันที โดยพื้นที่แห่งนี้มีผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง

มีคนสงสัยด้วยซ้ำว่า เจ้าของแคมป์ที่กักขังชาวโรฮีนจาที่แท้จริงเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง

เพราะก่อนที่จะเกิดขบวนการค้ามนุษย์โรฮีนจา และมีที่พักกักขังบนเทือกเขาแก้ว ในช่วงแรกชาวโรฮีนจาจะเป็นผู้นำพาผู้อพยพด้วยกันเอง และมีคนในพื้นที่คอยให้การช่วยเหลือ แต่หลังจากปี 2556 เป็นต้นมา หลังมีการจับกุมชาวโรฮีนจา ครั้งใหญ่ ชาวบ้านในพื้นที่จึงตั้งตัวเป็นนายหน้าเรียกค่าไถ่รับผลประโยชน์แทน ทำให้เกิดขบวนการค้ามนุษย์โรฮีนจา และเกิดค่ายกักขังบนภูเขาขึ้น

ในช่วงนั้น หน่วยงานทางปกครองบางหน่วยจึงใช้วิธีจัดงบประมาณ เพื่อดำเนินการในทางลับขนชาวโรฮีนจาออกจากราชอาณาจักร เพื่อแก้ปัญหาการพักพิงในประเทศไทย เนื่องจากเมื่อถูกจับกุมในฐานะลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จะไม่สามารถส่งกลับประเทศต้นทางได้ เนื่องจากพม่าและบังกลาเทศไม่ยอมรับคนเหล่านี้เป็นพลเมือง

จากนโยบายและการใช้งบลับดังกล่าว กลายเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐบางคน จับมือกับนักการเมืองท้องถิ่นและฝ่ายปกครอง รวมทั้งตำรวจ ร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์ ด้วยการวางโครงข่ายขบวนการนำพาชาวโรฮีนจาส่งให้ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแลกกับผลประโยชน์

ดังที่มีรายงานการออกหมายจับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง และสั่งย้ายข้าราชการตำรวจหลายคนที่อาจได้รับส่วย และหรือรู้เห็นเป็นใจ

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคม 2557 ทางการไทยเคยจับกุมผู้อพยพชาวอุยกูร์ได้ที่บริเวณเทือกเขาแก้ว อ.สะเดา จ.สงขลา จำนวน 280 คน ด้วยเช่นกัน ซึ่งต่อมามีการพิสูจน์สัญชาติจนมีการส่งตัวไปยังตุรกีแล้ว 171 คน ส่วนอีก 109 คน ถูกส่งกลับไปยังประเทศจีน.


เส้นทางขบวนการค้ามนุษย์ 'อุยกูร์'

อย่างที่บอกไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ขบวนการการก่อการร้ายแยกเป็นคนละกลุ่มกับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งเชื่อมโยงธุรกิจถึงการปลอมแปลงเอกสารการเดินทาง การฟอกเงิน ซึ่งมีผลประโยชน์มหาศาล

นอกจากขบวนการค้ามนุษย์กรณีแรงงานประมงเถื่อน กรณีโรฮีนจา และผู้อพยพถิ่นฐานอื่นๆ เพื่อเป็นแรงงานข้ามชาติแล้ว เส้นทางอพยพของชาวอุยกูร์ก็น่าสนใจมาก

เมื่อเดือนมีนาคม 2557 ทางการไทยเคยจับกุมผู้อพยพชาวอุยกูร์ ได้ที่บริเวณเทือกเขาแก้ว อ.สะเดา จ.สงขลา จำนวน 280 คน ซึ่งต่อมามีการพิสูจน์สัญชาติจนมีการส่งตัวไปยังตุรกีแล้ว 171 คน ส่วนอีก 109 คน ถูกส่งกลับไปยังประเทศจีน จนเป็นเหตุบานปลายทำให้ขบวนการค้ามนุษย์เสียเครดิตและผลประโยชน์มหาศาล

พวกเขาลักลอบเข้ามาประเทศไทยไม่ได้ง่ายๆ หากไม่มีเครือข่ายภายในประเทศไทยคอยช่วยเหลือ รวมถึงต้องเข้าถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจบางส่วนเพื่อคอยอำนวยความสะดวก

เทือกเขาแก้ว อ.สะเดา จ.สงขลา ที่พบผู้อพยพชาวอุยกูร์เป็นจำนวนมากนั้น เป็นที่เดียวกันที่ขบวนการค้ามนุษย์ใช้ควบคุมชาวโรฮีนจาจำนวนมากเพื่อการค้ามนุษย์ เรียกค่าไถ่ และส่งตัวไปประเทศเพื่อนบ้าน

เป็นพื้นที่ที่ถูกอ้างว่า เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงบางส่วนใช้ช่องว่างทางกฎหมายหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากนโยบายด้านความมั่นคงและงบลับทางการทหาร เพื่อหารายได้จากธุรกิจสีเทาจนสร้างเป็นโครงข่ายที่ใหญ่โต

ดังที่มีการออกหมายจับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง และสั่งย้ายข้าราชการตำรวจหลายคนที่อาจได้รับส่วยและหรือรู้เห็นเป็นใจเรียกรับผลประโยชน์

จากการตรวจสอบเส้นทางของชาวอุยกูร์ที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์นั้นพบว่า ส่วนใหญ่พวกเขาเดินทางมาจากเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน เข้าสู่ประเทศลาว กัมพูชา ก่อนเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อส่งตัวไปประเทศที่ 3 ต่อไป โดยมีขบวนการค้ามนุษย์เป็นนายหน้านำพา พร้อมเตรียมเอกสารการเดินทางและพาสปอร์ตปลอม

เนื่องจากความขัดแย้งในพื้นที่เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และการปกครองที่เข้มงวดของทางการจีน ทำให้พวกเขาเลือกเส้นทางการอพยพเพื่อสร้างชีวิตใหม่ ซึ่งสุดท้ายก็มีขบวนการค้ามนุษย์เข้ามารองรับเพื่อหาผลประโยชน์จนเกิดโครงข่ายใหญ่โตเป็นขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

หน่วยงานด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า เส้นทางหลักของขบวนการค้ามนุษย์ดังกล่าวมี 4 เส้นทางคือ 1.ต้นทางจากเขตปกครองตนเองซินเจียง   อุยกูร์ลงสู่มณฑลยูนนานทางตอนใต้ของจีน มุ่งหน้าเข้าไทย ข้ามไปมาเลเซีย และบินไปตุรกี 2. มุ่งหน้าลงใต้สู่มณฑลยูนนานก่อนเข้าลาว ซึ่งมีพรมแดนติดกัน จากนั้นข้ามเข้าไทย แล้วต่อไปยังมาเลเซียเพื่อขึ้นเครื่องไปยังตุรกี 3.ลงใต้สู่มณฑลยูนนานเข้าลาวแล้วต่อไปยังกัมพูชาข้ามเข้ามาไทย   เพื่อข้ามแดนไปมาเลเซีย และบินไปตุรกี และ 4.เข้าลาวแล้วผ่านกัมพูชา ก่อนเข้าไทยแล้วบินไปปากีสถานและบินต่อไปยังตุรกี


ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติถึงกับออกมา ยอมรับว่า เหตุการณ์วางระเบิดที่แยกราชประ สงค์เกิดขึ้นเพราะเราไปทุบหม้อข้าวของขบวนการค้ามนุษย์ชาวอุยกูร์ แนวโน้มการก่อเหตุเพราะสูญเสียผลประโยชน์จากการที่ทางการไทยส่งผู้อพยพชาวอุยกูร์นับร้อยคนกลับจีนแผ่นดินใหญ่ ภายหลังเจ้าหน้าที่ค้นห้องพักผู้ต้องหาวางระเบิดที่แยกราชประสงค์ที่พูลอนันต์อพาร์ตเมนต์ เขตหนองจอก กรุงเทพฯ ก็ค้นพบพาสปอร์ตปลอมจำนวนมากนับร้อยเล่ม ซึ่งเชื่อมโยงขบวนการค้ามนุษย์ชาวอุยกูร์อย่างชัดเจน

นำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการอีกหลายคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และมาเลเซีย รวมถึงมีการสั่งย้ายผู้กำกับการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว มาช่วยราชการ เนื่องจากสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองรับสินบนจากขบวนการค้ามนุษย์ดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตปลอม

ขบวนการค้ามนุษย์อุยกูร์ นับเป็นหนึ่งในขบวนการของอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศไทย ที่น่าจะมีเครือข่ายจำนวนมากที่เข้ามาฝังตัวและทำธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรมและเกสต์เฮาส์ต่างๆ ที่ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการหลบหนี

เจ้าหน้าที่หลายคนทราบดีว่า ขบวนการทำพาสปอร์ตปลอมและบัตรประชาชนปลอมเพื่อใช้ในการเดินทางภายในประเทศ และการเดินทางออกนอกประเทศ มีแหล่งการทำพาสปอร์ตปลอมที่ใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสงขลา นราธิวาส หรือกระทั่งในกรุงเทพมหานคร

อย่างว่า เศรษฐกิจส่วยในประเทศไทยสูงเป็นอย่างมาก จนทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว บางคนเกษียณราชการมามีเงินสะสมเป็นร้อยเป็นพันล้านโดยไม่ทราบที่มา

น่าจะมีการเปิดเผยทรัพย์สินของข้าราชการไทยด้วย เพราะประเทศจะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องปฏิรูประบบราชการไทยเป็นอันดับแรก

ว่ากันว่าเศรษฐกิจสีเทาในประเทศไทย มีจำนวนสูงถึงเดือนละ 10,000-20,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 120,000-240,000 ล้านบาท ต่อปีเลยทีเดียว

เม็ดเงินจำนวนมหาศาลมากกว่า 30-40% ของรายได้มวลรวมในประเทศ (GDP) ก็มาจากธุรกิจสีเทา ที่เกี่ยวข้องกับการละเลยกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ จนเกี่ยวพันอาชญากรรมข้ามชาติ

หากเราสามารถหยุดโครงการงบลับทุกระบบ ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์และกองทัพไทย สร้างความโปร่งใสให้หน่วยงานราชการทุกหน่วยงาน ทุกโครงการ ให้สามารถตรวจสอบได้

รับรองแก้ไขปัญหาประเทศไทย และการคอร์รัปชันที่เกี่ยวพันกันได้ทั้งระบบแน่นอน.


[คอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 13 และ 27 กันยายน 2558]

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net