วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โพชฌังคปริตร และพระมหากัสสปะ


คาถาโพชฌังคปริตร นั้นเป็นคาถาที่สวดเพื่อให้คนป่วยทุเลาจากอาการ จนกระทั่งหายในที่สุด

โพชฌังโค สะติสังขาโต                     ธัมมานัง วิจะโย ตะถา

โพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สติ ๑ ธรรมวิจัย๑

   พระมหากัสสปะ ชื่อเดิมคือ ปิปผลิ แต่กัสสปะ นั้นเป็นตระกูล  เกิดในตระกูลพราหมณ์ มั่งมี ระดับเศรษฐีและหล่อเหล่ามาก พยายามคิดถึงพระเอกหนังจีนที่พร้อมทุกอย่างก็แล้วกัน  เกิดมาชาตินี้ จะเป็นพ่อค้า หรือเป็นจอมยุทธ์ก็เลือกได้ แต่พราหมณ์ปิปผลิ กลับไม่นึกอยากเลย  อายุ ๒๐ พ่อแม่ก็อยากให้แต่งงาน พราหมณ์ปิปผลิก็บอกว่า แต่งก็ได้ แต่ขอให้จัดหาหญิงสาวที่งามพร้อมปานรูปปั้นให้พบ แล้วจะแต่งด้วย ว่าแล้วก็สั่งช่างปั้นรูปหญิงงามในจินตนาการ  คงหมายมั่นปั่นมือว่า ยังงัยเสีย พ่อแม่ก็ไม่มีทางจะหาหญิงงามแบบรูปปั้นได้  แต่บังเอิญ รูปปั้นนั้นไปตรงกับรูปหน้าของนางภัททกาปิลานี ก็จึงทำให้ต้องยอมแต่งงานกัน

แล้วจอมยุทธ์ปิปผลิ กับแม่นางภัททกาปิลานีก็เข้าสู่พิธีวิวาห์กัน โดยความไม่เต็มใจของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายชายก็ไม่อยากได้ภรรยา ฝ่ายหญิงก็ไม่อยากมีสามี ใจจดจ่อแต่จะออกท่องยุทธภพ เพื่อฝึกฝนวิชาหลุดพ้นจากโลกียวิสัย มุ่งใฝ่ธรรม

ในห้องหอ สองบ่าวสาว จึงมีข้อตกลงว่า ต่างคนต่างนอน อธิษฐานว่า ถ้าหากดอกไม้ของใครเหี่ยวเฉา แสดงว่าฝ่ายนั้น มีจิตขุ่นมัว เกิดกิเลสราคะ ให้ปรับแพ้ ปรากฎว่า ไม่มีใครแพ้

ในที่สุด จึงตกลงใจกันสละทิ้งสมบัติ ออกท่องยุทธภพ

มหากัสสปะ ได้พบพระพุทธเจ้า จึงขอบวช โดยขอโอวาทเพียง ๓ ข้อ

ข้อ ๑  มีความละอายและเกรงใจภิกษุทั้งหมด

ข้อ ๒ จะฟังธรรมด้วยความเคารพ ใคร่ครวญ พิจารณา

ข้อ ๓ จะตั้งสติไว้ที่กาย พิจารณากายเป็นอารมณ์

 หนึ่งจอมยุทธ ที่ผ่านการฝึกปรือ ตั้งใจจริง เมื่อพานพบเจ้าสำนักและพบว่านี่คือแนวทางที่ตัวเองศรัทธา รับโอวาทเพียง ๓ ข้อก็เพียงพอ ตั้งใจจริง มีพื้นฐาน เหลือเพียงมรรคา แนววิถีดาบที่ต้องหาเท่านั้น  พระมหากัสสปะ จึงหลีกเร้นไปฝึกวิทยายุทธ์ตามลำพัง  ปลีกวิเวกไม่ยุ่งกับใคร จึงได้ชื่อว่าเป็น สุดยอดจอมยุทธ์นักธุดงค์ จาก บุรุษหนุ่ม หน้าตาดี การศึกษาดี มาจากตระกูลที่พร้อมทรัพย์ ก็กลายเป็นจอมยุทธ์พเนจร ค่ำไหนนอนนั่น ถือป่าเป็นที่พักกาย ถือการบิณฑบาตรเพื่อการยังชีพ ผ้านุ่งก็นุ่งผ้าบังสกุล เก่าๆ ขาดๆ ก็ย่อมได้

พระมหากัสสปะจึง เป็น พระอรหันต์ ผู้เรียบง่าย  มีภูมิรู้ธรรม และเป็นที่เคารพ  จอมยุทธ์ท่านอื่นก็มาแสดงความเคารพนบนอบ แต่ท่านก็ไม่เคยอวดอ้างว่าเก่งกล้าสามารถ กลับชอบธุดงค์ของท่านไป

มีครั้งหนึ่ง ท่านป่วยหนัก พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยม แล้วสอบถามว่ายังพอไหวมั้ย  ท่านมหากัสสปะที่มีสติครองกายตลอดเวลาก็บอกว่า ทุกขเวทนาเหลือเกิน

ว่าแล้ว หนึ่งอาจารย์ หนึ่งศิษย์ ก็นั่งเพ่งสมาธิ ผนึกลมปราณ เผชิญหน้ากัน (อันนี้ ผมพูดเอง ให้เหมือนหนังจีน)

อาจารย์บอกแก่ลูกศิษย์  เหมือนทบทวนให้ลูกศิษย์ ผู้ซึ่งบรรลุธรรมแล้วฟัง มากกว่า

อาจารย์บอกว่า   เพื่อให้เป็นพื้นฐานในการรู้ ตื่น เบิกบาน รู้แจ้งในธรรมนั้น มีสิ่งที่ต้องทำอยู่ ๗ ประการ ซึ่งพระพระมหากัสสปะ ก็ผ่านกระบวนการเหล่านี้มาแล้ว ได้แก่

มีสติ และใคร่ครวญในหัวข้อธรรมะ  มีความวิริยะในการปฏิบัติ เพื่อทำแล้ว ใจสงบ จะพบกับความปีติ  อย่างไรก็ตาม จิตใจเป็นของควบคุมยาก จะต้องควบคุมไม่ให้เครียดเกินไป ทั้งนี้ จุดหมาย คือ ให้เป็นสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญาหยั่งรู้ เมื่อผ่านขั้นตอนการเรียนรู้มาแล้วให้ทำตัวอุเบกขาต่อเรื่องราวต่างๆ  จิตใจจะเป็นอิสระ

 

 

โพชฌังโค สะติสังขาโต                     ธัมมานัง วิจะโย ตะถา

โพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สติ ๑ ธรรมวิจัย๑

 

วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ                                                โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร

วิริยะ ๑   ปีติ ๑   ปัสสัทธิ ๑ 

สะมาธุเปกขะโพชฌังคา                              สัตเตเต สัพพะทัสสินา

สมาธิ ๑   และอุเบกขา ๑

 

 

โดย ยามครับ

 

กลับไปที่ www.oknation.net