วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มนุษย์ในทัศนะของ ฌอง-ปอล ชาตร์ (Jean-Paul Sartre)


ฌอง-ปอล ชาตร์ (Jean-Paul Sartre)  เกิดเมื่อ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2448 กรุงปารีส, ประเทศฝรั่งเศส เสียชีวิตเมื่อ 15 เมษายน พ.ศ. 2523 ที่กรุงปารีส  เป็นนักเขียนนวนิยาย นักบทละคร นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส  ทั้งยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในแนวคิดอัตถิภาวนิยมหรือทฤษฎีที่ว่าทุกคนนั้นอิสระและรับผิดชอบในการกระทำของตน (Existentialism) เป็นนักปรัชญาผู้ประกาศเสรีภาพของมนุษย์ในแง่ปัจเจกชน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) 


ชาตร์ถือว่า ความเป็นมนุษย์มีลักษณะที่จำแนกชัดให้ใคร่ครวญศึกษาได้อยู่ 3 ประการ คือ
1. เป็นความรู้สำนึก (Conscious being)
2. เป็นความว่าง (Nihilate being) 
3. เป็นความมีเสรี (free being)
ประเด็นแรก -เป็นความรู้สำนึก (Conscious being)
ชาตร์ ให้ความเห็นว่า หากจะเข้าถึงความเป็นมนุษย์ให้เริ่มต้นศึกษาความเป็นมนุษย์จะต้องเริ่มต้นที่ตัวคุณเอง (Subject) (แต่ย่อมมิใช่การเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แล้วกำหนดให้คนอื่นต้องดำเนินชีวิตตามกรอบที่ตัวคุณวางเอาไว้--จขบ.)

จงอย่าเริ่มต้นศึกษาความเป็นมนุษย์ที่ตัวคนอื่น หรือความเป็นตัวเป็นตนจากคนอื่น เพราะนั่นเป็นวิธีการศึกษามนุษย์ในความเป็นวัตถุ (Object) 
เพราะตัวคุณเองนั่นแหละคือคือ มนุษย์ แล้วคุณจะพบความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง
อันดับแรกสุด Being (ความเป็น) ที่คุณจะพบในความเป็นมนุษย์คือ ตัวความรู้สึกสำนึก -Conscious เพราะเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนจะต้องรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว แล้วแยกตัวเองออกมาจากสิ่งนั้น 
ชาตร์ เสนอวิธีพิสูจน์แนวคิดของตนเองว่า ให้คุณลองอยู่ในห้องแต่เพียงลำพังแล้วค้นหาตัวของความเป็นมนุษย์ดูสิว่ามันอยู่ที่ตรงไหน แท้จริงแล้วมันอยู่ที่ความรู้สำนึกต่อสิ่งต่างๆ นั่นเอง เขาระบุว่า ในห้องนั้นมี "ความเป็น" (being) อยู่เพียง 2 ส่วน คือส่วนที่ถูกรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ นั้น(Object) เช่นวัตถุที่วางอยู่ในห้อง และอีกส่วนคือ ความรู้สึกสำนึก (Subject) ในขณะเดียวกัน ถ้าหากคุณนอนหลับ หรือตายไป ตัวความเป็นมนุษย์ก็หายไป 
สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในห้องๆ นั้น คือส่วนที่ถูกรู้สึกถึง กับ ตัวความรู้สึก ก็จะไม่มีอีกต่อไป
ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากความรู้สึกสำนึก (Conscious being) นั่นแหละที่เป็นตัวมนุษย์ เมื่อตัวมนุษย์หายไป ความรู้สึกสำนึกย่อมไม่มีอีกแล้ว


ประเด็นที่ 2 เป็นความว่าง (Nihilate being) (ตรงกับศัพท์คำว่า Nihilism-ลัทธิความเชื่อที่ว่าไม่มีสิ่งใดมีคุณค่าโดยเฉพาะในทางศีลธรรมจรรยาและศาสนา) 
ต่อจากประเด็นแรกเมื่อคุณลองถามหาต้นตอของความเป็นมนุษย์ที่ปรากฏขึ้นในตัวคุณ ตอบได้ว่ามันไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่เมื่อคุณอยู่ท่ามกลางสิ่งของและวัตถุที่อยู่ในห้องนั้น ความเป็น (Being)ของสิ่งต่างๆนั้นได้ปรากฏอยู่ ทุกสิ่งล้วนอยู่นอกตัวความรู้สึก แต่ตัวความรู้สึกสำนึกกลับไม่ได้เป็น หรือไม่มีอะไรเลย นอกจากความว่างจากวัตถุสิ่งของต่างๆ เหล่านั้น 
ดังนั้น ความเป็นมนุษย์หรือตัวความรู้สึกสำนึกจึงเป็น ความว่าง ที่อยู่ท่ามกลางวัตถุต่างๆ นั่นคือ มนุษย์ดำรงอยู่ได้ก็เพราะว่างจากสิ่งต่างๆ ไม่มีอะไรอยู่ภายในของความเป็นมนุษย์


ประเด็นที่ 3 คือ ความเป็นอิสระเสรี 
เมื่อตัวมนุษย์คือความรู้สึกที่ว่างเปล่า ไม่มีอะไรภายใน ดำรงอยุ่ได้เพราะอิงอาศัยกับสิ่งอื่น เมื่อมันไม่มีและไม่เป็นอะไร มันจึงเป็นความอิสระเสรี เพราะไม่มีอะไรจะมากำหนดมันได้ หรือเพราะไม่มีอะไรให้ถูกกำหนด 

สมมุติว่า หากความเป็นมนุษย์จะเป็นอะไร "สักอย่าง" ความเป็นสักอย่างนั้นอาจจะถูกกำหนดโดย อะไรบางอย่าง 
จึงมีคำถามว่า ในเมื่อมนุษย์ไม่ได้เป็นอะไรสักอย่าง แล้วมีอะไรบางอย่างที่มากำหนดตัวมนุษย์ได้หรือไม่ คำตอบคือ ตัวเสรีภาพ 
เสรีภาพที่จะรู้สึกนึกคิด กำหนด วางแผนที่จะเป็นไปต่างๆ เสรีภาพจึงไม่ใช่ภาวะที่อยู่นอกเหนือความเป็นมนุษย์ที่จะพึงมีได้ 
มนุษย์ทุกคนจึงต้องดิ้นรนขวนขวาย ต่อสู้ หรือทำมาหากินเพื่อให้บรรลุภาวะแห่งความเป็นเสรีนั้น 
ชาร์ตระบุว่า ในความเป็นจริงแล้ว เสรีสภาวะ กับ มนุษย์สภาวะ นั้นเป็นสภาวะอันเดียวกันที่จะแยกออกจากกันไม่ได้เลย ตราบเท่าที่ความเป็นมนุษย์ยังคงอยู่
เมื่อมนุษย์ความรู้สึกสำนึก ก็ย่อมมีความว่าง และเสรี ครบทั้ง 3 สิ่ง 
ชาร์ตให้ทัศนะเรื่องความรู้สึกว่างนั้นว่า ไม่มีข้อกำหนดด้วยกาละเทศะ เพราะมันอยู่เหนือกาลเวลา โดยมันกำหนดเวลาขึ้นมาของมันเองและความรู้สึกจะย้อนไปในอดีตหรือก้าวล่วงไปในอนาคตโดยไม่มีข้อกำหนด 
และมันก็อยู่เหนือเทศะ(สถานที่) เพราะมันจะรู้สึกถึงอะไร-ที่ไหน-อย่างไรก็ได้โดยไร้ข้อกำหนด
นี่คือ ...ความเป็นอิสระเสรี 
และทั้งหมดนี้คือ ..ความเป็นมนุษย์ ในทัศนะชาตร์

 

(ชาตร์ และฟูโกต์)


ปรัชญาของชาตร์ จัดอยู่ในประเภทอเทวนิยม เขาไม่ยอมรับคุณค่าทางศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น ไม่เชื่อเรื่องปรโลก เรื่องอมฤตภาพของวิญญาณ และความมีตัวตนของวิญญาณ โดยถือว่าวิญญาณเป็นเพียงกระแสความสำนึก (Consciousness) เมื่อมนุษย์สิ้นลมหายใจหรือตายไปแล้วทุกอย่างก็หมดกัน 
ปรัชญาของชาตร์ จึงเรียกว่า เป็น แนวคิดอัตถิภาวนิยม หรือ Existentialism

ชาตร์เน้นในเรื่องการเผชิญหน้ากับปัญหาในปัจจุบัน เขาสอนให้แก้ปัญหาและรับผิดชอบต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้า ให้รู้จักใช้เสรีภาพ และภูมิใจในเสรีภาพของตนเอง ให้รู้จักชีวิตและรับผิดชอบต่อชีวิตในปัจจุบันเท่านั้น

ศาสนาอาจเป็นเครื่องมือของคนฉลาดใช้มอมเมาคนโง่ด้วยการเสนออุดมคติที่หรูหรา ทำให้คนมีทางหลีกเลี่ยงจากความรับผิดชอบและไม่พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเอง 
ตรงจุดนี้เองที่ทำให้เขามีแนวคิดโน้มเอียงไปทางฝ่ายซ้ายอย่างชัดเจนมากขึ้น และเป็นผู้นิยมสหภาพโซเวียต แม้จะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ก็ตาม แต่ก็อยู่ในแนวคิดของฝั่งซ้ายในฝรั่งเศส
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความนิยมในลัทธิโซเวียตโซเซียลิสม์ความหวังของซาตร์ที่มีต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ก็พังครืนลง
ทัศนคติเชิงวิจารณ์นี้เปิดทางสู่รูปแบบของสังคมนิยมแบบซาตร์ ซึ่งจะพบการแสดงออกในผลงานใหญ่ชิ้นใหม่ ชื่อ Critique de la raison dialectique หรือ Being and Nothingness and Critique of Dialectical Reason (1960) ซึ่งซาตร์ได้วิจารณ์ถึงวิภาษวิธีแบบมากซ์ และเขาก็ค้นพบว่า ไม่มีความยั่งยืนในรูปแบบที่โซเวียตใช้

(อัลแบรต์ กามูส)

(ฟร้านซ์ คาฟคา)


ความเป็นมาของแนวคิดอัตถิภาวนิยมหรือ Existentialism มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 มนุษย์และนักคิกนักเขียนทั้งหลายล้วนพบว่า โลกได้พบกับความเสื่อมสลายทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจ จากภัยของมนุษย์ด้วยกันเอง จากการทำสงคราม ไม่มีสังคมอุดมคติอย่างที่เคยคาดหวังกันไว้ มีแต่สิ่งที่คงอยู่ในตัวตนของมนุษย์เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรที่มั่นคง ภยันตรายเป็นความจริงของมนุษยชาติ
ซึ่งก่อนนี้ โซเรน เคียกการ์ด นักปรัชญาชาวเดนมาร์กได้นำเสนอและเป็นผู้ให้กำเนิดแนวคิดอัตถิภาวนิยม ซึ่งระบุถึงปรัชญาที่ว่า "ความจริงคืออัตวิสัย"

นักเขียนแนวอัตถิภาวนิยมที่มีชื่อเสียงในแวดวงวรรณกรรมโลกได้แก่ อัลแบร์ต กามูส และ ฟร้านซ์ คาฟคา 

สำหรับในเมืองไทย นักเขียนแนวอัตถิภาวนิยมมีอยู่เพียงไม่กี่คน แต่ก็เป็นที่ยอมรับในความจัดเจนถึงแนวอัตถิภาวนิยมหากเอ่ยชื่อนั้นขึ้นมา เช่น วิทยากร เชียงกูล (ถนนสายที่นำไปสู่ความตาย,2518) และสุชาติ สวัสดิ์ศรี

 

ในปี 1964  Jean-Paul Sartre ได้รับการประกาศให้ได้รับรางวัลโนเบล .... แต่เขาปฏิเสธการรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้


-------------------------

 

อ้างอิง 

เถลิง พันธุ์เถกิงอมร,นวนิยายและเรื่องสั้น:การศึกษาเชิงวิเคราะห์และิจารณ์, สถาบันราชภัฏสงขลา, 2541

ประมวล เพ็งจันทร์, นักเขียนคือพระเจ้า,ถนนหนังสือ,ปีที่ 5 ฉบับที่ 4 ตุลาคม 2530

www.nobel.org

 

 

โดย NN1234

 

กลับไปที่ www.oknation.net