วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องจำเป็นไม่ยอมทำ เรื่องสำคัญไม่สนใจ ประเทศไทยจึงไม่เปลี่ยนแปลง


"เรื่องจำเป็นไม่ยอมทำ เรื่องสำคัญไม่สนใจ ประเทศไทยจึงไม่เปลี่ยนแปลง"

[ภาพประกอบจากเว็บไซด์รู้จริงพลังงานไทย]

 

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าประเทศไทยกำลังถกเถียงเรื่องไร้สาระอะไรกันอยู่ แม้กระทั่งการเขียนรัฐธรรมนูญจัดวางการอยู่ร่วมกันของสังคมก็ยังไม่รู้จะออกหัวออกก้อย คาดหวังอะไรยากมากในรัฐบาลเฉพาะกาลที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม ราวกับประวัติศาสตร์ยาวนานที่ผ่านมาว่างเปล่า เหมือนพวกเขาไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์

ปัจจุบันเรื่องจำเป็นจึงไม่ยอมทำ เรื่องสำคัญก็ไม่สนใจ แล้วประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรในยุคสมัยที่ประชาชนหนีเสือปะจระเข้ ไม่มีทางเลือกใดๆ ให้ทางออก นอกจาก Yes or No อยู่ในกะลาแลนด์ไปวันๆ ไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ให้สร้างสรรค์

เราผ่านยุคสมัยอภิวัฒน์ประชาธิปไตยมา 80 กว่าปี ผ่านเหตุการณ์ปฏิวัติประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มา 40 กว่าปี ก็ยังไม่มีวี่แววแห่งอนาคตที่จะออกจากกับดักการเมืองไทย ที่ไม่ไปไหนและผู้คนเบื่อหน่ายไปหลายเบื่อจนเลิกสนใจการเมืองและคาดหวังกับชนชั้นนำทางการเมืองทั้งหลาย

ในโลกนี้มีรูปแบบการปกครองทางการเมืองหลักๆ อยู่ 2 ระบอบ คือ "เผด็จการ" กับ "ประชาธิปไตย" ในโลกนี้มีรูปแบบทางเศรษฐกิจใหญ่ๆ อยู่ 2 ระบบ คือ "ทุนนิยม" กับ "สังคมนิยม" ประเทศไทยผ่านไป 80 ปีก็ยังเป็นทุนนิยมอยู่เหมือนเดิม แต่มีการผูกขาดหรือเผด็จการทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้นๆ โดยประชาชนเป็นเพียงเบี้ยล่างเสมอ

ถ้าประเทศไทยยังเป็นทุนนิยมเสรีอยู่คงไปไหนไม่รอดเหมือนเดิม ความเหลื่อมล้ำก็มากขึ้นๆ ทุกขณะจนแซงหน้าประเทศอื่นๆ ยืนหยัดทะยานขึ้นเป็นอันดับ 1 ในเอเชียไปตั้งนานแล้ว อาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยเป็นทั้งเผด็จการทางเศรษฐกิจและเผด็จการทางการเมืองไปแล้ว

ทิศทางกระแสโลก อนาคตที่ดีที่สุดของมนุษยชาติและนานาประเทศ ไม่ใช่ทุนนิยมเสรีและการต่อสู้เพื่อสังคมคอมมิวนิสต์แบบเก่าอีกต่อไปแล้ว ท่ามกลางยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน การเจริญเติบโตของข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีที่เราสามารถฝากทุกอย่างไว้บนก้อนเมฆ สามารถแปลงทุกอย่างเป็นรูปรสกลิ่นเสียง และการค้าขายได้ทุกอย่าง

อนาคตที่เป็นคำตอบของโลกเราคือ สังคมนิยมทางเศรษฐกิจ และประชาธิปไตยทางการเมือง สังคมนิยมทางเศรษฐกิจก็คือประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่ไร้การผูกขาดนั่นเอง ในความหมายร่วมกันของส่วนรวม

แต่ประเทศไทยไม่เคยคิดถึงการเดินทางบนเส้นทางนี้ จะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลจากการรัฐประหาร สังคมไทยก็เป็นทุนนิยมเต็มขั้นทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบเผด็จการทุนนิยมพรรคการเมือง หรือเผด็จการทุนนิยมโดยรัฐ (ทหาร)

ประเทศไทยจึงไม่เคยไปไหนในสงความขัดแย้งแบบไทยๆ ที่ผ่านมา ท่ามกลางการเมืองโลกที่ขยับอำนาจไปมาเหมือนเราเป็นตุ๊กตาอยู่ตรงกลาง

แนวรบด้านหนึ่ง พันธมิตรทางการเมืองอย่าง BRICS กลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว อันประกอบด้วย บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) จีน (China) และแอฟริกาใต้ (South Africa) ได้รวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง เตรียมปฏิวัติเงินตราโลก เพื่อย้ายอำนาจฐานเศรษฐกิจโลกจากกลุ่มพัฒนาแล้วอย่าง G7 มาสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

ขณะที่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันส่งออก หรือโอเปก (OPEC) อิหร่านได้เสนอให้ตั้งธนาคารโอเปก และขอให้เลิกซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกด้วยเงินสกุล ดอลลาร์ โดยการเปลี่ยนสกุลเงินถือครองในเงินสำ รองระหว่างประเทศนั้น อาจเป็นจุดเริ่มต้นความล่มสลายของระบบเศรษฐกิจแบบพี่เบิ้มสหรัฐในอนาคต เพราะเมื่อแต่ละประเทศเลิกใช้เงินดอลลาร์เป็นสกุลอ้างอิง ระบบเงินดอลลาร์ก็อาจจะพังทลายลงได้

แต่ประเทศไทยไม่เคยคิดไปไกลกว่าตนเอง จะเป็นมิตรกับสหรัฐ กับจีนก็เป็นไป เราสมควรเป็นมิตรที่ดีกับนานาอารยประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนอารยธรรม แต่ระบบเศรษฐกิจไทยที่เป็นปัญหา เป็นระบบทุนนิยมที่เหลื่อมล้ำกลับไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนหรือแก้ไข ต่อให้รัฐบาลทหารจะปิดประเทศไป ประเทศไทยก็ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าเรายังเป็นระบบทุนนิยมเต็มขั้นอยู่

ไปให้ถึงสังคมนิยมทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตยทางการเมืองเถอะครับ ดูตัวอย่างในประเทศแถบสแกนดิเนเวียบ้าง ประชาธิปไตยทางการเมืองอันดับต้นๆ ของโลก ขณะที่เศรษฐกิจเป็นแบบผสม ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีมาก รัฐมีรายได้มาทำรัฐสวัสดิการเต็มที่ ซึ่งเป็นหน้าที่รัฐที่แท้จริง

ทำเถอะครับเรื่องจำเป็นและสำคัญ ปฏิรูประบบภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้า ประเทศไทยต้องเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้ อย่าไปเกรงใจนายทุนให้มากนัก

ทำเถอะครับเรื่องจำเป็นและสำคัญ จำกัดการถือครองที่ดิน ตามหลักการแล้ว สิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถผลิตหรือสร้างสรรค์ขึ้นได้เองไม่ควรนำเข้าสู่ระบบกลไกตลาด เช่น ที่ดิน ทะเลและป่าไม้ ซึ่งควรถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของสังคม วันนี้เรามีคนไม่กี่ตระกูลมีที่ดินหลายแสนไร่ บางตระกูลมีที่ดินมากกว่าครึ่งจังหวัด ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบและจำกัดการถือครองที่ดินอย่างจริงจัง

รวมถึงการปฏิรูปตำรวจ แยกอำนาจสืบสวนสอบสวนออกจากกัน โดยการโอนย้ายพนักงานสอบสวนออกมาเป็นองค์กรอิสระ ภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องสังกัดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกต่อไป

การแก้ไขระบบเผด็จการพรรคการเมืองให้รัฐสภาเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยยกเลิกการบังคับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สังกัดพรรคการเมือง ซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิทางการเมือง เนื่องจากทั่วโลกไม่มีการบังคับเพื่อรอนสิทธิ์ดังกล่าว และไม่ได้แก้ปัญหา ส.ส.ขายเสียงได้แต่อย่างใด กลับกัน การบังคับ ส.ส.สังกัดพรรคเป็นการสร้างระบอบเผด็จการนายทุนพรรคมากยิ่งกว่าเดิมด้วย

โครงสร้างอำนาจของประเทศไทยมีปัญหาแน่นอน ไม่เช่นนั้นแล้ววิกฤติการเมืองไทยที่ผ่านมาต้องแก้ปัญหาได้ด้วยระบบรัฐสภา แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ รัฐสภาก็ไม่สามารถทำหน้าที่หาทางออกได้ ซ้ำร้ายปัญหากลับมาจากรัฐสภาเสียเอง สำหรับประเทศไทย เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเท่านั้น คือคำตอบของการปฏิรูปประเทศที่แท้จริง

สุดท้าย ทรัพยากรสาธารณะจะต้องเป็นของสังคมร่วมกัน ความผิดพลาดครั้งสำคัญของประเทศไทยคือ การแปรรูป ปตท.เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นในปี 2544 โดยให้กระทรวงการคลังถือหุ้นเพียง 51% เท่านั้น กลายเป็นบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)

ในฐานะที่รัฐมีหน้าที่ต้องดูแลสมบัติสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชน ทำไมจะยึดคืน ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ 100% ไม่ได้.

[คอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2558]

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net