วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปุ๊บปั๊บทัวว์..ทำโป่งเทียม แอบดูมิตรภาพเพื่อนสองขาแด่เพื่อนสี่ขา วาดไปบ่นไป


มิตรภาพออนไลน์ มิตรภาพปุ๊บปั๊บ ในทุกวันนี้ หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องโลกมายาที่แสแสร้งกันไปวันๆ  แต่สำหรับผมผมเชื่อว่า มิตรภาพออนไลน์ของผมมีอยู่จริงในโลกใบนี้ และในวันนี้ผมอยากจะแบ่งปันความสุขและมิตรภาพออนไลน์ผ่านภาพและกระดาษเปื้อนสีให้เพื่อนอ่านกัน

 

นานเกือบปีทีเดียวที่ผมไม่ได้มีโอกาสได้ออกค่ายกับเพื่อนบล็อคเกอร์ oknation เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการนับตั้งแต่ย้ายที่ทำงานใหม่ แต่ด้วยความบังเอิญหรือพระเจ้าดลใจให้โอกาสได้ออกค่ายหรืออย่างไร ผมได้มีโอกาสได้อ่านข่าวกิจกรรมออกค่ายทำโป่งช้าง ที่แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นโครงการทำโป่งเทียมที่อุทธยานแห่งชาติ แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จัดโดยกลุ่มบล็อคเกอร์ Oknation ก็คิดอยู่หลายวัน พอจะตัดสินใจ ท่านผู้อำนวยการเจ้าของโครงการขุดโป่งก็จะเดินทางเสียแล้ว ผมจึงมีเวลาเพียงแค่ 1 วันในการเตรียมตัวทุกอย่าง ผมใช้เวลาพักเที่ยงของวันที่ 22 ตค ในการเตรียมตัวและวางแผนทุกอย่าง การบ่นลอยๆผ่าน Line ของผมก็เกิดผล "ปุ๊บปั๊บทัวว์ของผม จึงเกิดสัมฤทธิ์ผลในทันใจ...ขอบพระคุณบล็อคเกอร์ คุณน้าชาลีที่เอื้อเฟื้อเมตตาลากผมขึ้นรถไปแก่งกระจานด้วย ไปป่าแต่ผมไม่มีเต้นท์เลย ขอบพระคุณคุณพี่ใจดีจากภัตาคาร Steel Rose cafe ถ.ศรีครินทร์ ที่เอื้อเฟื้อให้ผมยืมเต้นท์พัก งานนี้ทุกอย่างฉุกระหุกไปหมด ปุ๊บปั๊บทัวว์จริงๆครับ

 

และความสุขของผมก็เริ่มต้นในเช้าวันที่ 23 ตุลาคม ผมเดินทางไปกับรถบล็อคเกอร์ชาลี เมื่อถึงแก่งกระจาน ระหว่างที่ทุกท่านติดต่อสำนักงานและเข้าห้องน้ำที่สำนักงานอุทธยาน  เมื่อถึงสถานที่ ผมก็ขอปลีกวิเวกในบัดดล  สิ่งแรกที่อยากทำที่สุดคือ การได้สะเก็ตภาพวิวแบบรวกๆๆในสถานที่จริง

 ผมไม่ได้วาดคนเดียวครับ น้องข้าวปั้น ลูกชายของคุณ Super Bee ชอบวาดภาพเหมือนกัน คุณพ่อเลยปล่อยโอกาสให้ตี้สๆๆแบบผมสักพักครับ ผมยังประทับใจคุณพ่อของน้องเขาไม่หาย เมื่อปีที่แล้ว ผมไปออกค่ายที่กุยบุรี ไปถึงป่ากลางดึก เต้นก็กางไม่เป็น แต่มีผู้ชายคนหนึ่งออกมากางให้พร้อมๆกับแฟนสาว(สวยมาก) ใครก็ไม่รู้ ไม่เคยรู้จักมาก่อน ออกมาช่วยผมกางเต้นท์กลางดึก ผมดีใจจนร้องไห้หนักมาก(ดราม่าฝุด)....เขาแค่บอกว่า ไม่ได้เป็นบล็อคเกอร์หรอกแต่นี่คือมิตรภาพจากเพื่อนออนไลน์นะครับ

 เมื่อถึงที่หมาย นั่งพักกันสักพัก เราก็ลงลงมือกันทำเลย  แต่ตอนลงมือ ทุกคนมองหน้า เมื่อปีที่แล้วมาที่นี่ มีคนมาร่วมมากว่า 60 คน แต่คราวนี้ไม่ถึง 20 คน แต่ต้องขุดหลุมทำโป่งจำนวนเท่ากัน งานนี้จุกกันทุกคน แต่ทุกคนก็ต้องทำ เพราะมากันแล้ว ถอยไม่ได้ อู้ไม่ได้ เพราะทุกคนมีกล้องกันหมด.....ใครอู้ โดนถ่ายประจานแน่ๆๆ

 

 

 วันปกติ ก็แต่งตัวซะหล่อ หรูเชียว แต่วันนี้แบกเกลือแบกดิน หาบน้ำ ..... โถๆๆๆ

 

    แม้จะเหนือยเท่าใด สาว(เหลือ)น้อย จะหายเหนื่อยในทันทีเมื่อเจอกล้อง

 

 

ลองฟังเสียงสับจอบแบบมืออาชีพนะครับ จับปากกามาทั้งอาทิตย์ วันนี้มาจับจอบ

 

 

แม้จะเหนื่อย แต่ทุกคนก็หัวเราะแห้งๆๆได้ทุกคน... เพราะนั่งพัก เดี๋ยวเดียวก็หายเหนื่อยแล้ว แต่เมื่อนึกถึงหลุมที่เราขุดและประโยชน์ที่สิ่งมีชีวิตหลายชีวิตที่จะได้รับ เราก็รู้สึกหายเหนื่อยเร็วขึ้น งานนี้จึงเป็นงานที่สนุกมาก

 

เพื่อนสองขาช่วยกันขุดดิน ทำอาหารเสริมให้เพื่อนสี่ขาที่น่ารักของป่าแก่งกระจาน  กวาง ช้าง เก้ง กระทิง....

แล้วที่เราขุดๆกัน ขุดอะไร ทำอะไร หลายคนอาจจะสงสัย....

 

เรากำลังทำโป่งเทียมกัน.... โป่งเทียม ( Salt Lick) หรือดินโป่ง คืออะไร คือการทำดินให้เกิดมีความเค็มและมีแร่ธาตุ คล้ายๆกับที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ซึ่งปกติ ดินโป่งก็มีอยู่อยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ซึ่งดินชนิดนี้จะมีรสเค็ม เต็มไปด้วยแร่ชาติ สัตว์ป่ามักจะมากินดินกันเมื่อเกิดโรคภัยหรือสัตว์ต้องการอาหารเสริมต่างๆ อันนี้เขาหากินกันตามสัญชาติญานกัน

 

แต่ในป่าบางป่า ไม่ได้มีดินโป่งมากมาย อาจจะไม่พอเพียงกับสัตว์ มนุษย์จึงจำลอง ทำดินโป่งของปลอม เอ๊ย... ทำโป่งเทียมเลียนแบบโป่งธรรมชาติกันขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้สัตว์ได้มีอาหารกันตลอดทั้งปี วิธีการง่ายๆ คือการขุดหลุมแล้วเอาเกลือและแร่ธาติลงไปในหลุม นำดินที่กลบคนให้เข้ากันแล้วราดน้ำให้ชุ่มทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน ดินนั้นก็กลายเป็นดินเค็มที่แสนเอร็ดอร่อยของสัตว์ป่า ( น่าชิมมากๆๆๆ 555)

 

เจ้าหน้าที่อยุธยานบอกว่า ทุกคืนจะมีสัตว์มาสำรวจหลุมโป่งที่พวกเราทำกันแน่นอน ถ้าดินยังไม่อร่อย เขาก็จะใช้เท้าเขี่ยกลบเอง ไม่รับประทาน เขาฉลาดมาก แขกที่จะมาแน่นอน คือ น้องช้างและน้องกวาง แขกขาประจำ ต้องการอาหารเสริมอยู่เป็นประจำเลย  

 

 

 เมื่องานเสร็จ เซลฟี่หมู่กันนิดนุง เก็บหลักฐาน ว่า พวกเรามากันแล้วจริงๆๆ

 

หลังจากทำงานกันเหนื่อย เราก็แวะทานอาหาร Lunch Box แบบบ้านๆๆกลางป่า ข้าวเหนียว หมูทอด น้ำพริกมะขาม และผลไม้พื้นเมือง(เมืองไหนไม่รู้) เช่น องุ่น ส้ม ฝรั่ง มะขาม แอ๊พพริคอทแห้ง และแอ๊บเปิ้ล

 

ผมอาจจะพักไม่เหมือนเพื่อน ผมอาจจะผิดปกติ ผมมักจะพักผ่อนด้วยการสะเก็ตภาพลวกๆๆ  เวลานั่งแล้วได้ขยับดินสอบนกระดาษ มันคือความสุขเล็กๆของผมชนิดหนึ่ง

 

 แอบวาด...

 

เมื่อทานเสร็จ ก็เซลฟี่กันอีกนิดนุง เก็บหลักฐานว่า เราได้ทานข้าวจริงๆๆนะ

 

 วัยใสๆ วัยที่ยังสดใส โดยเฉพาะหน้าผาก ใสมาก(บางคน)

 

หลังจากพัก บล็อคเกอร์นักเดินทางตัวเขื่องก็เชิญเราไปเยี่ยมเยียนคฤหาสกลางป่า บ้านหลังใหญ่ แต่เมื่อเดอะแก๊งส์บล็อคเกอร์เกือบ 20 คนไปเยือน คฤหาสก็เล็กในบัดดลในทันที บ้านพอเพียง ที่รอบๆบ้านเต็มไปด้วยผักสวนครัว มากมาย กล้วยน้ำหว้า ถั่วพู มะนาว และผลไม้มากมาย กระท่อมนี้ร่ำรวยอาหารและความสุขจริงๆครับ อยากมีแบบนี้จุงเลย

 

เยี่ยมชมบรรยากาศบ้านและหน้าตาแขกผู้มาเยือนว่า สนุกขนาดไหนได้จากลิ้งคืนี้นะครับ

http://www.oknation.net/blog/navigaty/2015/11/04/entry-1

 

ก่อนที่เราจะจากลา ขอเซลฟี่หมู่นิดนุงครับ..... (เห็นภาพแล้ว ก็ไม่กล้าบอกคนในภาพเหล่านี้ว่า หน้าตาอิดโรย เหมือนๆกับผู้อพยพ..รอไปประเทศที่สามกำลังจะลงเรือยังไงยังงั้นเลยครับ)

 

 เพือนบางคนก็เดินทางกลับ เพื่อนบางคนก็จะค้างคืน เพื่อดำเนินกิจกรรมส่วนตัวกันต่อไป สำหรับผม อยู่ในกลุ่มที่จะค้างคืน


เพื่อนท่านหนึ่งบอกว่า เราคงจะพักที่รีสอร์ทในป่ากัน ผมก็คิดว่า คงเป็นบ้านบังกะโลทั่วๆไป แต่เมื่อเดินทางถึง ผมกลับผิดหวังอย่างมาก ไม่ได้เป็นบังกะโลแบบที่มะโนเอาไว้เลย กลับกลายเป็นบ้านทรงทันสมัย กลางลานหญ้า สวยน่ารักมาก ไม่คิดว่าจะเจอที่พักที่ถูกใจแบบนี้กลางป่าแบบนี้เลยครับ

 

 

"บ้านส่องนก บ้านสำหรับคนรักนกและธรรมชาติ"

ผมได้ถ่ายคลิปมาให้ชมด้วยครับ ลองชมดูนะครับ คนรักนก คงชอบแน่ๆเลย

 

 

  บรรยากาศแบบสบายๆ น่ารักๆๆของรีสอร์ทท่ามกลางขุนเขาและเสียงนก จิ๊บๆๆ น่านอนทีเดียวครับ

 

เมื่อถึงที่พัก สิ่งแรกที่อยากทำคือ การถ่ายภาพสถานที่พักด้วยปลายปากกา ขอวาดนิดนุง สะเก็ตแบบรวกๆๆแล้วป้ายสีๆๆให้เสร็จๆๆไปครับ ภาพนี้เป็น office ของรีสอร์ท เป็นทั้ง Lobby และภัตตาการ และสถานที่พบปะเม้าส์แตกเม้าส์แตนของผู้มาเยือน บริหารและจัดการโดยคุณป้าเอก เจ้าของรีสอทร์ท ศิลปินสีอาคลิลิคและนักชมนกมืออาชีพ 

 บ้านหลังน้อย บ้านหลังเล็กๆๆ ห้องนี้สามารถจุคนได้ถึง 5 คน(นอนพื้นบ้าง นอนเตียงบ้าง) พวกเรานอนกันได้ สบายๆๆ แบบเพื่อนๆครับ กลางคืนก็คงเล่นโอเคสต้ากันระงมเลย หลับก่อนได้เปรียบ คร้อกๆๆๆๆๆ ฟี้

 บางมุมของบ้านพัก ที่ผมเลือกที่จะใช้เป็นที่สิงห์สถิต เพื่อทำในสิ่งที่ชอบที่ชอบของผม สเก็ตสบายๆๆริมป่า แบบเย็นๆๆรายล้อมด้วยเสียงนก จิ้บๆๆ

 ปากกาหมึกซึม และ กระดาษ อุปกรณ์ง่ายๆๆ กับงานอดิเรกกลางป่า 

การวาดภาพของผม ณ สถานที่แห่งนี้ พิเศษกว่าทุกที่ที่เคยนั่งวาด เพราะนอกจากจะนั่งวาดภาพและมีเสียงนกร้องเพลงให้ฟังแล้ว สถานที่แห่งนี้ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ได้มีโอกาสตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่ต้องห่วง Instagram หรือ Line หรือ เสียงโทรศัพท์ เข้ามา วันนี้จึงเป็นวันที่แปลกมาก และรู้สึกมันโล่งยังไงบอกไม่รู้ครับ ความสุขแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนครับ

 

 ผมพยายามจะวาดให้สวยเหมือนต้นสักของจริง  แต่วาดเสร็จ มันออกเป็นต้นไม้การ์ตูนซะงั้น... หงุดหงิดจุงเลย

 

บางคนอาจจะชอบบันทึกสิ่งที่เห็นด้วยภาพ แต่บางคนก็ชอบที่บันทึกสิ่งที่เห็นด้วยสีและพู่กัน

 ช่วงเวลาที่่ตื่นเต้นและรอคอยคือ ช่วงเวลาอาหารเย็น ช่วงเวลาให้อาหารกัน ทั้งทานทั้งเม้าส์ กิจกรรมที่เราทำ และที่หนีไม่พ้นคือ การพูดคุยถึงเรื่องราวเก่าๆของพวกเรา ย้ำคิดย้ำทำฮาๆ ( ตามประสาวัยรุ่นในช่วงเจริญอายุขัย....แก่)

 

 อาหารแบบบ้านๆๆ มือเย็นของพวกเรา เมนูอร่อยมือแรกของพวกเรา

 กุ้งอ้วนๆ ผักกูดกรอบๆๆ กับน้ำสลัดสไตล์ตะวันออก รสชาติเปรี้ยวจี้ดจัดจัดจ้านนนนนนนน อร่อยสนุกปาก เคี้ยวกันเพลินเลย

 ไม่อยากจะเชื่อว่า กลางป่า จะมีอาหารพื้นเมืองแบบนี้ หน้าตาน่าทานเป็นอย่างที่สุด ผักกูด ที่มีให้เก็บกินฟรีๆในป่า แต่สำหรับผม เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ได้ลิ้มลองผักนี้

 ออมเล็ทแบบบ้านๆๆ แต่มีเศษกุ้งและเศษหมูสับปะปนในเนื้อไข่ ทานกับน้ำปลาพริกสดมีหอมซอย มีกลิ่นมะนาวประปราย อร่อยมากทีเดียวครับคืนนี้

 

แม้ทริบนี้ เป็นทริบที่ฉุกระหุก ปุ๊บปั๊บทัวว์ แต่ทริบนี้ ผมได้อะไรหลายอย่างนอกจากความสนุกที่ได้เที่ยวป่า ชมนกชมไม้ ผมยังมีโอกาสได้คุยกับกูรูนักดูนกแบบกันเอง ทำให้ให้ผมหายสงสัยว่า ทำไมเขาถึงชอบดูนกกัน นกมีเสน่ห์อะไรมากมาย ทำไมคนถึงสนใจกันนักหนา

 

เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้เรื่องราวของนกชนิดหนึ่งจากคุณชาลี ผู้อำนวยการโครงการขุดบ่อของพวกเรา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนกอีกคน(ที่เขาล่ำลือกัน) เรื่องราวที่น่าสงสาร นกแต้วแล้วท้องดำ นกที่พบได้เฉพาะในภาคโต้ของไทยและพม่าเท่านั้น น้องเขาอาศัยอยู่บนที่ที่ลุ่ม หลับนอนได้บนดิน อาหารที่กินที่มีไม่มี่อย่าง การขยายตัวของเมืองและการการเกษตร ทำให้พื้นที่อยู่ของนกลดน้อยลง แม้รัฐจะออกกฏหมายคุ้มครองนกชนิดนี้ และออกกฏหมายคุ้มครองป่าบริเวณที่พบนกชนิดนี้ แต่สุดท้ายนกก็ทนการไล่ที่บุกรุกและการกลั่นแกล้งของมนุษย์ เอางูไปหล่อยไล่กินนกบ้าง เพื่อที่จะบริเวณนี้ไม่มีนก รัฐจะได้ไม่ต้องสงวนพื้นป่าต่อไป เขาจะได้เอาพื้นที่มาทำไร่ทำสวน ชีวิตนกกับปากท้องคนอะไรสำคัญกว่ากัน สุดท้ายนกชนิดนี้ ยังไม่มีใครพบอีกเลยมากว่า 10 ปี แล้ว หลายคนเชื่อว่า นกอาจจะสูญพันธ์ไปแล้ว

 

ระหว่างที่นั่งคุย ผมก็ได้สะเก็ตภาพนกแต้วแล้วท้องดำไว้เป็นที่ระลึกบนสมุดวาดเขีขนของผม  เพื่อเก็บความประทับใจ ครั้งแรกที่รู้เรื่องราวนก ชีวิตที่น่าสงสาร ในอนาคต โลกนี้อาจจะมีมนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่มีสิทธิมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้เท่านั้นกระมัง .....

 

ปุ้บปั้บทัวว์ ทริบนี้ของผม จึงเป็นทริบที่สนุกสนานกับเพื่อนออนไลน์ มิตรภาพออนไลน์ที่มีอยู่จริง นอกจากเราจะเจอกันในโลกออนไลน์แล้ว เรายังมีโอกาสได้พบกันในโลกจริงๆ อีกด้วย มีความสุขจริงที่ได้พบกับทุกท่านในทริบนี้  และมิตรภาพนี้ยังแบ่งปันแด่เพื่อนสี่ขาของเราในป่าได้อีกด้วย สัตว์หรือมนุษย์ ต่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสิทธิ์ที่มีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้อย่างเท่าเทียมกัน จริงไหมครับ 

 

 

Flag Counter

 

 
 

โดย Kibangkok

 

กลับไปที่ www.oknation.net