วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องสั้นวันอาทิตย์ ตอน นิทานของวิทยากร


นิทานของวิทยากร

โดย สมตา

เสียงเซ็งแซ่ดังออกมาจากภายในห้องทันทีที่สุวิทย์ผลักบานประตูห้องประชุมนั้นให้เปิดออก เมื่อเขาเดินเข้าไปภายในเสียงเหล่านั้นนั้นจึงค่อยๆลดความดังลง แม้เมื่อเขาวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะเล็กๆบนเวที เสียงที่ดังจนฟังไม่ได้ศัพท์ก็ยังคงดังอยู่ จนเขาส่งคำว่าสวัสดีครับลงเหนือไมโครโฟน  ให้เสียงของเขาดังผ่านลำโพงออกมานั่นแหละ ห้องทั้งห้องจึงตกอยู่ในความเงียบ

“อาหารที่นี่อร่อยนะครับ”

เขาเริ่มทักทายผู้เข้ารับการอบรมด้วยการชวนระลึกถึงอาหารมื้อกลางวันที่เพิ่งจบไป

“นี่ถ้าจัดประชุมที่นี่บ่อยๆ ผมคงน้ำหนักขึ้นแน่ๆ”

มีบางคนส่งเสียงหัวเราะเบาๆ

“ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาเรื่องต่อไป ผมว่าเรามาย่อยอาหารกันก่อนดีกว่านะครับ”

เขาเอ่ยชวน

“ดีค่ะอาจารย์ หนูอิ่มจนจะง่วงแล้ว”

ผู้เข้าประชุมคนหนึ่งที่นั่งอยู่โต๊ะหน้าสุดส่งเสียงสอดรับ

เธอชื่อนิภา สุวิทย์จำเธอได้ตั้งแต่วันแรกของการอบรมเพราะความช่างซักของเธอ

“ผมจะเล่านิทานให้ฟังเรื่องนึง พอผมเล่าจบ อยากขอให้ช่วยกันแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้กันด้วยนะครับ”

สุวิทย์เอ่ยปากขอความเห็นของผู้ฟังก่อนที่จะนำเสนอเรื่องที่จะเล่าต่อจากนี้ เขาเหลือบตาไปดูผู้ช่วยวิทยากรว่าเตรียมพร้อมแล้วหรือไม่ ก็พบว่าผู้ช่วยเขาทั้งสองคนถือไมโครโฟนไร้สายและแยกกันยืนอยู่คนละส่วนของห้องอันแสดงถึงความพร้อม

“เรื่องมีอยู่ว่า  ณ.หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีครอบครัวหนึ่งประกอบด้วยสามี ภรรยา และลูกอีกสองคน พวกเขายากจนมาก และเพราะความฝืดเคืองในการทำมาหากิน สามีจึงตัดสินใจออกไปทำงานต่างถิ่นเป็นเวลาหนึ่งปี ด้วยความขยัน ได้ส่งเงินทองกลับมาให้ภรรยาเก็บไว้มากมาย  จนเขาคิดว่าเขาได้เงินเพียงพอแล้ว จึงจะเดินทางกลับบ้าน แต่พอเขาจะกลับเขาก็กลับถูกจับกุมในคดีที่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย”

“ภรรยาเป็นห่วงสามีจึงเดินทางไปเยี่ยมที่ห้องขัง แต่ผู้คุมไม่อนุญาต ภรรยาเฝ้าอ้อนวอนและเล่าเรื่องสามีที่อุตส่าห์ไปทำงานไกลบ้านนานถึงหนึ่งปีให้ผู้คุมฟัง ผู้คุมจึงได้โอกาสยื่นข้อเสนอขึ้นว่า ถ้าภรรยานำเงินทั้งหมดที่มีในบ้านมาให้  เขาก็จะอนุญาตให้ภรรยาเข้าเยี่ยมสามีได้”

“อันที่จริงสามีเป็นผู้บริสุทธิ์ หากภรรยารู้ความจริงข้อนี้และอดทนรอจนสามีขึ้นศาล เขาอาจไม่ต้องติดคุก แต่เพราะเธอไม่รู้และเป็นห่วงสามีมาก เธอเลยเอาเงินทั้งหมดที่มีในบ้านให้ผู้คุมไป พอเธอได้พบสามีสมความตั้งใจ เธอเล่าเรื่องราวให้สามีฟัง”

“สามีโกรธและผิดหวังในตัวภรรยามาก เพราะเงินที่เขาอุตส่าห์หามาด้วยเวลาทั้งปีหมดสิ้นไปแล้ว เมื่อศาลพิพากษาว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ เขาจึงขอหย่าขาดจากภรรยา”

“ผู้คุม พอรู้เรื่องนี้เข้า เขาก็เอ่ยกับตนเองว่า ฉันไม่รู้เรื่องนี้ด้วยนะ เพราะเขารู้สึกว่าเขาไม่เกี่ยวเรื่องการหย่าร้าง  รู้แต่ว่าเขากำลังมีความสุขกับเงินก้อนโต”

“คำถามคือ  ตัวละครที่มีเพียงสามตัวนี้ คิดว่าคนไหนผิดมากที่สุด กรุณาเรียงลำดับ พร้อมเหตุผลครับ”

 

เมื่อสุวิทย์เล่าจบ สักครู่ ในห้องประชุมก็ดูเหมือนจะมีเสียงซุบซิบกระจายอยู่ทั่ว เขารอการพิจารณาและตัดสินใจของผู้ฟังไปได้สักพัก จึงส่งเสียงทักถามขึ้น

“มีท่านใดจะแสดงความเห็นบ้างไหมครับ”

ชายหนุ่มผู้หนึ่งยกมือขึ้น สุวิทย์จึงรีบหันไปพยักหน้าบอกผู้ช่วยวิทยากรให้รีบเดินนำไมโครโฟนไร้สายไปให้เขา

“สวัสดีครับ ชื่อคุณอะไรครับ”

“ปรเมศร์ครับผม”

ชายหนุ่มผู้นั้นรับไมโครโฟนแล้วส่งเสียงตอบลงไป

“เชิญครับคุณปรเมศร์”

“ตามความเห็นผม ผมว่าผู้คุมผิดมากที่สุดครับ เพราะผู้คุมเป็นผู้ที่รู้กฎหมาย แต่เขากลับทำผิดกฎหมายเสียเอง เขาเรียกสินบนกับคนที่ตกทุกข์ได้ยาก น่ารังเกียจมากครับ ส่วนคนที่ผิดเป็นอันดับที่สองคือสามีเพราะเขาเห็นเงินมีค่ามากกว่าภรรยา เงินไม่มีก็หาใหม่ได้นะครับอาจารย์ แต่ภรรยาที่เป็นคู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขที่เป็นแม่ของลูกๆ ถ้าไม่มีแล้วจะไปหาใหม่ได้จากที่ไหนล่ะครับ”

เสียงหัวเราะดังขึ้นจากการปล่อยมุกของผู้พูด

เขารอให้เสียงหัวเราะจบลงจึงได้แสดงความเห็นต่อ

“ภรรยานั้นผิดน้อยที่สุดครับ แม้เธอจะห่วงสามี แต่เธอก็ขาดความยั้งคิด เธอห่วงสามีมากไปครับจนลืมห่วงว่าลูกๆจะลำบากยังไงถ้าจ่ายเงินให้ผู้คุมจนหมด สามีอุตส่าห์ออกจากบ้าน ไปทำงานหาเงินส่งให้ตั้งปี ก็เพื่ออะไรครับ ถ้าไม่ใช่เพื่อให้ครอบครัวอยู่ดีกินดีขึ้น แต่เธอกลับทำให้ความพยายามของสามีสูญหายไปหมดเลยน่ะครับ ขอบคุณครับ”

เมื่อพูดจบ เขาก็ส่งไมโครโฟนคืนผู้ที่ถือมาส่งให้ ผู้ช่วยของสุวิทย์รับแล้วก็เดินไปยืนที่ริมห้องตามเดิม

“ท่านใดมีความเห็นอย่างอื่นอีกไหมครับ”

 

นิภายกมือขึ้นบ้าง เธอยืนขึ้นแล้วจัดกระโปรงให้เรียบร้อยในระหว่างที่รอผู้ช่วยวิทยากรเดินไปหา เมื่อไมโครโฟนอยู่ในมือเธอ เธอก็พร้อมที่จะแสดงความเห็น

“คุณนิภานะครับ”

สุวิทย์เอ่ยชื่อ

“คุณนิภามีความเห็นอย่างไรครับ”

เมื่อถูกถาม หญิงสาวจึงบอกเล่าความเห็นของเธอ

“หนูคิดว่าภรรยาผิดที่สุดค่ะ เพราะทำไปโดยขาดสติ เธอไม่คิดหน้าคิดหลังไม่คิดให้ให้รอบคอบเลยค่ะ ที่จริง เธออยู่ร่วมกับสามีมานาน เธอน่าจะรู้ดีว่าเขาเป็นคนยังไง แค่เธอทนรออีกสักนิด สามีที่เป็นผู้บริสุทธิ์ก็จะถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว ใช่มั้ยคะ”

เธอพูดราวกับจะถามความเห็นของผู้ถาม

“คนที่ผิดรองลงมาคือผู้คุมค่ะ เพราะเขาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เขาควรมีความซื่อสัตย์ ควรเป็นคนดี ถ้าเขาเป็นคนดีจริง ก็จะไม่รับสินบนหรอกค่ะ ส่วนสามีผิดเป็นลำดับสามค่ะ เพราะเขาเห็นเงินมีค่ากว่าความรักค่ะ”

เธอแสดงความเห็นเพียงเท่านั้น ก็กล่าวขอบคุณและส่งไมโครโฟนคืนให้ผู้ช่วยวิทยากร

สุวิทย์พยักหน้าราวกับจะแสดงถึงการรับฟังความเห็นทั้งหมด

ทั้งห้องเงียบอีกครั้งเมื่อเขากวาดสายตามองไปทั่วๆ

“มีความเห็นอื่นอีกไหมครับ”

ก่อนจะถาม

 หญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ท้ายสุดของห้องประชุมยกมือขึ้นช้าๆ

“เชิญครับ”

เขาบอก ขณะที่ผู้ช่วยวิทยากรรีบเดินไปหาเพื่อส่งไมโครโฟนไร้สายให้

“ชื่อคุณอะไรครับ”

สุวิทย์ทักขึ้นก่อน

“หนูชื่อสุวิมลค่ะอาจารย์”

“คุณสุวิมลมีความเห็นเกี่ยวกับความผิดในเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ”

และถามหลังจากที่ไมโครโฟนอยู่ในมือเธอ

“ตอนต้นอาจารย์บอกว่า ให้เรียงว่าใครผิดที่สุดและผิดยังไง หนูไม่อยากให้อาจารย์ถามว่าใครผิดที่สุดเลยค่ะ มันไม่ตรงกับใจหนู”

เสียงหัวเราะดังสนั่นครอบคลุมห้องประชุมในทันที

แม้แต่สุวิทย์เองก็ยังเผลอยิ้ม

“อยากให้คำถามเปลี่ยนเป็นอะไรครับ”

เขารีบถามก่อนที่เธอจะหมดความมั่นใจเพราะเสียงหัวเราะของคนรอบข้าง

“อยากให้แยกเป็นความผิดแต่ละประเภทค่ะ คือความผิดที่คนในครอบครัวทำต่อกัน กับความผิดที่คนในสังคมกระทำต่อกันค่ะ”

 

คำตอบของเธอทำให้เสียงหัวเราะหยุดลงในทันที

“เพราะเรื่องนี้แสดงถึงการปฏิบัติตนของเรากับคนรอบข้าง มีทั้งเรื่องที่เราสามารถทำได้และทำไม่ได้ค่ะ อย่างกระบวนการรักษาความยุติธรรม การคอรัปชั่น การใส่ร้ายป้ายสี โยนความผิดให้คนอื่น  เหล่านี้เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา แม้เราจะรู้ว่าไม่ดี เราไม่ทำ แต่เราก็ห้ามคนที่เขาอยากทำไม่ได้ จึงได้แต่ออกกฎหมายควบคุมและลงโทษพวกเขา  อย่างเรื่องนี้  ผู้คุมจะใช้อำนาจหน้าที่เบียดเบียน ซ้ำเติมผู้เคราะห์ร้าย  ผู้คุมจึงผิดในแง่การปฏิบัติตนต่อคนในสังคมค่ะ แต่เรื่องของการให้สินบนคงไม่เกิดหากภรรยาเชื่อมั่นในกระบวนการรักษาความยุติธรรมซึ่งอยู่นอกเหนือความสามารถในการจัดการของเธอ  เพราะไม่อย่างนั้น สามีเธอคงไม่ถูกจับเพราะความผิดที่เขาไม่ได้ทำ คงไม่ถูกผู้ที่ไต่สวนลงความเห็นว่าผิดจนส่งฟ้องศาลใช่มั๊ยคะ แต่เรื่องความสุขความทุกข์ในครอบครัว เราสร้าง เราทำเองได้ค่ะ”

สุวิทย์แสดงอาการสนใจ

“แสดงว่าผู้คุมผิดในแง่การปฏิบัติตนของคนในสังคมที่มีต่อกัน ถ้าอย่างนั้น ในแง่การปฏิบัติต่อกันของคนครอบครัวตามที่คุณแยกให้ คิดว่าใครผิดที่สุดครับ”

“สามีค่ะ”

เธอตอบ

เสียงดังฟังไม่ได้ศัพท์อื้ออึงขึ้นอีกครั้งอย่างอาการของการสงสัย

“ทำไมถึงมองว่าในแง่นี้สามีเป็นผู้ที่ผิดที่สุดครับ”

และเมื่อสุวิทย์ถามคำถาม ทั้งห้องจึงกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง

“มองในแง่ภรรยาก่อนนะคะ หนูมองว่า เธออาจเห็นว่า หากมีอะไรที่เธอสามารถทำได้ เช่น ช่วยหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อมาเป็นพยานในชั้นศาล เธอก็จะทำ จึงได้ยอมติดสินบนเพื่อให้ได้เจอสามี เพราะอาจทำให้เขาได้พิสูจน์ตนเอง เพื่อเขาจะได้ไม่มีประวัติด่างพร้อยอันอาจส่งผลเสียให้แก่เขาไปตลอดชีวิต  เพื่อรักษาความภูมิใจของลูกที่มีต่อพ่อเอาไว้  ดังนั้นแม้ว่าจะต้องสละทรัพย์ที่อาจจะทำให้เธอและลูกอยู่สบายไปเป็นปีๆ  เธอก็ยอม หรือหากเขาผิดจริง หากเขาต้องถูกลงโทษ ซึ่งการเสียเงินทั้งหมด ก็เหมือนกับเธอร่วมรับโทษกับเค้าน่ะค่ะ เพราะเค้าอาจทำไปเพื่อครอบครัวก็ได้ ส่วนสามีก็ผิดในแง่ที่เขามองข้ามความรักและเจตนาดีของภรรยาไป  เขามองด้านเดียวคือด้านในแง่มุมของเขา  แล้วเขาก็ตัดสินใจไปในทางที่ดิฉันเห็นว่าผิดพลาดเพราะทำให้เกิดความเสียใจกันไปทั้งครอบครัว  เขาเห็นแต่ค่าของความเหนื่อยยากของตนกับค่าของเงินที่เสียไปแล้ว แต่ไม่เห็นค่าของความรัก  ความพยายาม  ความหวังดีของภรรยาที่มีต่อเขา  เขาก็เลยโกรธ  เลยขอหย่า ทีนี้ก็เลยเสียทั้งเงินเสียทั้งความรัก  แถมยังอาจจะโกรธภรรยาจนส่งผลเสียกับตัวเขาและทุกๆคนไปอีกนานด้วยค่ะ  อย่างเช่น  พอนึกถึงจำนวนเงินที่เสียไปหรือความเหนื่อยยากของตัวเองตลอดปีที่ผ่านมาทีไร  ก็นึกโกรธภรรยาขึ้นมาใหม่ทุกที  จนอาจตัดสินใจทำอะไรที่ผิดพลาดซ้ำขึ้นมาอีกได้ค่ะ  ”

เธอเงียบไปชั่วครู่ แล้วจึงเล่าถึงคำตอบที่เหลือ

 

“ในแง่ของครอบครัว ถ้าให้เรียงตามลำดับไป สามีผิดมากที่สุด ภรรยาผิดรองลงไปค่ะ  เพราะภรรยากับสามีสร้างครอบครัวร่วมกันมาจนมีลูกสองคน  เธอน่าจะรู้ดีว่าสามีเป็นคนยังไง  เธอน่าจะมั่นใจในความบริสุทธิ์ของเขา  น่าจะรู้ความต้องการที่แท้จริงของเค้าค่ะ  ” 

สุวิทย์พยักหน้ารับ เขาคิดว่าเธอคงจบการแสดงความเห็นแล้ว  จึงกล่าวขอบคุณ  แต่ในขณะที่เธอกำลังส่งไมโครโฟนในมือคืนให้ผู้ช่วยวิทยากรนั้นเอง เธอก็กลับชักมือกลับ

“ขออีกนิดได้มั๊ยคะอาจารย์”

“ได้ครับ เชิญครับ”

สุวิทย์รีบตอบ เขาชอบให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความเห็นกันมากๆ

“ผู้คุมน่ะค่ะ  ใช้หน้าที่หาผลประโยชน์เข้าตัวก็ไม่เกรงกลัวต่อบาปแล้ว  พอเห็นครอบครัวคนอื่นเดือดร้อนเพราะตัวเองมีส่วนทำให้เป็นไป  ก็ยังไม่สำนึกเสียใจ  ไม่ละอายต่อการกระทำของตนเองอีก  การที่คนในสังคมไม่มีความเกรงกลัว  ไม่มีความละอายต่อบาป  สังคมก็ยากที่จะเป็นสังคมที่สงบสุขค่ะ ขอบคุณค่ะ”

เธอพูดเพิ่ม แล้วก็รีบส่งไมโครโฟนในมือคืนให้ผู้ช่วยวิทยากรทันทีเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นๆได้แสดงความเห็นต่อไป

หลังจากฟังความเห็นของเธอ สุวิทย์กวาดสายตาไปยังส่วนต่างๆของห้องประชุมอีกครั้งและถามว่ายังมีความเห็นอื่นหรือไม่ เมื่อทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบได้สักพัก เขาจึงสรุปเอาเองว่าเมื่อไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ก็นำเข้าสู่เนื้อหาของการอบรมในลำดับต่อไป

ใครคนหนึ่งที่เก้าอี้แถวหน้าท้วงขึ้น

“อาจารย์ยังไม่ได้ตัดสินเลยครับ ว่าคำตอบที่ได้ คำตอบไหนถูก คำตอบไหนผิด”

เขาหันไปหาเจ้าของเสียง

“ไม่มีคำตอบไหนถูกหรือผิดครับ”

และตอบโดยการพูดลงไปในไมโครโฟนที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า

เสียงอื้ออึงดังขึ้นอีกครา

 “ทุกอย่างอยู่ที่มุมมอง อยู่ที่ประสบการณ์  อยู่ที่การให้ความสำคัญในเรื่องต่างๆของแต่ละคน อยู่ที่เป้าหมายในชีวิตของแต่ละคน และอยู่ที่อะไรต่อมิอะไรอีกมากมายครับ การที่เราไม่ตัดสินว่าความเห็นไหนถูกความเห็นไหนผิด ก็เพื่อเป็นการฝึกการยอมรับความต่าง ความต่างที่เรายอมรับกันได้นี่แหละครับทำให้เราเติบโตขึ้น ความคิดกว้างขวางขึ้น สังคมไหนยอมรับความเห็นต่างได้มาก เคารพความเห็นของผู้อื่นได้มาก สังคมนั้นก็จะไม่ค่อยมีความขัดแย้ง ความปรองดองก็จะเกิดในสังคมนั้นได้ง่ายกว่าสังคมที่คนในสังคมไม่ค่อยยอมรับความเห็นของผู้อื่น”

ผู้ถามคำถามนั้นพยักหน้าน้อยๆเป็นเชิงเห็นด้วย

สุวิทย์เห็นกิริยานั้น จึงเห็นโอกาสที่จะคงการการสนทนาให้อยู่ในเรื่องเดิม

จึงเอ่ยถาม

“แล้วคุณคิดว่ายังไงครับ”

 “ผมว่า....”

ผู้ช่วยวิทยากรรีบนำไมโครโฟนมาส่งให้ก่อนที่ชายหนุ่มจะพูดต่อไป เขาหันไปรับไว้ เพียงครู่เดียว เสียงทุ้มๆที่แสดงความเห็นของเขาของเขาก็ดังผ่านลำโพงจนได้ยินไปทั่วห้องประชุม

......................

เรื่องสั้นเรื่องนี้  ได้เค้าโครงและแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ชื่อว่า “ มองด้วยใจ”ของ โยชิโนริ  โนงุจิ  แปลโดย

ทิพย์วรรณ  ยามาโมโตะ

จุดประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นว่า คนเราทุกคนต่างมีมุมมองของตน ตามแต่ข้อมูลที่ตนได้รับเข้ามา ทางทวารทั้งหก นำมาปรุงแต่งขึ้นมาเป็นบทสรุปชุดหนึ่ง จากข้อมูลเก่า(สัญญาเก่า) ประสมกับข้อมูลใหม่  ซึ่งโดยมากจะยึดถือข้อมูลเก่าในการตีความ  ซึ่งก่อเกิดเป็นทิฏฐิ เฉพาะของตน

การที่จะอยู่ร่วมกันได้ดีนั้น สังคมจะต้องมีความเห็นต่างกันได้ นี่คือจุดที่จะนำไปสู่การพัฒนา  การเห็นต่างทำให้เราได้ข้อมูลที่กว้างขวาง ไม่คับแคบ เหมือนดัง ตาที่เปิดกว้างเห็นทุกมุมมอง  ไม่ถูกปิดบังด้วยมุมใดมุมหนึ่ง หรือการมีอคติ ที่ไม่อยากมองมุมที่เราไม่ชอบ แล้วเลือกมองเพียงมุมที่ตนเองชอบ ซึ่งการที่จะเกิดความคิดกว้างขวางได้ เราต้องฝึกการคิดแบบสืบสวนต้นเค้า หรือ โยนิโสมนสิการ ทั้งสิบวิธี

เพียงตัวละคร สามตัว เรายังสามารถตีความหมายและบทสรุปออกมาได้ตั้งมากมาย แม้ว่าบางคนอาจมีบทสรุปที่เหมือนกัน แต่เหตุผลในบทสรุปนั้น ยังแตกต่างกันอีก   นับประสาอะไรที่ในชีวิตจริงมีตัวแปรที่มากยิ่งกว่านี้

การยอมรับความคิดเห็นอีกฝ่าย จึงเป็นความงดงามของหมู่คณะ  ถ้าเราตั้งต้นที่ว่า  เหตุผลฉันเหนือกว่า เหตุผลเธอด้อยกว่า การแยกออกคนละฝ่ายจะเกิดทันที นี่คือสงครามที่เริ่มฟักตัวขึ้นมา

เราอาจไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่าย แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ยอมรับความคิดเห็นของเขา  ความเข้าใจว่า เมื่อเราคิดได้ดังนี้ เขาก็สามารถคิดได้ดังนั้นเช่นกัน  จึงเป็นการเปิดใจให้กว้าง

หลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่จำเป็นต้องมีบทสรุป  แต่ถ้าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีบทสรุปขึ้นมา ก็ต้องมาเลือกกันว่า จะเอาบทสรุปไหนเป็นตัวตัดสิน  ซึ่งอาจถูกหรือผิด  เราก็ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้น  นี่จึงเป็นที่มาของการโหวต หรือการลงคะแนนเพื่อหาข้อสรุป  เมื่อส่วนใหญ่ตัดสินเช่นนั้น  ก็เสมือนหนึ่งทุกคนที่มีส่วนร่วมนั้นต้องรับผิดชอบร่วมกัน  แม้คนที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องเข้าช่วยแก้ไขปัญหายามที่มีข้อผิดพลาด

ความเสมอสมาน ที่เป็นการแสดงออกของส่วนรวม  ความพยายามฝึกฝนตนให้มีคุณธรรมเสมอท่านที่มีคุณธรรมมากกว่า นี้ จึงเป็น สมานัตตตา หนึ่งในสี่ของ องค์ธรรมชุด สังคหวัตถุ สี่  ที่ประกอบไปด้วย ทาน  ปิยวาจา  อัตถจริยา  และ สมานัตตตา  ที่จำเป็นต้องมีมีจิตพรหมวิหาร  อันมี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรั่งพร้อม  เป็นภาวะ ที่เรียกว่า   มีสุขร่วมสุข มีทุกข์ร่วมทุกข์  ไม่ทอดทิ้งกัน  แต่อนิจจา ส่วนมาก ยามที่เกิดปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากการตัดสินใจผิดพลาด  คนที่ร่วมตัดสินใจกันมา มักซ้ำเติมกัน เพื่อให้ตนเองมีพื้นที่  แทนที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา  เราจึงได้ยินเนืองๆว่า “เห็นไหมบอกแล้วไม่เชื่อ  ถ้าทำตามที่ฉันบอกตอนแรก มันจะไม่เป็นแบบนี้” เป็นต้น

เราควรสอบจิตตนเองเนืองๆ ยามที่มีสภาวะจิตเช่นนี้  เพื่อให้รู้ทันและคอยขัดเกลาตนเอง  เพื่อให้ทั้งตนและผู้อื่นสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและร่วมกันแก้ปัญหาให้ลุล่วง

 

โดย สมชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net