วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อนาคตสังคมนิยมประชาธิปไตยของประเทศไทย


                 ปัญหาความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันนั้น ปฏิเสธยากยิ่งว่าไม่เกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำทางการเมืองและเศรษฐกิจ อันมีฐานที่มาจากความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน การผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของชนชั้นนำไทยที่ผ่านมา นำมาสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความยากจน และปัญหาต่างๆ นานัปการ ท่ามกลางสถานการณ์ประจักษ์ของปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 10 ปี ให้หลังมานี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการรัฐประหาร และวัฏจักรการเมืองไทยแบบเก่า

                ขณะเดียวกัน เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งจากบริบทของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนและจากการช่วงชิงอำนาจของกลุ่มผลประโยชน์ชนชั้นนำในรัฐชาติเองนั้น รากเหง้าปัญหาความเหลื่อมล้ำ และปัญหาความยากจนจากความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว ก็ปะทุออกควบคู่กันในการต่อสู้และเคลื่อนไหวไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองและความรุนแรงทางสังคมในที่สุด แม้บริบทของการปะทุจะทับซ้อนกันอยู่มากแค่ไหนก็ตามภายใต้การนำที่ลักลั่นจากความขัดแย้งใหม่หลังการรัฐประหาร แต่ความขัดแย้งด้านหลักทางโครงสร้างนั้น ก็รอวันปะทุขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

                ท่ามกลางการพัฒนาตามแบบแผนทุนนิยมเสรีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานนับ 60 ปี และวิถีการเมืองที่ไม่เปิดรับความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบสังคมนิยมประชาธิปไตยนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นนั้น นำมาสู่การยึดครองอำนาจทางการเมืองของชนชั้นนำไทยที่มีอุดมการณ์ด้านเดียวและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่ปี 2523 ท่ามกลางสถานการณ์การเติบโตของแรงงานเสรี ซึ่งลดการครอบงำจากระบบอุปถัมภ์ลงเรื่อยๆ นั้น สถิติเก่าพบว่า ชนชั้นนำไทยเพียง 4 ตระกูล มีทรัพย์สินมากกว่า 56% ของทรัพย์สินทั้งหมดในสังคมไทย

                ต่อมาเมื่อ 10 ปีก่อน สำนักวิจัยทีดีอาร์ไอ (TDRI) บอกว่า มีคนจน (จนถาวร) รายได้ต่ำกว่า 1,000 บาทต่อเดือน มากถึงราว 10 ล้านคน (1 ใน 6 ของประชากรประเทศ) ขณะที่คนไทยมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 3,407 บาทต่อเดือน และผู้คนประมาณ 70% ของประเทศนี้มีรายได้อยู่ใต้เส้นเฉลี่ยดังกล่าว หมายถึงคนอย่างน้อย 42 ล้านคน ขณะที่คนเพียง 20% ในโครงสร้างส่วนบนมีรายได้ทรัพย์สินเกินครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินทั้งหมดของประเทศ

                ไม่น่าเชื่อว่า "รัฐ" ที่มีหน้าที่จัดวางความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมนั้น รัฐบาลของรัฐไทย ภายใต้การบริหารของขุนศึก ทหารและนายทุนชนชั้นนำที่ผ่านมาหลายสิบปี ทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นมากขึ้นทุกปี ทรัพย์ครัวเรือนตามกลุ่มรายได้เมื่อปี 2549 พบว่า ครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุด 20% แรกมีทรัพย์สินรวมกันถึง 69% ของทรัพย์สมบัติทั้งหมดของประเทศ ขณะที่กลุ่ม 20% สุดท้ายที่จนที่สุด มีทรัพย์สินเพียง 1% ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของประเทศเท่านั้น

                เงินออมในธนาคารต่างๆ ตามข้อมูลวันที่ 11 มิถุนายน 2552 พบว่ามีบัญชีที่มีเงินฝากมากกว่า 10 ล้านบาท มีจำนวน 70,000 บัญชีเท่านั้น คิดเป็น 0.1 ของบัญชีทั้งหมดที่มีอยู่ แต่กลับมีเงินฝากถึง 42% ของเงินฝากในประเทศทั้งหมด และเมื่อพิจารณาจากความต่างด้านรายได้ ระหว่างคนจนสุด 20% และรวยสุด 20% แล้วพบว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำอยู่ที่ 13% เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ซึ่งมีเพียง 3.4% เกาหลีใต้ 4.2% และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมี 8.4% เท่านั้น ปัจจุบันยิ่งมากขึ้นๆ

                เกิดอะไรขึ้นกับการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย เกิดอะไรขึ้นกับนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละสมัยที่ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจขยายตัวรุนแรงถึงที่สุด ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าขายรถเบนซ์ได้มากที่สุด ขณะเดียวกับที่เป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับว่ามีความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้แย่ที่สุดเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย หรือรัฐบาลที่ผ่านมามัวเดินตามแนวทางเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีสุดโต่งโดยไม่ลืมหูลืมตาและเอื้อประโยชน์เฉพาะแก่กลุ่มทุนอุปถัมภ์เครือข่ายญาติมิตรบริวารและพวกพ้องเท่านั้น?

                หากประเทศไทยไม่แก้ไขเงื่อนไขเหล่านี้ "สงครามชนชั้น" อาจปะทุขึ้นในวันที่ความขัดแย้งรุนแรงโดยที่ไม่ทันตั้งตัวก็ได้ และสถานการณ์อาจรุนแรงมากกว่าการต่อสู้ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาแน่นอน หากเงื่อนไขไม่ถูกผ่อนปรน คลี่คลาย การปฏิวัติยึดอำนาจรัฐที่ชนชั้นนายทุนทั้งหลายหวงแหน (ที่ไม่ใช่แค่การรัฐประหารเว้นวรรค) เพื่อทำลายระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลตามทฤษฎีมาร์กซ์ เพื่อปลดแอกชนชั้นแรงงานมนุษย์ที่ขึ้นต่อนายทุนทั้งชนชั้น ซึ่งถูกซื้อขายไม่ต่างจากสภาพของจักรกลในราคาที่มีค่าเพียงเวลาที่ถูกใช้เป็นแรงงาน และไม่เพียงพอต่อปัจจัยพื้นฐานของชีวิตนั้น อาจมาถึงเร็วกว่าที่หลายคนคิดก็เป็นได้ ด้วยเหตุผลในสิทธิแห่งการปฏิวัติว่า เพราะชนชั้นนายทุนกอบโกยเอาส่วนแบ่งไปจากสังคมมากเกินไปจนความเป็นสังคมกำลังล่มสลาย ซึ่งเป็นสาเหตุของความไม่เป็นธรรมทั้งมวลและลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง แล้วเมื่อถึงวันนั้นจะหาว่าไม่เตือน!

                ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าว ซึ่งนำโดยชนชั้นนำที่ขัดแย้งกันนั้น เราจึงเห็นข้อเสนอหลักๆ เพียง 2 แนวทาง ระหว่าง ประชาธิปไตยแบบอนุรักษนิยม และเสรีนิยมประชาธิปไตยแบบแผน ขณะที่ข้อเสนอของประชาชนมีพื้นที่เพียงเล็กน้อย และส่วนใหญ่หลงไปกับข้อเสนอของชนชั้นนำ

                ความขัดแย้งทางชนชั้นนี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่องด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่จัดวางความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ให้ขึ้นต่อกับความสัมพันธ์ทางการผลิต และกำหนดวิถีชีวิตของเราให้ขาวต่ำดำสูงกันออกไป และแน่นอนมันกำหนดสังคมและวัฒนธรรมให้เราด้วย จนในปัจจุบันนี้สังคมเหลื่อมล้ำอย่างมหาศาลและบริโภคนิยมเป็นว่าเล่น

                ถ้าเราไม่ต่อสู้โดยการแตะต้องโครงสร้างนี้ เราก็มิอาจเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีความเป็นธรรมได้เลย นักปรัชญาประวัติศาสตร์ได้เคยบอกเราว่า "รัฐทุนนิยมเป็นเพียงคณะกรรมการประกอบการของนายทุน" เท่านั้น นั่นหมายถึงว่า รัฐซึ่งน่าจะเป็นกลไกในการจัดวางการอยู่ร่วมกันในยุคใหม่ ได้เป็นเพียงที่ปรองดองผลประโยชน์ของชนชั้นนำทางสังคมเท่านั้น ที่เขาได้เข้าไปใช้อำนาจรัฐเพื่อจัดวางผลประโยชน์ร่วมกัน ออกกฎหมายและระเบียบร่วมกัน

                และนั่นทำให้เราเห็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยว่า หลังจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นต้นมา ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกันนั้น ก็เพราะมีแต่ชนชั้นนำทางสังคมไทยเท่านั้นที่ได้เข้าไปสู่อำนาจรัฐ และใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์ตนเองปกครองสังคมมาอย่างเนิ่นนาน ออกกฎหมายและนโยบายทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เอื้อผลประโยชน์ต่อชนชั้นของตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง

                ผลผลิตของสิ่งเหล่านั้นก็คือ ประเทศนี้มีการกระจายรายได้แย่ที่สุด 1 ใน 5 ของโลก ช่องว่างทางสังคมเหลื่อมล้ำมหาศาล เรามีรถเบนซ์เกือบมากที่สุดในโลก ขณะที่มีคนจนมากมายหลายสิบล้านคน ยากลำบากและไม่มีที่ดินทำกิน เพราะสินทรัพย์เหล่านั้นเดินเข้าสู่กลไกตลาดของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่ซึ่งเหล่านายทุน ผู้ประกอบการเท่านั้นมีอำนาจในการซื้อไว้-ครอบครอง

                ยังมิต้องพูดถึงความเหลื่อมล้ำของสังคมโลก ที่คน 200 ล้านคนเท่านั้นที่ร่ำรวย ในขณะที่ 1,800 ล้านคน เป็นคนชั้นกลาง แต่กว่า 4,000 ล้านคน อดอยาก ด้วยนโยบายทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน ซึ่งนายทุนยึดครองผลประโยชน์ 

                จะว่าไปแล้ว ระบบทุนนิยมเสรีครอบโลกเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อ “สังคม” และ "สิ่งแวดล้อม" เพราะมันแยกมนุษย์ออกจากสังคมให้เป็นปัจเจกชน และซื้อขายทรัพยากรของโลกทุกอย่างรวมถึงมิตรภาพตีค่าเป็นเงินตรา นำสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถสร้างสรรค์ขึ้นได้ทั้งปวงเข้าสู่ระบบตลาดเพื่อแสวงหากำไร

                ประเทศไทยก็เช่นกัน ขณะนี้เรากำลังเดินตามทิศทางดังกล่าวในทางเศรษฐกิจ ในระยะเปลี่ยนผ่านที่เรากำลังทยอยแปรรูปรัฐวิสาหกิจและซื้อขายทรัพยากรสาธารณะเข้าสู่การแสวงหากำไรในระบบตลาด กลายเป็นสงครามการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างชาวบ้านทุกหย่อมหญ้า กับรัฐและทุนที่กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

                แม้ว่าระบบการเมืองไทยจะเป็นประชาธิปไตยบ้าง ไม่เป็นประชาธิปไตยบ้าง แต่ระบบเศรษฐกิจไทยกลับมุ่งหน้าไปบนตลาดทุนนิยมเสรีอย่างไร้แรงต้านทาน หรือเป็นเผด็จการทุนนิยม จนเกิดการผูกขาดตามขั้นบันไดของระบบทุนนิยมเอง และตอนนี้ผู้ผูกขาดทั้งหลายก็พยายามที่จะใช้อำนาจรัฐเข้าช่วยในการผูกขาดในระยะยาวต่อไป โดยไม่ลืมหูลืมตาว่า ระบบทุนนิยมเสรีและการผูกขาดเศรษฐกิจเช่นนี้ นำมาซึ่งความหายนะของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่ไร้สิทธิไร้เสียงไร้อำนาจและเงินทอง เข้าไม่ถึงรัฐและทุนในปัจจุบัน

                ขณะที่พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนทางอุดมการณ์ของประชาชนในการต่อสู้ในระบบรัฐสภา ถูกสถาปนาขึ้นภายใต้ระบบเผด็จการพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา ที่ทุนกำกับให้พรรคการเมืองทำหน้าที่ทางอุดมการณ์ด้านเดียวบนเส้นทางกลไกตลาดเสรีและระบบทุนนิยม แทบจะไม่มีพรรคการเมืองพรรคไหนต่อสู้เพื่อสังคมนิยมทางเศรษฐกิจ หรือเศรษฐกิจที่เป็นประชาธิปไตยเลยในปัจจุบัน

                ที่ผ่านมานั้นอาจจะมีบ้าง แต่ก็ถูกกฎหมายและระเบียบที่ชนชั้นนำไทยเขียนขึ้นเพื่อกีดกันพรรคการเมืองแนวอุดมการณ์ที่หลากหลายมากกว่าทุนนิยม ทำให้พรรคทางเลือกทั้งหลายล้มตายหายหน้าจนไม่มีอยู่ในปัจจุบัน ครั้งหนึ่งนั้นพรรคการเมืองพรรคหนึ่งถึงกับเลือกการจับอาวุธขึ้นสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงปฏิวัติสังคม

                เมื่อความขัดแย้งรุนแรงขึ้น จนส่วนหนึ่งเป็นเหตุข้ออ้างให้มีการรัฐประหารเว้นวรรคความรุนแรงทางสังคม และชนชั้นล่างได้ลุกขึ้นมาส่งเสียงทางการเมืองมากขึ้น จนชนชั้นนำไม่สามารถผูกขาดทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบเก่าได้อีกต่อไป คงถึงเวลาแล้วที่จะปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองไทยอย่างจริงจัง เพื่อหยุดวิกฤติความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจในเวลานี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

                ถึงเวลาที่ต้องเปิดพื้นที่ในรัฐสภาให้พรรคการเมืองที่หลากหลายทางอุดมการณ์ทางการเมือง ให้มีพื้นที่ในระบบสภา ไม่ว่าจะเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ พรรคสังคมนิยม พรรคเสรีนิยม หรือพรรคอนุรักษ์นิยมแบบไหน ทุกฝ่ายสามารถต่อสู้ทางอุดมการณ์และนโยบายสังคมได้เต็มที่โดยไม่ถูกปิดกั้นเหมือนที่ผ่านมา เพื่อเป็นทางเลือกของประชาชน และถึงวันนั้น อนาคตของสังคมประชาธิปไตย หรือสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social-Democracy) ที่หมายถึงความเป็นสังคมทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตยทางการเมือง จะเป็นคำตอบและทางออกของสังคมอย่างแน่นอน

                รวมถึงการแก้ปัญหาการผูกขาดทางเศรษฐกิจ โดยการออกกฎหมาย ปรับแก้ และบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดในระบบตลาดมากกว่า 33% หรือ 1 ใน 3 เพื่อสนับสนุนการกระจายโภคทรัพย์และรายได้ให้มากขึ้นในประเทศไทย

                ทรัพยากรสาธารณะทั้งหลายต้องออกกฎหมายยุติการให้สัมปทานเอกชนแสวงหากำไรฝ่ายเดียว แต่ทรัพยากรต่างๆ ต้องเป็นระบบกรรมสิทธิ์ของรัฐที่อาจจ้างเอกชนมืออาชีพมาบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ แต่หลักการทางเศรษฐกิจสังคม รัฐจะต้องไม่ปล่อยขายทรัพยากรต่างๆ ของรัฐไปให้เอกชนแสวงหากำไรแบบในปัจจุบัน

                ทั้งหมดทั้งมวลนั้นคือทิศทางของสังคมไทยในอนาคต ที่มีคำตอบและทางออกอยู่แล้ว แต่ชนชั้นนำไทยกลับไม่กล้าเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ซ้ำร้ายยังพยายามแบ่งแยกแล้วปกครองโดยการแยกประชาชนออกเป็น 2 ฝ่ายให้ตีรันฟันแทงกันเอง บนวาทกรรมที่แปลกแยก ความเกลียดชัง ทำให้ประชาชนหลงลืมปัญหา “ชนชั้น” และรากเหง้าแห่งความขัดแย้งที่แท้จริง

                ดังนั้น สำหรับฝ่ายประชาชนทุกเสื้อสี เราไม่อาจยกอ้างการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา เป็นเหตุผลเพื่อเลือกข้าง "นายทุน" หรือ "อำมาตย์" หรือชนชั้นนำใด เพราะทุนอยู่ทุกฝ่าย และการแตกหักชั่วคราวของอำนาจครั้งนั้นก็ล้วนมีสาเหตุมาจากชนชั้นอำนาจรัฐที่หักโค่นกันเอง การเคลื่อนไหวทางสังคมของขบวนการประชาชนชั้นล่างของทุกกลุ่มไม่ควรเป็นหางเครื่อง แต่ควรเป็นเรื่องความชอบธรรมของพลังประชาชน และไม่ควรถูกทาสีว่าเป็นเครื่องมือของฝ่ายใด

                ถ้าชนชั้นนำไม่แก้ไขโครงสร้างความขัดแย้ง ในระยะเวลาของรัฐบาลเฉพาะกาลนี้เพื่อปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง ก็ไม่อาจแก้ไขปัญหาวัฎจักรทางการเมืองของประเทศไทยแบบเก่าได้ และจะกลายเป็นเหมือนงูกินหางในที่สุด 

                สังคมไทยน่าจะถือโอกาสจากสถานการณ์และความขัดแย้งของกลุ่มทุนที่พลิกผันกลับกันนี้ เรียกร้องให้รัฐและทุนแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เป็นรูปธรรมที่สุด เพื่ออนาคตประเทศไทย ก่อน "สงครามชนชั้น" มันจะเกิดขึ้นจริงๆ

                หากไม่แล้ว ท้ายที่สุด ขบวนการประชาชนไทยฝ่ายก้าวหน้าในชายขอบปริมณฑลของเหลืองและแดง จะรวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม และรวมพลพลังประชาชนดุลอำนาจใหม่ เพื่อสร้างอนาคตสังคมนิยมประชาธิปไตยอันเป็นคำตอบและทางออกของประเทศไทยด้วยมือของตนเอง

                เพราะสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democracy) คือทางออกของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21


[เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์โลกและเรา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 8, 15 พฤศจิกายน 2558]

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net