วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความรักคือการให้ .... จริงหรือ?


 


1. เงิน เงิน เงิน

คุณเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า เวลาที่เราไปร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวในงานมงคลสมรส นอกจากคำอวยพรที่มอบให้แก่คู่บ่าวสาวแล้วทำไมเราจึงต้อง “เอาเงินใส่ซอง” เพื่อมอบให้แก่เจ้าภาพ

คำตอบที่ดูแสนจะง่ายและเป็นคำตอบสำเร็จรูปคือ ก็เพื่อให้เจ้าภาพหรือคู่บ่าวสาวนำเอาเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้จัดงาน เช่น เป็นค่าอาหาร ค่าสถานที่โรงแรมที่จัดงาน เป็นต้น 
แต่เมื่อใดก็ตามที่เราคิดทบทวนให้ลึกซึ้งกว่านั้น เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคู่บ่าวสาวที่มีมากกว่าระดับปกติ เช่นเป็นเพื่อนสนิทหรือญาติกัน บางครั้งเราก็อยากจะมอบของขวัญให้แก่พวกเขา“มากกว่าเงินใส่ซอง” 
ทำให้เราต้องคิดสาระตะว่าจะสรรหาของขวัญอะไรดีเพื่อเป็นสิ่งที่ทดแทนความสัมพันธ์อันพิเศษนั้น

แล้วท่านเคยคิดไหมว่า “ของขวัญ” นั้นถูกใจหรือคู่บ่าวสาวหรือพวกเขานำของขวัญนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์

เรามักไม่มีคำตอบสำเร็จรูปรอคอยอยู่ข้างหน้า  จึงได้แต่เพียงคาดเดาว่า “ใช่”

 

2. การให้เป็นเงินสดดีกว่าการให้ของขวัญแทบทุกกรณี
คุณมักจะทำอยู่บ่อยๆ ว่า ถ้าอยากจะมอบของขวัญให้แก่คนที่คุณรัก คุณพยายามค้นหาหรือเดาใจว่าคนที่คุณรักต้องการอะไรหรือไม่ต้องการอะไรในการเป็นสิ่งทดแทนความรักระหว่างกัน คงไม่ลำบากใจนัก ถ้าหากคนรักบอกคุณตรงๆ มาก่อนว่าต้องการอะไรเป็นของขวัญสำหรับโอกาสพิเศษต่างๆ  แต่ถ้าหากความสัมพันธ์นั้นยังห่างไกลกัน ก็คงไร้ประโยชน์สำหรับของขวัญที่มอบให้นั้น เพราะท่านอาจจะไม่รู้ความจริงว่า ผู้รับนั้นต้องการอะไร และสิ่งที่มอบให้ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้รับต้องการ
 
การให้โดยไม่เกิดประโยชน์ใช้สอยนั้น นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ไม่ได้ทำให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ หรือไม่เกิดอรรถประโยชน์สูงสุด (Utility) แก่ผู้รับ
โดยพวกเขาเชื่อว่า การให้เป็นเงินสดดีกว่าการให้ของขวัญแทบทุกกรณี
ปกติคนเราย่อมรู้ดีกว่าคนอื่นว่าตัวเองชอบอะไรและไม่ชอบอะไร การคิดว่าเราให้ของขวัญกันเพื่อทำให้เพื่อนหรือคนรักมีความสุขก็แทบไม่มีอะไรดีเกินไปกว่าการให้เป็น “เงินสด” ต่อให้คุณมีรสนิยมดีเลิศแค่ไหนก็ตาม เพื่อนของคุณก็อาจไม่ชอบเนคไทหรือสร้อยคอที่คุณซื้อให้อยู่ดี 
ฉะนั้น ถ้าคุณต้องการสร้างความสะดวกและสบายใจให้แก่แก่ผู้รับ คุณก็ไม่ควรซื้อเป็นของขวัญ แต่คุณควรเอาเงินที่ตั้งใจจะซื้อของขวัญให้ไปให้แทน
เนื่องจาก  เงินเป็นตัวแทนที่สามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่ทดแทนความต้องการของผู้รับได้กว้างกว่าทุกๆ สิ่ง โดยไม่มีความจำเพาะเจาะจงเช่นกับของขวัญที่คุณซื้อนั้นแล้ว

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า วิธีการแบบนี้จะทำให้เกิดอรรถประโยชน์(Utility)สูงสุดแก่ผู้รับ 

 

3. คุณตันไม่ใช่พระเจ้าที่จะล่วงรู้จิตใจคนไทยทุกคนเสมอไป
คุณตัน ภาสกรนที เจ้าของธุรกิจน้ำดื่มแก้กระหายมีการประกาศจัดแคมเปญแจก iPhone รุ่นใหม่เอี่ยม ซึ่งยังไม่มีการมาวางขายที่เมืองไทย  คุณตันได้ประกาศผ่านแฟนเพจของตัวเองว่า ถ้าใครที่อยากได้ไอโฟน ให้ถ่ายรูปโดนใจแล้วติดแท็กนำ้ดื่มยี่ห้อที่เขาขาย   
แผนการตลาดนี้ได้กระตุ้นให้เกิดการบริโภคน้ำดื่มยี่ห้อของเขาและสร้างความติดตาตรึงใจ (brand reminding) โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่อยากได้โทรศัพท์มือถือ iPhone  รุ่นใหม่ที่มีเข้ามาเรื่อยๆ
หรือแม้แต่วิธีการชิงโชครางวัลรถเบนซ์ 50 คัน ด้วยการชิงรางวัลจากรหัสใต้ฝากขวดน้ำดื่ม  (เขาโฆษณาว่า แจกรถเบนซ์ 50 คัน 50 วัน)
คุณเชื่อเช่นเดียวกับผู้เขียนแน่นอนว่า คนที่ดื่มน้ำแก้กระหายทุกคนไม่ได้ต้องการโทรศัพท์ iPhone รุ่นใหม่ หรือรถเบนซ์ทุกคนเสมอไป
การเลือกของขวัญที่ดีเป็นสัญญาณสื่อถึงความรักของคุณตันที่มีต่อลูกค้าจริงหรือ...?
แต่เหมือนคุณตันก็รู้ตัวเองดีว่าการทำเช่นนั้น ตนได้ชัยชนะในการทำการตลาด แต่เขากลับล้มเหลวในทางเศรษฐศาสตร์ เขาจึงมีการ "แจกเป็นเงินสด" เพิ่มอีกวิธีหนึ่ง
การที่คุณตันเอาทุกๆ วิธีการของด้านการตลาด (Marketing) และทางเศรษฐศาสตร์ (Economics) จึงทำให้คุณตันเป็นพระเจ้าเงินตรา เหมือนเป็นผู้ผลิตธนบัตรได้เองยิ่งกว่ากรมธนารักษ์ …….

 และล่วงรู้จิตใจคนไทยทุกคนเสมอไป

 

4. การแลกของขวัญในเทศกาลปีใหม่ มิใช่เป็นการให้ด้วยความรัก
เมื่อถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ทีไร ผู้คนมักมีการให้ของขวัญแก่กัน 
4.1 การให้แบบเจาะจงแก่ใครคนใดคนหนึ่ง ถ้าคนที่คุณจะให้ไม่ใช่คนที่พิเศษจริงๆ ประเภทว่า คุณได้สัญญากันไว้ว่าจะให้สิ่งนั้นสิ่งนี้ เคยไปเลือกดูกันมาก่อนแล้ว แต่ยังไม่สะดวกที่จะซื้อให้ในคราวนั้น ก็จะเข้าเงื่อนไขการให้ตามที่ผู้เขียนกล่าวไว้แต่ต้น  

4.2 หลายๆ สถานที่ี่มักมีการจับสลากของขวัญโดยการเอาของขวัญมารวมกัน แล้วจะมีผู้โชคดีเท่ากันทุกคน มีความเป็นไปได้ในการถูกเลือกที่จะได้รางวัลเล็กรางวัลใหญ่แตกต่างกันออกไป 
การให้แบบนำของขวัญมาถัวเฉลี่ยการให้เช่นนี้ จึงไม่ใช่เป็นการให้ด้วยความรัก หากแต่เป็นการให้ด้วยความปรารถนาดี (ซึ่งยังไม่ถึงขั้นเจาะจงตัวบุคคล) คือการให้ของขวัญอะไรแก่ใครก็ได้
ฉะนั้น หากใครสลักหลังบนกล่องของขวัญมาว่า "ด้วยรัก" นั่นย่อมผิดวัตถุประสงค์ไปจาก "ความรักคือการให้"

 

5. ทุกๆ คนเป็นคนมีเหตุมีผลอยู่ในตัวเอง

ความเป็นคนมีเหตุมีผลนั้นมีอยู่ทั่วทุกตัวคน การพิจารณาเลือกสิ่งของ หรือของขวัญที่เหมาะสมที่จะให้คนอื่นหรือแม้แต่ให้แก่ตนเอง ย่อมพิจารณาถึงประโยชน์สูงสุดของการใช้งาน หรือเต็มประสิทธิภาพ จึงจะเรียกว่า คุ้มค่าคุ้มกับราคาของเงินที่คุณได้จ่ายออกไป


ครั้งต่อๆ ไป หากคุณจะจ่ายเงินเพื่อความรักหรือเพื่อคนที่คุณรัก โปรดมีวิจารณญาณในการใช้ "ต่อมเศรษฐศาสตร์" ที่ทุกคนมีมาแต่กำเนิดนั้น
ให้เกิดประโยชน์


ซึ่งมิใช่....ใช้เพียง "ต่อมอารมณ์" เพียงอย่างเดียว

………………………………..

 

 

 

 

อ้างอิง

เงินไม่ใช่พระเจ้า (What Money Can't buy: The Moral Limits of Markets. 2012, อ่านรายละเอียดได้ที่ http://tannerlectures.utah.edu/_documents/a-to-z/s/sandel00.pdf

หรือดูคลิปยูทูป  

https://www.youtube.com/watch?v=GvDpYHyBlgc  )

 

 

โดย NN1234

 

กลับไปที่ www.oknation.net