วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พี่หมีใหญ่ตลุยญี่ปุ่น ตอนที่ 11 ไปอุเอโนะและกลับบ้าน....


 วันอาทิตย์, 30 พฤศจิกายน 2557

     แม้จะเป็นความบังเอิญที่เมื่อคืนผมเข้าพักตรงกับวันที่โฮสเตลมีการจัดปาร์ตี้    แต่นั่นราวกับว่าเป็นปาร์ตี้เลี้ยงส่งผมก่อนจากญี่ปุ่นเลยทีเดียว    เนื่องจากเมื่อคืนผมอยู่ดึกมากทำให้ผมรู้สึกค่อนข้างเพลียเมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า   มองไปรอบๆพบว่าเจ้าหนุ่มเม็กซิกันหิ้วไก่นั้นไม่อยู่แล้ว    เขาคงรีบไปที่สนามบินเพราะต้องบินรอบเช้า   ส่วนคนอื่นๆยังคงนอนหลับอยู่    ผมจึงเก็บสัมภาระทุกอย่างให้เรียบร้อยอย่างเงียบๆก่อนที่จะออกจากห้อง

     ผมเดินออกมาเช็คเอาท์ พบกับสตาฟที่เจอเมื่อคืน   พวกเขาท่าทางดูไม่ค่อยง่วงเท่าไหร่แถมยังมีสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนเมื่อคืน  ผมรู้สึกขอบคุณพวกเขาเป็นอย่างยิ่งที่ช่วยสร้างความทรงจำที่ดีๆให้กับผมในคืนสุดท้ายที่ญี่ปุ่น   ขณะที่เช็คเอาท์เขายังถามผมอีกว่าจะไปเที่ยวไหน   ผมตอบกลับไปว่าวันนี้จะกลับบ้านแล้ว   พวกเขาเลยอวยพรให้ผมเดินทางปลอดภัย   พวกเขาช่างน่ารักจริงๆครับ



                                                                                                     
                                                    Oak Hostel Zen, Uguisudani

     หลังจากเช็คเอาท์เสร็จก็มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งเข้ามาเช็คอิน   เป็นหนุ่มสาว 3-4 คนคุยกันด้วยภาษาที่ผมคุ้นๆ  ภาษาไทยนั่นเอง   การที่ได้ยินภาษาไทยนั้นทำให้ผมรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง    มันคือความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก   ผมได้เจอคนไทยในญี่ปุ่นมากมายและได้พูดคุยกันในช่วง 4-5 วันแรก    แต่ในช่วงเวลาที่เหลือนั้นผมแทบไม่ได้พูดภาษาไทยเลย   เวลาเราคิดอะไรอยู่กับตัวเองก็มักจะเป็นภาษาไทย   แต่หลายวันที่ผ่านมาผมพูดแต่ภาษาอังกฤษบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง   การได้ยินภาษาไทยทำให้ผมรู้สึกคิดถึงประเทศไทยขึ้นมา   แม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นที่ๆดีมากๆและผมมีความสุขที่ได้มา     แต่ผมก็รู้สึกมีความสุขมากเช่นกันที่ผมกำลังจะได้กลับบ้านแล้ว

     เที่ยวบินของผมจะเดินทางตอนบ่ายๆ    ผมยังมีเวลาอีกเล็กน้อยในญี่ปุ่น    แต่เนื่องจากต้องเผื่อเวลาเดินทางไปสนามบินและผมก็แบตใกล้หมดเต็มที(เที่ยวจนเหนื่อยมากจริงๆ)  จึงเลือกไปที่ๆอยู่ใกล้ๆนั่นคือ สวนอุเอะโนะ

                                                                         
                                                สวนอุเอะโนะ

     สวนอุเอะโนะในวันนี้    ใบเมเปิลสีแดงอาจจะน้อยไปหน่อย (ร่วงอยู่บนพื้นเป็นส่วนมาก) ส่วนที่กิ่งแห้งๆไม่มีใบไม้เลยนั้นคาดว่าจะเป็นต้นซากุระ    ส่วนต้นแปะก๊วยยังคงมีใบสีเหลืองๆให้เห็นอยู่บนต้น

                                                                            
                                                 ต้นแปะก๊วย

    เมื่อเดินเข้าไปสักพักจะพบกับอนุสาวรีย์เจ้าชายโคมัตสึ อากิฮิโตะ   นายทหารและนักการเมืองคนสำคัญในช่วงบะคุมะสึ (ปลายยุครัฐบาลโทกุกาวะ) พระองค์ทรงเป็นแม่ทัพคนสำคัญในสงครามโบชิน    ผลงานเด่นๆคือเป็นผู้บัญชาการรบที่โทบะ-ฟุชิมิ   ซึ่งเป็นการรบครั้งสำคัญอันนำไปสู่การทำลายปราสาทโอซาก้า   ที่มั่นสำคัญของรัฐบาลโทกุกาวะ  จนมาถึงยุคเมจิ   พระองค์ได้เดินทางไปยังหลายๆประเทศเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี    นับเป็นบุคคลสำคัญอีกคนของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว

                                                                                    
                                                    เจ้าชายโคมัตสึ อากิฮิโตะ

     จากนั้นผมเดินไปเรื่อยๆจนพบกับอีกสาขาหนึ่งของศาลเจ้าโทโชกุ   ซึ่งหากนำมาเปรียบเทียบกันกับศาลเจ้าโทโชกุที่นิกโก้แล้วจะพบว่า   ศิลปะและการออกแบบดูเหมือนกันมากครับ    หากต้องการเข้าชมสวนด้านในจะต้องจ่าย 300 เยนครับ   ทีนี้ตอนที่ผมกำลังจะซื้อตั๋วก็มีป้าๆกลุ่มหนึ่งแทรกผมเข้าไปหามิโกะที่ช่องจำหน่ายตั๋วแล้วโบกไม้บอกมือถาม "How muchๆ" (ไม่ใช่คนญี่ปุ่นแน่นอน) พอมิโกะตอบ "Three hundred" พร้อมกับชูสามนิ้ว   แก๊งค์ป้าเหล่านี้ก็เดินส่ายหัวออกไปทันที   ผมเข้าใจดีว่าบางคนมาเที่ยวก็คงอยากเซฟค่าใช้จ่ายลงบ้างล่ะครับ    แต่สำหรับผมไหนๆก็บินมาถึงญึ่ปุ่นแล้ว   จะจ่ายอีก 300 หรือ 1,000 เยนก็เอาเถอะ   เดี๋ยวจะนึกเสียดายเมื่อบินกลับมาถึงบ้านทีหลังจะไม่คุ้มเอา   ถถถถ

                                                                                  
                                               ศาลเจ้าโทโชกุ, อุเอะโนะ

                                                                                       
     บริเวณใกล้ๆมีเจดีย์แดง 5 ชั้นด้วย  และบริเวณนี้ยังมีอนุสรณ์สถานระลึกถึงเหล่าผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมะและนางาซากิด้วยครับ

                                                                                                   
                                             สีสวยๆหลากสีนั่นคือนกกระเรียนพับครับ

     จากศาลเจ้า ผมเดินออกมาและเดินต่อไปตามทางสักพักก็เจอเข้ากับสวนสัตว์อุเอะโนะ   ผมยืนคิดนิดนึงว่าจะเข้าไปดีมั้ย    คราวก่อนเจอสวนสัตว์ที่สวนอิโนะคาชิระก็ไม่ได้เข้า (เหนื่อย+ขี้เกียจ) งั้นวันนี้ก็เข้าซะหน่อยละกัน    จริงๆตอนเด็กๆผมชอบสวนสัตว์มากครับ    ขอให้พ่อแม่พาไปซาฟารีเวิลด์ประจำและพ่อกับแม่ผมก็เห็นว่า   ลูกชอบก็เลยสมัครเป็นสมาชิกเสียเลยและพาผมไปเที่ยวบ่อยๆ   แต่นั่นมันก็เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมเลยไม่แน่ใจว่าถ้าผมเข้าไปในสวนสัตว์ตอนนี้ผมจะยังสนุกอยู่อีกมั้ย

                                                                                                    
                                               สวนสัตว์อุเอะโนะ

      ด่านแรกหลังจากผ่านประตูสวนสัตว์มาก็คือ   สิ่งมีชีวิตที่คนให้ความสนใจมากที่สุด (อย่างน้อยก็คนไทยช่วงหนึ่งล่ะ) นั่นก็คือ แพนด้านั่นเองครับ    ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเกิดมาเคยเห็นแพนด้าตัวเป็นๆกับเค้ามั้ย (เริ่มจำเรื่องตอนเด็กๆไม่ได้   แก่แล้วรึเนี่ย) เลยรีบเข้าไปต่อแถวรอชมสัตว์ที่ (น่าจะ) มีคนชื่นชอบมากที่สุดในโลก

                                                                                        

                                                        แพนด้า

     ..........ครับ ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าแพนด้าเป็นสัตว์ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการกินกับนอน   นั่นคือถ้าผมไม่โชคดีมาเห็นจังหวะที่มันกินล่ะก็   ผมก็จะได้เห็นมันนอนนิ่งเงียบแบบนี้และคงไม่ขยับตัวแบบนี้ไปเป็นชั่วโมงๆ    อย่างไรก็ตามแม้ว่าแพนด้าจะเป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกและเราสามารถพบมันได้ตามสวนสัตว์    แต่ในธรรมชาตินั้นแพนด้ามีเหลืออยู่น้อยมาก    เนื่องมาจากพื้นที่อาศัยลดลงเรื่องๆ ประกอบกับอัตราการขยายพันธุ์ที่ต่ำมากของพวกมัน   ผมหวังว่าเด็กๆที่มาดูในวันนี้จะร่วมกันอนุรักษ์แพนด้าต่อไปในอนาคตนะครับ

       หลังจากดูแพนด้านอนเสร็จแล้ว    ผมก็สะดุดเข้ากับศาลาทรงไทยหลังหนึ่งซึ่งน่าแปลกใจว่าทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้    เมื่อเข้าไปใกล้จึงได้ทราบว่า   นี่คือศาลาที่ระลึก 120 ปีความสัมพันธ์ไทย - ญี่ปุ่น (2007) นั่นเอง    เป็นหลักฐานถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน

                                                                                                                                                                                        

                                          ศาลารอยยิ้มเชื่อมใจ 120 ปี ไทย - ญี่ปุ่น

      ใกล้ๆกับศาลาเป็นที่ของสัตว์อีกชนิดหนึ่งนั่นคือช้างเอเชีย   ซึ่งตรงป้ายระบุไว้ว่าช้างเหล่านี้ทางสวนสัตว์ได้รับมาจากประเทศไทยนั่นเอง   เท่าที่ดูแล้วเด็กๆที่นี่ตื่นเต้นกับการชมช้างไทยไม่แพ้แพนด้าเลยทีเดียว
                                                                                                      
                                                        ช้างไทย

     ต่อมาที่ผมเดินไปถึงจะเป็นโซนของสัตว์ในเขตอาร์คติกครับ  มีทั้งหมีขาว แมวน้ำหลายชนิด  แต่ตัวที่ผมชอบมากๆคือนกเค้าแมวหิมะ    ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับเจ้าเฮดวิกในเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์นั่นเอง   โดยส่วนตัวแล้วในบรรดานกทั้งหมดผมชอบนกฮูกมากที่สุดเลยครับ    มันดูน่ารักแบบแปลกๆดีโดยเฉพาะเวลาหันคอไปมาทำหน้างงๆ   ในนิทานตอนเด็กๆที่ผมเคยอ่านหรือดูการ์ตูน   นกฮูกมักเป็นตัวละครที่มีความรู้   ส่วนนกแสกนี่ตอนเด็กผมค่อนข้างกลัวครับหน้าตามันดูหลอนๆชอบกล

                                                                                                                                              

                                             ญาติของเฮดวิกในญี่ปุ่น

     เดินมาอีกก็จะเจอพวกหมีครับ  เช่น  หมีควาย หมีสีน้ำตาล ต่อด้วยนกชนิดต่างๆ ทั้งเหยี่ยว อินทรี นกแก้ว นกฮูก ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคงเป็นนกแร้งครับตัวใหญ่มาก   กางปีกทีประมาณ 3 เมตรได้    ต่อจากนั้นจะเป็นโซนสัตว์ใหญ่ เช่น เสือ และกอริลล่า  ขอไม่ลงรูปแล้วกันนะครับเดี๋ยวจะเยอะเกิน

     สรุปแล้วผมเอ็นจอยกับสวนสัตว์มากครับแม้ว่าจะเลยวัยเด็กมานานแล้วก็ตาม    แต่เวลาแห่งความสุขก็ต้องหมดลงเพราะนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงตรง    สมควรแก่เวลาที่ผมจะไปสนามบินเสียที (ดูจากแผนที่ ผมยังเดินได้ไม่ถึงครึ่งของสวนสัตว์เลยครับ เสียดาย)

      ผมเดินย้อนมาจนถึงโซนอาร์คติก แวะทักทายญาติของเฮดวิกอีกครั้ง   แต่ก็ต้องหยุดเดินเพื่อดูโชว์การให้อาหารหมีขาว

                                                                                                                                                                                                 

                                                            รับนะ

     ก่อนจะออกจากสวนสัตว์    ผมเดินไปเจอเข้ากับอุโมงค์ของนกขนาดเล็กเข้า   ข้างในเป็นตู้กระจกขนาดใหญ่ที่มีนกขนาดตัวเท่าฝ่ามือหลากสีสันจำนวนมากกำลังส่งเสียงร้องระงมไปทั่ว    การที่พวกมันตัวเล็กมากแถมยังบินย้ายกิ่งไม้ไปมาอย่างรวดเร็วทำให้ยากต่อการถ่ายรูปมากครับ   คุณลุงที่เป็นพนักงานซึ่งคอยอธิบายเด็กๆเกี่ยวกับนกที่อยู่ในโซนนี้พอเห็นผมพยายามถ่ายรูปนกก็อาสาช่วยมองหาให้    ทำให้ผมถ่ายมาได้ 4 - 5 ตัว เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกถึงความ "เต็มที่" ในหน้าที่การทำงานของชาวญี่ปุ่นครับ
                                                                                                  

                                                  สีสวยเชียวครับ

     หลังจากนั้นผมเดินออกจากสวนสัตว์    ผ่านสวนอุเอะโนะก่อนจะไปที่สถานีเพื่อนั่งรถไฟไปยังสถานีนิปโปริอันเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางกลับ
                                                                                                        

                                                   เซลฟี่ที่สวนอุเอะโนะ

      เมื่อมาถึงสถานีนิปโปริ    ผมรีบไปซื้อตั๋วที่นั่งรถด่วนสำหรับไปสนามบินเพราะหากนั่งรถไฟธรรมดาหรือพลาดรถด่วนรอบนี้ล่ะก็    คงได้ลุ้นว่าจะตกเครื่องหรือไม่กันเลยทีเดียว   ผมเลือกใช้รถไฟ Sky Liner ซึ่งใช้เวลาเดินทางสั้นที่สุดคือ 45 นาที
                                                                                             
                                                  Sky Liner ณ สนามบินนาริตะ

     เมื่อมาถึงสนามบินผมก็ไปคืนบัตรซุยกะ (ต้องลากันแล้วสินะคู่หู)    หลังจากเช็คอินเรียบร้อยผมยังมีเวลาอีกเป็นชั่วโมง    ผมจึงมีเวลาสำหรับการเดินดูของในดิวตี้ฟรี   เผื่อว่ามีของฝากอะไรขาดเหลือบ้าง (แต่ของแพงอยู่ครับ คิทแคทฟูจิที่ผมซื้อที่คาวากุจิโกะ ที่นี่ขายราคาสูงเกือบ 2 เท่า) หลังจากนั้นเวลาบ่ายสามโมงตรงผมก็เดินทางออกจากประเทศญี่ปุ่นโดยสายการบิน Air Macau เจ้าเดิมครับ   เซอร์ไพร์สของเที่ยวบินนี้ก็คือ   ผมได้เห็นฟูจิซังจากบนเครื่องบินครับ  ทั้งที่ท้องฟ้ามีเมฆมากแต่จู่ๆฟ้าก็เปิด    ผมได้ยินเสียงคนตะโกน "ฟูจิๆ" พอหันไปทางขวาก็เห็นฟูจิซังปรากฏตัวขึ้นราวกับจะมากล่าวคำอำลา    หลังจากที่เครื่องบินเลยผ่านฟูจิซังไปท้องฟ้าก็มืดลงเนื่องด้วยดวงอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไปแล้ว   ซาโยนาระ นิฮง........
                                                                                                                                                                                                        

                                                           ฟูจิซังอำลา

     ผ่านไป 5 ชั่วโมงผมก็มาอยู่ที่สนามบินมาเก๊า   ผมหยิบเครื่องเล่น PS Vita ขึ้นมาเล่นฆ่าเวลา (เอาไปได้เล่นแค่ 2 ครั้งครับ คือที่มาเก๊าทั้งขาไปและขากลับ) ก่อนที่จะถึงเวลาขึ้นเครื่องกลับไทย    ระหว่างรอที่เกจมีชาวไทยหญิงชายคู่หนึ่งเข้ามาทักผม    ถามผมว่าพี่เป็นคนไทยหรือเห็นถือพาสปอร์ตไทย (ถือพาสปอร์ตไทยคงเป็นคนรัสเซียมั้งครับ ถถถถ) ทั้งสองบอกว่าเห็นผมตั้งแต่เมื่อสิบกว่าวันก่อนแล้วตอนรอเครื่องบินจากที่นี่ไปญี่ปุ่นแต่ไม่คิดว่าผมจะเป็นคนไทย (ตามสูตร) แสดงว่าพวกเราไปกลับเวลาเดียวกันเลย    พวกเราทั้ง 3 จึงได้คุยกันเล็กน้อยเกี่ยวกับสิบวันที่ผ่านมา   พวกเขาค่อนข้างทึ่งที่ผมได้ไปมาหลายที่   ส่วนพวกเขาอยู่ในโตเกียวเป็นหลัก    พอคุยกันได้สักพักพวกเราก็ขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย

      เที่ยวบินของผมเดินทางกลับถึงไทยเวลาประมาณตีหนึ่ง   ผมเรียกแท็กซี่เดินทางกลับบ้าน    ระหว่างนั้นผมโทรไปที่บ้านเพราะพ่อบอกว่ากลับมาถึงกรุงเทพฯให้โทรหา    พอโทรไปพ่อบอกว่ารอรับอยู่   เมื่อถึงบ้านก็พบว่าครอบครัวของผมทั้งพ่อ แม่ และน้องชายต่างรอคอยการกลับมาของผมอยู่แม้ว่าตอนนี้จะดึกมากแล้ว    ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่บ้านเรามีให้แก่กันจริงๆ    คืนนั้นผมนอนหลับอย่างมีความสุขบนเตียงของผมเองที่ไม่ได้นอนมาร่วมสิบวัน...

      จบแล้วครับสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของผม    ผมรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ให้ประสบการณ์ที่มากกว่าการท่องเที่ยว    ผมรู้สึกเติบโตขึ้นกว่าเดิม ได้รู้จักที่จะอยู่กับตัวเอง    รู้จักที่จะเจอผู้คนที่หลากหลาย   ได้เจอกับสถานการณ์ต่างๆจากสถานที่ต่างๆมากมาย และได้รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้มากกว่าที่คิด    สุดท้ายนี้ผมต้องขอขอบพระคุณทุกๆคนที่ผมได้พบเจอตลอดการเดินทางครั้งนี้รวมถึงทุกๆคนที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้สมบูรณ์   ขอขอบคุณครอบครัวของผมที่คอยเป็นห่วงและให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น                                                                                      

                                                                  

                                     ขอปิดท้ายด้วยอีกรูปหนึ่งของฟูจิซังครับ

        และท้ายที่สุดนี้ขอขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านมากๆครับ :)
                                                                                                                                       
                                                                                บันทึกโดย   พี่หมีใหญ่

โดย แม่หมี

 

กลับไปที่ www.oknation.net