วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องสั้นวันอาทิตย์ ตอน ไฟแดงที่เพิ่งผ่านเลย


ไฟแดงที่ผ่านเลย

โดยสมตา

“สายแล้วสายแล้ว”

ฉันบอกตัวเองขณะเร่งหยิบงานที่ทำค้างไว้ตั้งแต่เมื่อคืนใส่กระเป๋าเอกสาร พอหยิบของที่ต้องใช้ทั้งหมดใส่กระเป๋าเสร็จ ก็ชะโงกหน้าไปดูเงาตัวเองในกระจกอีกครั้งก่อนจะลนลานออกจากห้องทันที

ห้องนอนของฉันอยู่ที่ชั้นบนของบ้าน ประตูห้องเยื้องกับบันไดเพียงเล็กน้อย ฉันรีบก้าวยาวๆไปหาบันไดนั้นแล้ววิ่งลงไป

“บอกกี่ทีแล้วว่าอย่าวิ่งลงบันไดลูก”

โดยที่ไม่ฟังสียงทัดทานของแม่ที่ดังขึ้นมาในหัว

แม่ตื่นแต่เช้าเสมอ จึงมักเห็นพฤติกรรมของฉันแทบทั้งหมดตอนก่อนออกจากบ้าน ไม่เหมือนพ่อที่กว่าจะตื่นก็เป็นเวลาที่ฉันคงอยู่ที่ที่ทำงานแล้ว

ฉันไม่เคยทำตามเสียงนั้น จนวันนั้นนั่นแหละ ฉันจึงเริ่มคล้อยตามความห่วงใยของเจ้าของเสียงบ้างด้วยการใช้วิธีวิ่งไปด้วยอีกมือก็จับราวบันไดไปด้วย ไม่ใช่วิ่งไปหอบของพะรุงพะรังไปเหมือนที่เคย

พอลงมาถึงครัว ก็วางกระเป๋าเอกสารลงบนโต๊ะทานข้าวจนเสียงดังผลุงใหญ่

“เอาน้ำไปด้วยลูก ไว้กินตอนรถติด”

เสียงแม่ยังดังขึ้นอีกในตอนที่เปิดตู้เย็น ราวกับเจ้าของเสียงมายืนพูดอยู่ใกล้ๆ ฉันเหลือบตาดูถุงอาหารปรุงสำเร็จสี่ห้าชนิดที่ซื้อมาเตรียมไว้ให้เป็นอาหารทั้งวันของพ่อตั้งแต่เมื่อวาน เดี๋ยวพอพ่อตื่น พี่สมรที่ช่วยดูแลพ่อแม่มานานหลายปีแล้วก็คงนำไปเปลี่ยนใส่จาน อุ่นในเตาไมโครเวฟ แล้วจัดให้พ่อทานเอง

พอเอาของทั้งหมดใส่รถ ปิดประตูบ้าน สตาร์ทรถเสร็จ ฉันยังมีแก่ใจเปิดลิ้นชักหน้ารถหาซีดีเสียงคำบรรยายของสมเด็จพระสังฆราชใส่ในช่องเล่นแผ่นทั้งๆที่รีบออกอย่างนี้ 

“เอาไว้ฟังตอนรถติดนะลูก ฟังเพลินๆ”

จำได้ว่าแม่พูดตอนยื่นแผ่นซีดีเหล่านี้ให้

ตอนนั้นฉันรับของจากมือแม่เพราะไม่อยากขัดใจ

“ฟังพระเทศน์เนี่ยนะ จะเพลิน”

ยังจำเสียงตัวเองที่ตอบแม่ในใจได้

“ฟังเพลงยังจะเพลินเสียกว่า”

และยังจำได้อีกว่าไม่เคยเปิดซีดีเหล่านั้นฟังเลย

จนกระทั่งวันที่ได้รับโทรศัพท์จากพ่อ ว่าแม่จากไปแล้วนั่นแหละ จึงเป็นวันแรกที่ได้ทำตามความประสงค์ของผู้ให้

วันนั้น แม่เดินรดน้ำต้นไม้หน้าบ้านตามปกติ เสร็จแล้วจึงเดินขึ้นบันไดที่ทอดจากพื้นดินขึ้นสู่ประตูบ้านเพื่อไปปลุกพ่อให้ลูกขึ้นมาทานอาหารเช้าด้วยกันอย่างเคยแต่พอถึงบันไดขั้นสุดท้าย แม่กลับเหมือนคนเสียหลัก หมุนตัวเองไปมาและตกลงไปนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นโดยที่ไม่มีใครเห็น

มีเพียงกล้องวีดีโอตัวหน้าบ้านเท่านั้นที่ทำให้พวกเราเห็นว่าแม่เป็นอะไรไป แม่จากโลกนี้ไปได้ยังไง

จำได้ว่าพอกดวางสายโทรศัพท์จากพ่อ ใจก็ได้แต่บอกว่าไม่จริง แม่ยังไม่เป็นอะไร แม่แค่สลบอยู่ที่โรงพยาบาลเท่านั้น ช่วงเวลาที่ต้องติด อยู่ในรถขณะเดินทางไปโรงพยาบาลนั้นนั่นเอง คงเพราะความคิดถึงสิ่งต่างๆที่แม่ทำให้มาตลอด จึงได้เลือกซีดีแผ่นหนึ่งที่แม่ให้มาเปิดฟัง

ใจที่ร้อนจึงค่อยๆเย็นลง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเนื้อความที่พระสังฆราชท่านเทศน์ตรงกับความเป็นไปของใจ หรือเพราะว่าเสียงของท่านที่เนิบนาบแต่หนักแน่น มีอำนาจราวสามารถดึงหูฉันไว้ไม่ให้ไปฟังเสียงไหน หรือเพราะว่าการเว้นจังหวะระหว่างคำเทศน์ที่ราวกับจะให้เวลาในการทบทวนประโยคที่เพิ่งฟังไปของผู้ฟัง ให้ผู้ฟังได้คิดตาม

ตั้งแต่วันนั้น ฉันก็ฟังเสียงท่านทุกครั้งที่เข้ามานั่งหลังพวงมาลัย

ตอนแรกก็ฟังเพราะคิดถึงแม่ แต่พอได้ฟังบ่อยๆเข้าก็กลายเป็นความเคยชิน

ชินไปนานๆเข้า ก็เพลิน

เพลินเหรอ

ฉันยิ้มขำเมื่อคิดขึ้น

“ฟังพระเทศน์เนี่ยนะ เพลิน”

 

ก่อนจะกึ่งย้อนคำกึ่งถามตัวเอง ที่กลับรู้สึกเพลิดเพลินในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่เคยคิดว่าจะเพลินได้

ขับรถไปฟังไป มาถึงสี่แยกยอดแย่อย่างไม่รู้ตัว

ฉันตั้งชื่อสี่แยกนี้ว่าอย่างนั้นเพราะความที่ไฟแดงตรงทางที่ฉันจะหยุดเพื่อรอการผ่านเปิดนานมาก เมื่อก่อน พอติดไปแดงที่แยกนี้ทีไร ฉันจะหงุดหงิดเพราะเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ดวงสัญญาณไฟจะเปลี่ยนสีสักที แต่เดี๋ยวนี้ฉันกลับไม่รู้สึกอย่างนั้น ไม่น่าเชื่อ

แค่ดึงใจออกมาจากการรอคอยการเปลี่ยนสีของดวงสัญญาณไฟ แค่นี้ ความกระวนกระวายก็หายไปจากใจฉันตั้งเยอะ

เคยถามตัวเองว่าทำไมใจจึงเปลี่ยนไปได้ คิดมาคิดไป ก็ได้คำตอบ ว่าเพราะฉันอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าหรือก็คือไฟแดงและความหมาย คำสั่งของสีไฟ ด้วยความเข้าใจ ไม่หวังในไฟเขียวและสิ่งต่างๆที่มาพร้อมกับสีของมันที่ยังไม่เกิดขึ้น เมื่ออยู่กับปัจจุบันอย่างรู้เหตุผลได้และไม่หวังในสิ่งที่มาไม่ถึง ก็ไม่มีอะไรให้กระวนกระวายใจ เห็นสัญญาณไฟแดง ใจก็อยู่กับไฟแดง รู้ว่าแดงคือหยุด หยุดรอให้ฝ่ายที่ได้รับไฟเขียวผ่านไปก่อน พออีกฝ่ายหยุดบ้าง ฝ่ายทางฉันจึงจะได้เดินรถต่อไป

ฉันเชื่อว่าการจราจรในกรุงเทพไหลเวียน แทนที่กันไปมาเหมือนน้ำที่ไหลแทนที่กันในลำธาร ถนนฝ่ายไหนจะได้สัญญาณไฟอะไร ก็ขึ้นอยู่กับหนทางข้างหน้าด้วยว่าปลอดโปร่งพอที่จะให้รถบนถนนฝ่ายนั้นเคลื่อนไปแทนที่หรือไม่ ถ้าทางข้างหน้าตีบตัน ถึงจะผ่านไฟแดงจากจุดหนึ่งไปได้ ก็ไปติดที่จุดข้างหน้าอยู่ดี ดีไม่ดีกลายเป็นไปขัดขวางการเดินทางของกันและกันเสียเอง ยิ่งรีบอาจจะกลายเป็นยิ่งช้า

ก็ในเมื่อเรายังไปไม่ได้ ทำไมไม่ให้อีกฝ่ายที่พอไปได้ ไปก่อน

และเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว จะร้อนใจทั้งๆที่ร้อนไปก็แก้ไขอะไรไม่ได้ไปทำไม

“จึงได้มีพระพุทธภาษิตที่ตรัสเปรียบไว้ในธรรมบทว่า ควรทำฉันทะคือความพอใจในการกระทำบุญแม้ทีละน้อย ฝนตกลงมาทีละหยาดๆ ก็ย่อมทำภาชนะที่รองน้ำให้เต็มได้ การทำบุญแม้ทีละน้อยๆ ก็ย่อมทำให้บุญเต็มขึ้นมาได้ มากขึ้นมาได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรประมาทเลินเล่อเผลอเพลินในบุญกริยา คือการกระทำบุญทั้งหลาย”

 

เสียงจากเครื่องเล่นแผ่นซีดียังคงกล่อมเกลาฉันไม่ขาดสาย

ติดไฟแดงก็ดี จะได้มีเวลาหยุดฟังเสียงท่านโดยไม่ต้องกังวลกับรถบนถนนหรือผู้คนที่ร่วมใช้ถนนในบางช่วง

กลุ่มผู้สัญจรบนทางเท้าส่วนหนึ่งพากันข้ามถนนบนทางม้าลายตรงหน้า ในกลุ่มคนเหล่านั้น ฉันเห็นคนคู่หนึ่งเดินรั้งท้าย เด็กหนุ่มคนหนึ่งจูงมือหญิงวัยกลางคนให้เดินไปด้วยกัน

ฉันส่งสายตามองตามจนพวกเขาเดินพ้นถนน ขึ้นไปบนทางเท้าอีกฝั่ง เดาว่าเขาทั้งสองคงเป็นแม่กับลูก

คิดถึงแม่

ฉันบอกกับตัวเอง

คิดถึงตัวเองด้วย

ใจพลันห่อเหี่ยวลงเล็กน้อยเมื่อคิดขึ้นมา ว่าน่าจะเชื่อแม่มาเสียตั้งนานแล้ว ถ้าฉันเริ่มฟังซีดีคำเทศน์มาก่อนหน้า ฉันคงเพลินใจเพราะการฟังมาก่อนหน้านี้ คงดั้นด้นไปหาหนังสือเกี่ยวกับพระธรรมมาอ่านสอนใจก่อนหน้านี้ และคงอ่านพบคำตรัสที่ว่าให้ขวนขวายทำสิ่งดีๆ อย่าทำสิ่งดีๆหรือทำบุญช้า เพราะไม่อย่างนั้น ใจจะยินดีในสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นบาป มาก่อนหน้านี้ และคงทำในสิ่งที่รู้ว่าควรทำมาก่อนหน้านี้ ไม่ผัดวันประกันพรุ่งเพราะเห็นแก่ความจำเป็น ความสนุกสนานส่วนตัวอย่างที่ผ่านมานี้ และ ...

คงไม่เสียแม่ไปเร็วอย่างนี้

เพราะพอรู้ว่าแม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ตอนนั้นฉันก็เกิดกลัวว่าเดี๋ยวแม่เกิดเวียนหัวขึ้นมาระหว่างวันจะเป็นยังไง แม้พ่อกับพี่สมรจะอยู่บ้านกับแม่ แต่พ่อชอบนั่งอ่านหนังสือตามลำพัง พี่สมรก็มีงานบ้านมากมายต้องทำ ส่วนแม่ชอบเก็บโน่นหยิบนี่ ถ้าแม่ปุบปับเป็นอะไรไป พ่อหรือพี่สมรจะลุกมาช่วยแม่ทันมั้ย

จึงมีความคิดจะติดราวช่วยจับตามผนังให้รอบบ้าน โดยเฉพาะตรงบันไดหน้าบ้าน ตั้งใจว่าจะเรียกช่างปูนมาก่อแผงให้เหมือนผนังสูงสักประมาณเอวแม่ให้ยาวตลอดตัวบันได แล้วจะฝังราวจับไว้ที่ด้านบนสุดด้วย เผื่อแม่ฉวยวิงเวียนขึ้นมาเมื่อไหร่จะได้มีอะไรให้คว้าจับ

แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ทำ

 

เพราะมัวแต่ห่วงงาน ห่วงการพักผ่อนของตัวเอง จนหาข้ออ้างให้ตัวเองได้เสมอๆ ว่าแม่ยังเป็นอะไรไม่มาก ไม่ต้องรีบร้อนนักก็ได้บ้าง งานเยอะจนไม่มีเวลาไปเที่ยวเสาะหาบ้าง บางทีขับรถเข้าห้างที่มีร้านขายอุปกรณ์แต่งบ้านแล้ว แต่พอขับรถวนหาที่จอดนานๆก็เบื่อ เลยขับรถออกจากห้างเพราะความขี้เกียจ อยากรีบกลับบ้านไปนอนพักบ้าง พอช่างปูนคนหนึ่งปฏิเสธ ก็ไม่ขวนขวายหาหาช่างคนใหม่โดยให้เหตุผลกับตัวเองว่างานเล็กน้อยใครจะอยากมาทำบ้าง

สารพัดที่จะมีเหตุผลมาผัดวันประกันพรุ่ง

ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งเศร้ารำพึงรำพัน

เสียงฉันบอกตัวเองในใจ

เรื่องที่ผ่านมาแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะมาหวนคิดถึงด้วยความเศร้าใจอาลัยหา นอกเสียจากนำมาคิดเพื่อหาทางแก้ไข อย่าให้เรื่องร้ายเกิดขึ้นซ้ำรอย

มองในแง่ดี เพราะการเสียแม่ทำให้ฉันเอาใจใส่พ่อมากขึ้น รีบหาทางติดราวช่วยจับรอบบ้านทันทีแม้ว่าพ่อจะยังไม่มีอาการอะไร ยังไงเสีย พ่อก็เป็นคนแก่ กันไว้ดีกว่าแก้

ทำให้ฉันรู้จักการอดทน รอคอย ไม่เห็นแก่ความต้องการส่วนตัว ทำให้ฉันรู้จักจัดลำดับงานที่ทำ รู้ว่างานไหนควรทำก็รีบทำ ไม่ผัดผ่อนไปเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุดอย่างที่เป็นมา

“สารพัดจะรู้นะ”

เสียงนั้นยังบอกตัวเองอย่างเย้ยเยาะ

คนเราก็อย่างนี้ ตอนที่ยังมีโอกาสแก้ไขอะไรๆก็มักไม่ทำ แต่พอโอกาสนั้นผ่านไปแล้ว กลับรีบขวนขวาย รีบทำเป็นการใหญ่ ราวกับโอกาสของการแก้ไขนั้นจะมาไม่ถึงอีกแล้ว

“เอาน่ะ ยังดีที่ยังรู้จักปรับปรุง ไม่ปล่อยให้ความผิดอย่างเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำๆ”

แล้วเสียงตัวเองให้กำลังใจตนตามมา

“เสียใจก็แต่ ทำไมต้องให้การเสียแม่ มาเป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่ควรแก้ ทำในสิ่งที่ควรทำ เท่านั้นแหละ”

แม่ลูกสองคนนั้นกำลังจะจากคลองสายตาฉันไปอย่างช้าๆ ฉันนึกอนุโมทนากับเด็กหนุ่มในใจ

ไฟเขียวแล้ว

ฉันเคลื่อนรถออกจากที่ด้วยความเร็วตามที่ความเหมาะสมกับสภาพจราจรจะยอมให้ทำได้ แม้จะเคลื่อนรถออกไปแล้ว ก็ยังไม่วายเหลือบตาดูคนทั้งสอง

“อนุโมทนา”

และส่งเสียงบอก ทั้งๆที่เขาไม่มีโอกาสได้ยิน

 

อนุโมทนาที่เขาทำในสิ่งที่ควรทำในขณะที่ยังสามารถทำได้ในปัจจุบัน ไม่เหมือนฉันที่ปล่อยปัจจุบันให้ผ่านเลยไป จึงได้แต่ใช้ผลของความเสียหายที่ปรากฏในปัจจุบันอันเกิดจากการกระทำอดีตมาป้องกันไม่ให้ผลอย่างนั้นเกิดซ้ำในอนาคตเท่านั้น

“ขอให้รักษาความดีนี้ไว้ให้ตลอดไป”

ฉันนึก

เมื่อรถเคลื่อนที่มาติดไฟแดงอีกไฟ

ไฟแดง อยู่ที่สี่แยกไหนก็ยังเป็นสีแดง แม้ตาฉันจะจับจ้องกับดวงสีแดงตรงหน้า แต่ใจกลับติดอยู่กับภาพดีๆที่เห็นจากไฟแดงที่แล้ว

แม้จะนึกถึงภาพที่เพิ่งผ่านตา แต่ก็ไม่ได้ยึดภาพนั้นอย่างชวนให้อาลัยหาถึงสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไข

หากกลับเตือนใจว่า จะไม่ปล่อยโอกาสในการทำสิ่งดีๆ ตามกำลังตน ให้ผ่านเลยไป ...

... อีกแล้ว

…………………………………………………….

ปล. เรื่องสั้นเรื่องนี้ มีจุดประสงค์ที่จะอธิบาย สภาวธรรม สองเรื่อง กับ กิจที่ควรทำต่อ ผู้ให้กำเนิดคือพ่อแม่ หรือบุพการีที่เลี้ยงดูเรา

เรื่องแรก คือ คำว่าบุญ โดยเฉพาะคำว่า ทำบุญ  เรามักเข้าใจกันว่า การทำบุญคือ การเอาเงินใส่ซอง หรือ จัดข้าวของไปถวายพระที่วัด  คำว่า บุญ เป็นชื่อหนึ่งของความสุข   ดังคำตรัสที่ว่า

มา  ภิกฺขเว  ปุญฺญานํ   ภายิตฺถ    สุขสฺเสตํ    ภิกฺขเว  อธิวจนํ  ยทิทํ  ปุญฺญานิ ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ท่านทั้งหลายอย่าได้กลัวบุญทั้งหลายเลย  เพราะว่า  คำว่า บุญนี้  เป็นชื่อของความสุข  ฉะนี้ ฯ

การทำบุญที่เราเข้าใจกันโดยมากดังกล่าว เป็นการทำทาน  ทำทานแก่พระสงฆ์  เพื่อแบ่งปันปัจจัยแก่สงฆ์  ผู้ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพ เพื่อให้ท่านเหล่านั้นได้อบรมเจริญในธรรม จนแจ้ง จะได้นำมาสั่งสอน ฆราวาส ที่ต้องหาเลี้ยงชีพ อยู่กับความแปรปรวน อันนำมาซึ่ง ทุกข์และสุข คละเคล้ากันไป

ที่จริง คำว่าบุญกินความกว้างกว่านั้น การที่เราไม่ล่วงศีล มีความปกติในการละเว้นการเบียดเบียนผู้อื่น  ก็ได้ชื่อว่า ทำบุญ

การที่เรามีจิตเมตตา กรุณา ช่วยเหลือผู้อื่น หรือการมีจิตที่เป็น กุศลต่อ อารมณ์ที่จรเข้ามา ทาง ตาหู เป็นอาทิ  ไม่เกิดความรู้สึกขัดเคืองใจ  มีความสงบรำงับไว้ได้  เหล่านี้ก็ได้ชื่อว่า ทำบุญ

การทำจิตใจให้เป็นบุญ มีเป็นปกติ ตัวเราไม่เร่าร้อน ไม่ขัดเคือง  ไม่ริษยา ไม่ผูกโกรธ ไม่ส่อเสียดเบียดบัง  จิตใจจึงเป็นปกติสุขอยู่ได้ ก็ได้ชื่อว่า ทำบุญ  

นี่จึงเป็นที่มาของคำว่าบุญ และความสุข เพราะคำแปลหนึ่งของบุญ คือ ทางอันนำไปสู่สุคติ

ความหมายดังนี้ จึงเป็นอันแก้ไขความเข้าใจผิดของชาวพุทธ  เพื่อไม่ให้ไปหลงกับคำว่าทำทาน คือ ทำบุญ จนลืมการขัดเกลาจิตใจตนเอง  ที่อาจมีอกุศลจิตแล่นเข้ามาจับได้ ทุกวินาที ที่ตื่นอยู่   เพราะการที่มีจิตใจแช่มชื่น ที่ได้ถวายจตุรปัจจัยแก่พระ ก็ได้บุญคือความสุขตรงนั้น  แต่หลังจากนั้น ก็เข้าสู่ภาวะปกติ  เคยส่อเสียดใครก็ยังคงทำอยู่ เคยเบียดเบียนใคร ก็ยังไม่ลด ละ  เช่นนี้ จิตใจจึงขึ้นๆลงๆ เหมือนคนจมน้ำ โผล่ขึ้นมาหายใจทีหนึ่ง จากนั้นก็ดำลงไปใหม่ ดังนี้

เรื่องที่สอง  การมีสติกับปัจจุบันขณะ เป็นสิ่งที่ช่วยให้จิตเรา ไม่แส่ส่ายไปผูกกับอารมณ์ ที่ทั้งน่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา  อารมณ์ที่ทำให้เรายินดี เราก็ไปผูกติด ด้วยความเพลิน อยากให้อยู่อย่างนั้น นานๆ  แต่ทุกอย่างในโลก มีเกิด ดับ ไม่เที่ยง ยามที่มันปรวนแปรไป เราก็ยินร้าย ไม่พอใจ  การยึดติดและเอาใจไปปรุงแต่งนี้ เป็นที่มาของความทุกข์

ติดไฟแดง ถ้ามองไฟแดงเฉยอยู่ มีสติตรงนั้น  เห็นแต่แสง ไม่มีอะไร  ขณะนั้นเราก็ไม่คิดอะไร เช่น ทำไมช้าจัง ทำไมไม่ปล่อยสักที  ความคิดเหล่านี้มันกวนจิตใจ และรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปช้ามาก  เพราะสิ่งที่เราคิดอยู่นั้น มันไม่เกิดจริงขณะนั้น  มันเป็นอดีตที่เอามา ปรุงเพื่อ อนาคต  ปัจจุบันขณะต่างหากที่เกิดจริง ดูที่ไฟแดงนั้น รู้ว่าแดง ก็แค่นั้น  ไม่ดูไฟแดง ก็ดูที่ร่างกายเรานี้ ดู การหายใจ เข้าและออก  ตามมันไปเช่นนี้  ดูทำไม?   ก็ไม่ทำไม  มีทำไมเมื่อไหร่  ความคิดปรุงมันก็แวบเข้ามาเท่านั้น  การอยู่กับปัจจุบันเช่นนี้ โดยไม่มีอะไร มันทำให้เวลาผ่านไปเร็วแบบไม่รู้ตัว

เรื่องกิจ ต่อผู้ให้กำเนิด  เนื่องจากใกล้วันพ่อ ก็เผื่อคุณแม่ด้วย  สิ่งใดที่เราควรทำเพื่อท่าน จงรีบทำเสียแต่วันนี้ อย่าได้ผัดผ่อน อ้างว่า ยุ่งนัก เวลาไม่มีนัก รถติดนัก สารพัดจะอ้าง   เพราะโดยมาก พ่อและแม่ มักเป็นบุพการี  คือผู้ที่กระทำก่อนโดยไม่หวังผล  ผู้ที่เป็นบุตรควรที่จะ กตัญญู  คือรู้คุณท่าน และ กตเวที  คือการกระทำคืน

กตัญญู  กับ กตเวที  ควรมาพร้อมกัน   มีแต่รู้คุณ  แต่ไม่กระทำคืน  ก็ชื่อว่าไม่สุด  ครึ่งๆกลางๆ

ตัวอย่างที่ชัดเจนหนึ่ง  คือ ใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พสกนิกรชาวไทยต่างพร้อมใจนุ่งห่มสีเหลืองเพื่อแสดงความจงรักภักดี  นี่คือ ความกตัญญู  คือ รู้คุณท่าน

แต่สิ่งที่พระองค์ตรัสย้ำเสมอ คือความสามัคคีของชาวไทย อยากให้คนไทยสามัคคีกัน  แต่ปัจจุบันนี้ก็อย่างที่เห็น  ไม่ได้ทำตนตามที่พระองค์ทรงสั่งสอนเลย  นี่คือ ตัวอย่างของการไม่กระทำคืน  คือ ไม่มี กตเวที

ถ้าพระองค์คือ บุพการี ที่ทรงลำบากตรากตรำเพื่อราษฎรของพระองค์ โดยไม่หวังอะไรตอบแทน  เราก็ควรที่จะ มีทั้ง กตัญญูและกตเวที เพื่อพระองค์เช่นกัน

ดังนั้นในวันที่ใกล้วันพ่อ ก็ขอให้ ได้ใช้โอกาสนี้ สื่อความหมาย ให้เราควรทำตนอย่างไร ต่อ บุพการี เพื่อจะได้เป็นบุญ ทั้งตัวท่านและตัวเรา

 

โดย สมชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net