วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ส่งใจไปปารีส


 
เหตุการณ์ก่อการร้ายจนเกิดโศกนาฏกรรมครั้งรุนแรงที่กรุงปารีส นำมาสู่ความสูญเสียมากมายกว่าที่หลายคนเข้าใจ นอกจากชีวิตของเพื่อนมนุษย์ร้อยกว่าคนที่ถูกฆ่า ยังไม่นับพี่น้องผองเพื่อนของเขาอีกหลายหมื่นคนที่เสียใจและเจ็บช้ำ
 
คนทั่วไปที่หัวใจมีมนุษยธรรมก็เสียใจไม่ใช่น้อย เมื่อโลกของเราเกิดอาเพศเหตุร้าย เพราะจริงๆ แล้วชีวิตมนุษย์ไม่ควรมีโทษทัณฑ์ใดสามารถพรากชีวิต หรือประหัตประหารเอาชีวิตพวกเขานั้นไปได้ เพราะผู้อื่นล้วนไม่ใช่เจ้าของสิทธิ์ชีวิตใครที่เกิดมา ไม่ว่าเขาจะบริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์จากสิ่งใดในสังคม ทั้งจากความเชื่อ ศาสนา ระเบียบ แบบแผน ประเพณี หรือกฎหมายใดๆ ก็ตาม กระบวนการยุติธรรมมีเพื่อจำกัด คุมขัง พันธนาการชีวิตเขาไว้ชั่วคราวเพื่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวมเท่านั้น
 
ผู้ที่อ้างสิทธิ์ทั้งปวงหรือยิ่งกว่าพระเจ้าพรากชีวิตผู้อื่น ย่อมไม่ใช่ผู้คนในสังคมของศตวรรษที่ 21 ที่เกิดมาในยุคโลกสีน้ำเงินแห่งสิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ ที่ต้องการสันติสุข ความสงบและสันติภาพ หลังเราผ่านยุคเข็ญแห่งสมัยในการเข่นฆ่าเพื่อพระเจ้า กษัตริย์ อาณานิคม เอกราช และชาติรัฐ มาเนิ่นนานแล้ว คนสมัยใหม่ล้วนไม่ต้องการเห็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ในนามของการสูญเสียชีวิตที่ไม่รู้ว่าเพื่อคุณค่าใดอีกต่อไป
 
เราไม่สามารถอ้างความผิดของผู้อื่นเพื่อเข่นฆ่าผู้อื่นได้ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของชีวิตของเขา และยิ่งไม่ใช่พระเจ้าที่เป็นเจ้าของโลกทั้งใบ อารยธรรมของเราได้พยายามสร้างกระบวนการยุติธรรมที่จัดตั้งขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงที่เราอาจไม่รู้ไม่เห็น เพื่อสร้างสมดุลในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม
 
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีเหตุผลไหนที่เราจะอ้างความผิดของผู้อื่นหรือกลุ่มชนกลุ่มอื่นที่ก่อความผิดไว้ตั้งแต่อดีตกาลนานโพ้น ตั้งแต่ความขัดแย้งของชนเผ่าเรื่อยมาจนถึงยุคอาณานิคม แล้วเอามาสะสางล้างแค้นเอากับผู้อื่นหรือคนอีกรุ่นหนึ่ง เพราะสงครามความเชื่อที่สมอ้างกันมันผ่านเลยมานานมากแล้ว ไม่มีใบอนุญาตใด ถึงจะมีใบอนุญาตประกาศสงครามก็น่าจะหมดอายุไปแล้วด้วย
 
ไม่มีใครอยากย้อนไปในยุคอาณานิคมเพื่อสู้รบกันอีกให้สูญเสียเลือดเนื้อ และไม่มีใครอยากย้อนกลับไปสู่ยุค "สงครามครูเสด" กันอีกหรอก เพราะมันเลยมากว่า 1,100 ปีแล้ว
 
ในยุคสมัยใหม่ สงครามอาจเป็นเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าสิ่งอื่น ที่กำกับความเชื่อและตัวละครอีกขั้นตอนหนึ่ง ผู้ที่อยู่ในเกมแห่งศรัทธากับเจ้าของเกมอาจเป็นคนละกลุ่มกัน กระทั่งเศรษฐกิจสงครามครั้งใหม่ของพวกเขา ในเรื่องนี้นั้นใครผิดก็ว่ากันไปตามผิด แต่ไม่ใช่คนในรัฐชาติของรัฐบาลนั้นๆ จะมีความผิดไปด้วย ความผิดขึ้นอยู่กับผู้กระทำเอง หากกระบวนการยุติธรรมนำไปไม่ถึงพวกเขา ซึ่งอาจเป็นกลุ่มทุนครอบโลกทั้งหลายที่เป็นเจ้านายของรัฐบาลต่างๆ จะว่าไปแล้วระดับฝีมือจารชนทั้งหลายมีหรือจะไปไม่ได้เข้าไม่ถึง เหตุใดพวกเขาจึงลงมือกับเหยื่อ-ผู้คนที่ใช้ชีวิตปกติสุขทั่วไป
 
มาจนถึงวันนี้ โลกควรออกมายืนยันว่า การต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ทางการเมือง ศาสนาหรือความเชื่อใดๆ ไม่ควรต้องแลกมาด้วยการฆ่าคน เพราะความขัดแย้งที่สร้างความเกลียดชังไปมาจะกลายเป็นวงกตแห่งสงครามล้างแค้นที่ไม่มีวันสิ้นสุด เหมือนดังสงครามความเชื่อในประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมายาวนาน ซึ่งมากพอที่เราควรได้เรียนรู้บทเรียนและมองเห็นว่า ไม่มีหลักการนามธรรมใดในโลกมีค่าควรแก่การเอาชีวิตผู้อื่นไปสังเวย
 
โลกเราเคลื่อนมาถึงยุคแห่งสันติภาพแล้ว วันนี้เราผ่านสงครามการเมือง ความเชื่อและศาสนามายาวนาน แน่นอน มนุษย์เราสมควรมีอุดมการณ์ แต่ในทางปฏิบัตินั้นคนเราต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ตัวเองได้โดยสันติ โดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน เผื่อว่าสักวันหนึ่งเราได้พบสัจธรรมว่า สิ่งที่เรายึดถือนั้นมันผิด จะได้มีชีวิตไปเรียนรู้และต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ใหม่ต่อไป
 
ขณะที่หลายคนร้องเรียกเพรียกหาสันติภาพ แต่พวกเขากลับก่อสงครามเพื่อสันติภาพที่ร้องเรียกนั้น หลายคนคงนึกถึงคำขวัญของ A. J. Muste ใน The New York Times ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2510 ที่ผ่านมานานแล้วว่า "There is no way to peace, peace is the way" จะมีหนทางใดไปสู่สันติภาพได้ หากไม่ใช้สันติภาพเป็นหนทาง
 
ใครจะนึกภาพของสันติภาพในอนาคตได้จริงๆ หากไม่ใช่ทุกฝ่ายหาหนทางแห่งสันติภาพด้วยการหยุดยิง ด้วยการหยุดสงครามและความรุนแรง
 
ตัวละครที่มีชีวิตในสงครามองค์กรหนึ่งก็คือ ISIS หรือกลุ่มขบวนการรัฐอิสลาม (Islamic State) พวกเขาเชื่อว่า ศาสดามิได้แต่งตั้งตัวแทนไว้ก่อนที่ท่านจะจากไป ดังนั้น หลังจากท่านจากไปแล้วตำแหน่งผู้ปกครองหรือผู้นำสืบต่อจากท่านจึงเป็นหน้าที่ของมุสลิม ต้องเลือกสรรกันเองตามความเหมาะสม
 
พวกเขาจึงออกมาประกาศตนว่ามีสถานะเป็นรัฐเคาะลีฟะฮ์ และอ้างอำนาจทางศาสนาเหนือชาวมุสลิมทั้งโลก โดยปรารถนานำภูมิภาคซึ่งมีชาวมุสลิมอยู่อาศัยส่วนใหญ่ของโลกมาอยู่ใต้การควบคุมทางการเมือง มุ่งประสงค์ให้ศาสนานำการเมืองและต้องการจะกำหนดทิศทางสังคมมุสลิม เริ่มด้วยประเทศอิรัก ซีเรียและดินแดนอื่นในภูมิภาคเลแวนต์ อันได้แก่ ประเทศจอร์แดน อิสราเอล ปาเลสไตน์ เลบานอน ไซปรัสและส่วนของตุรกีภาคใต้ จนปัจจุบันเกิดสงครามและการสู้รบภายในกลุ่มมุสลิมด้วยกันเองที่เห็นว่า ISIS เป็นพวกสุดโต่งหัวรุนแรงและโหดร้าย
 
กลุ่มมุสลิมกลุ่มอื่นในอาหรับก็มองว่า ISIS ตีความคำสอนแบบสุดโต่ง โดยส่งเสริมความรุนแรงที่อ้างอิงศาสนา นอกจากนี้ยังตัดสินกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับตนเองนั้น เป็นพวกนอกรีต นอกศาสนา เป็นคนเถื่อนที่ไม่น้อมรับความเชื่อและให้ความนับถือในพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น จนผู้แทนชาติอาหรับ 10 ประเทศ มีมติสนับสนุนตะวันตกในการดำเนินการ กวาดล้างกลุ่มขบวนการรัฐอิสลามดังกล่าว
เหตุการณ์ร้ายได้ขยายไปถึงดินแดนยุโรปอันรุ่งเรือง โศกนาฏกรรมครั้งรุนแรงที่ปารีสทำให้คนทั่วโลกกลัวภัยแห่งสันติสุขครั้งใหญ่ จากภัยที่มองเห็นได้โดยตรงมากกว่าภัยที่มองไม่เห็น ความสูญเสียหนนี้สืบเนื่องจากความขัดแย้งและสงครามครั้งใหม่ตามที่ได้กล่าวมา มักมาจากการสมอ้างความศักดิ์สิทธิ์เหนือมนุษย์และตนเองเพื่อเข่นฆ่าผู้อื่น ทำล้ายล้างผู้เห็นต่าง
 
เมื่อใดก็ตามที่คนคิดว่าตนเองมีความศักดิ์สิทธิ์หรือมีความเป็นมนุษย์เหนือกว่าใคร ย่อมไม่มีวันเห็นสันติภาพ และภราดรภาพ, Madonna ศิลปินชื่อดังก้องโลกบอกเราไว้เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ถึงโศกนาฏกรรมที่ปารีสว่า
โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น เพราะมีมนุษย์บางคนไม่เคารพชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และเราไม่สามารถแก้ปัญหานี้โดยการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ หรือโดยการสังหารคนอื่นๆ อีกหลายร้อยคนเพื่อแก้แค้น เธอบอกว่า เราเปลี่ยนแปลงโลกได้ โดยเริ่มจากเราทุกคนปฏิบัติกับมนุษย์ทุกคนอย่างมีศักดิ์ศรีและด้วยความเคารพ นั่นเป็นหนทางเดียวที่เราจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ เพื่อไปสู่สันติภาพที่แท้จริง
 
"The way we change the world is not to elect another president, not to kill a hundred more people. The way we change the world is that we change the way we treat one another on a daily basis, in the simplest ways. We must start treating every human being with dignity and respect, and this is the only thing that will change the world."


 
[คอลัมน์โลกและเรา เมธา มาสขาว นสพ.ไทยโพสต์ 22 พ.ย.58]

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net