วันที่ อังคาร ธันวาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปฏิรูปกองทัพ ก่อนปฏิรูปประเทศไทย



เคยมีคนพูดให้ผมฟังว่า ในระบบราชการทั้งหมดนั้น "กองทัพบก" เป็นองค์กรที่พร้อมที่สุดในการทำงานต่างๆ ผ่านระบบกลไกมากมายภายใต้สังกัดที่ครอบคลุมกว้างขวางมากกว่าหน่วยงานใด ทั้งทางวิทยาศาสตร์ สาธารณสุข การศึกษาและเทคโนโลยี อยู่ภายใต้หน่วยงานเดียว

แต่ทว่าประเทศไม่ใช่องค์กร การบริหารประเทศจึงไม่ง่ายเหมือนการบริหารหน่วยงานราชการ ซึ่งขึ้นตรงตามระบบการบังคับบัญชา แต่ประกอบไปด้วยพลเมืองที่หลากหลายความคิด ที่มีสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นพื้นฐานที่รัฐบาลมีหน้าที่คุ้มครองดูแล

การที่กองทัพบกเข้ามาบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน ผ่านผู้นำที่เป็น "ทหารการเมือง" ไม่ใช่ "ทหารอาชีพ" แม้ภายใต้กลไกรับรองมากมาย แต่พวกเขาก็ไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้สำเร็จลุล่วงดั่งใจปรารถนาและประสบความสำเร็จ ความมั่นใจของกองทัพที่เคยส่งนายพลหลายคนเข้าไปเป็นรัฐมนตรีและดำรงตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ แม้ว่าจะไม่ตรงกับความสามารถ เริ่มลดน้อยถอยลงเพราะพวกเขาบริหารจัดการไม่ได้จริงในโลกสมัยใหม่ ที่มิใช่การบริหารราชการแผ่นดินแบบเดิมอีกต่อไป

ยิ่งพวกเขาใช้อำนาจมากเท่าไหร่ อำนาจก็น้อยลงมากเท่านั้น ประเทศไทยไม่ใช่จะใช้อำนาจบริหารได้อย่างเดียวเหมือนเป็นประเทศรัฐราชการในอดีต ยิ่งพวกเขากลัวการใช้อำนาจกับพวกนายทุนผูกขาด หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ "รัฐ" และ "ทุน" จึงผนวกรวมเป็นคณะผู้ประกอบการร่วมกันอย่างแยกไม่ออก ในที่สุดพวกเขาจะกลายเป็นรัฐบาลเผด็จการทุนนิยมสมบูรณ์

วัฏจักรการเมืองที่นำมาสู่ยุคการปฏิรูปนั้น ประเทศไทยมีปัญหามากมายที่ต้องปฏิรูปเปลี่ยนแปลง แต่ที่ยาวนานมาจนถึงวันนี้นั้น ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหา "ข้อเสนอ" ปฏิรูป แต่มีปัญหาที่ผู้มีอำนาจไม่ยอมที่จะปฏิรูปเปลี่ยนแปลงต่างหาก

ท่ามกลางข้อเสนอปฏิรูปการเมืองเชิงโครงสร้างมากมายที่มีประโยชน์ เป็นข้อเสนอที่เป็นประจักษ์ในประเทศและสากล ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่ได้รับการยอมรับระหว่างประเทศ หรือข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) และสมัชชาปฏิรูป ที่มีความสำคัญมาก องค์กรต่างๆ เหล่านี้ถูกละเลยข้อเสนอ จนมาถึงการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในปัจจุบันนี้ องค์กรใหม่ๆ เหล่านี้จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะผู้มีอำนาจไม่ยอมปฏิรูป

ทางออกจากความขัดแย้งที่แท้จริงของประเทศไทยนั้น ต้องแก้ไปที่โครงสร้างทางการเมืองที่ปล่อยให้มีการยึดกุมรัฐสภาและพรรคการเมืองด้วยอำนาจทุน ต้องแก้ที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ปล่อยตามกลไกตลาดให้มือใครยาวสาวได้สาวเอาจนเกิดความเหลื่อมล้ำและความยากจน ต้องแก้ที่โครงสร้างอำนาจ โดยการกระจายอำนาจโดยให้งบประมาณท้องถิ่นมากกว่าส่วนกลาง ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค และให้มีการเลือกตั้งทุกระดับ เพื่อยกระดับจิตสำนึกพลเมืองของประชาชนให้เพิ่มขึ้นพร้อมด้วยความรับผิดชอบ

แต่รัฐบาลของกองทัพไม่มีวันเข้าใจ เพราะกระบวนทัศน์ ความรู้ ประสบการณ์ หรือการย้าย Paradigm Shift ของกองทัพมันไม่เคยโยกย้ายถ่ายโอนเคลื่อนที่ไปไกลกว่าแบบเก่า พวกเขาเข้ามาทำได้ก็แค่การบริหารประเทศแบบ Military Officer เท่านั้น ท่ามกลางหลักประกันอำนาจแบบเก่า ทั้งกฎอัยการศึกที่ใช้มาร้อยปี มาตรา 44 คืออำนาจแบบเก่าที่พวกเขาหยิบยกมาใช้ในรัฐบาลใหม่

จากทหารอาชีพ มาเป็นทหารการเมือง พวกเขาจึงก้าวไม่พ้นระบบการบังคับบัญชาแบบเก่า ก้าวไม่พ้นการควบคุมอำนาจด้วยการใช้อำนาจ โดยอ้างความถนัดเรื่องความมั่นคงของชาติ อธิปไตย และการรักษาความสงบเท่านั้น

วิสัยทัศน์นวัตกรรมใดที่เอาทหารมาดูแลระบบการศึกษา มาดูแลนิสิตนักศึกษาปัญญาชนอนาคตของชาติ มากำกับควบคุมศาสตราจารย์และมหาวิทยาลัย ไม่ต้องพูดถึงสมบัติของชาติ ทรัพยากรสาธารณะของประเทศที่ทุนผูกขาดผลประโยชน์อยู่ ทำไมทหารเข้ามามีบทบาทเพียงแค่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กลุ่มทุน และไล่ตะเพิดชาวบ้านออกจากมาตุภูมิของพวกเขา

ทหารอาชีพที่แท้จริงในยุคโลกาภิวัตน์ ไม่ใช่การเข้ามาเป็นทหารการเมือง แต่คือการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมในภาวะฉุกเฉินจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่รุมล้อมทำลายประเทศและโลกอยู่ทุกฤดูกาล ไม่ใช่เข้ามาบัญชาการผลประโยชน์ของชาติเหมือนยุครัฐทหารเมื่อ 50 ปีก่อน

ภาพสะท้อนตลอดปีที่ผ่านมาของรัฐบาลเฉพาะกาลก็คือ ความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินและผลักดันประเทศไปให้พ้นความขัดแย้งจากวิกฤตการณ์ต่างๆ แต่ผลงานที่เห็นกลับเป็นเรื่อง "กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง" จึงย่ำอยู่กับที่พร้อมคำถามมากมายในปัจจุบันที่รอวันหมดความอดทนของคนไทย

ปัญหาหนึ่งของกองทัพที่ไปไม่ทันยุคสมัยใหม่ คือการตรวจสอบภายในและความโปร่งใสภายในองค์กรเองจากปัญหาการคอร์รัปชัน โดยเฉพาะปัญหาล่าสุดกรณีอุทยานราชภักดิ์ ที่มีข้อครหาการ "หักหัวคิว" ในโครงการ จนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ออกมาเสนอแนะเรียกร้องให้กองทัพบกสร้างความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว

ขณะที่ผู้บัญชาการทหารบกให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า โครงการก่อสร้างอุทยานฯ ไม่ใช่โครงการที่มีงบประมาณรองรับ เป็นเงินบริจาคทั้งสิ้น แต่ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินกลับตรวจสอบพบว่า เงินที่ใช้ในการก่อสร้างอุทยานฯ ส่วนหนึ่งมาจากงบกลางจำนวน 63.57 ล้านบาท ผ่านแผนกสั่งจ่ายงบประมาณ สำนักงานปลัดบัญชีกองทัพบก สั่งจ่ายให้กรมยุทธโยธาทหารบก เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง

นี่ขนาดงบกลาง ไม่ใช่งบลับของกองทัพอีกมากมายที่ตรวจสอบไม่ได้ รัฐบาลของกองทัพจะไปบริหารประเทศได้อย่างไร ในเมื่อหน่วยงานของตนเองยังทำให้เกิดความโปร่งใสไม่ได้เลย

รัฐบาลควรแสดงความโปร่งใสในเรื่องต่างๆ ออกมาให้ชัดเจน รวมถึงควรยุติการส่งนายทหารไปเป็นรัฐมนตรี เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพราะจะกลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม และอาจนำพาภาพลักษณ์อื้อฉาวไม่ต่างจากคณะ รสช. เมื่อปี 2534-2535

ทางออกวันนี้ ปฏิรูปกองทัพ พร้อมกับปฏิรูปประเทศไทย.

[ชื่อเดิม ปฏิรูปกองทัพ พร้อมกับปฏิรูปประเทศไทย, คอลัมน์โลกและเรา - เมธา มาสขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน 2558]

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net