วันที่ ศุกร์ ธันวาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร กรณีราชภักดิ์ สังคมไทยกำลังเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ


ยุคหลังสงครามอินโดจีนหรือสงครามเวียดนาม คนไทยอายุเกิน ๔๐ ปีคงจะพอจำได้บ้าง แต่หากจำพอสมควรนั้น ต้องอายุ ๕๐ ปีขึ้นไปแบบผู้เขียน

 ชาวเวียดนามใต้จำนวนมากแย่งกันขึ้นเฮลิคอปเตอร์เที่ยวท้ายท้ายบนหลังคาสถานทูตอเมริกันประจำกรุงไซ่ง่อน

ภาพที่แสดงถึงชัยชนะของกองทัพเวียดนามเหนือ และเวียดกง รถถังแบบ T-54/55 พังประตูทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนามใต้

ภายหลังวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๑๘ ที่กองทัพเวียดนามเหนือ และเวียดกงสามารถยึดกรุงไซ่ง่อนหรือนครโฮจินมินห์ได้นั้น ตามชายแดนประเทศไทยที่ติดกับกัมพูชา มีผู้อพยพจำนวนมากหนีภัยเข้ามาขอพึ่งพิงพระบารมี 

ธงของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา (ต่อมาคือพรรคกัมพูชาประชาธิปไตย)

กัมพูชาซึ่อยู่ติดกับบ้านเราถูกปกครองโดย เขมรแดง (Khmer Rouge) หรือ “กองทัพแห่งชาติกัมพูชาประชาธิปไตย” อันเป็นกองกำลังที่ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ราชอาณาจักรกัมพูชาจึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็นกัมพูชาประชาธิปไตย ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ถึง พ.ศ. 2522

เขมรแดงถือเป็นตัวแทนความสำเร็จเชิงอำนาจของพรรคการเมืองลัทธิคอมมิวนิสต์ในกัมพูชา ที่ต่อมาได้พัฒนาไปเป็น “พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา” (Parti communiste du Kampuchéa – PCK) และ “พรรคกัมพูชาประชาธิปไตย” (Parti du Kampuchéa démocratique) รูปแบบการปกครองของเขมรแดงมีจุดประสงค์เพื่อสร้าง "สังคมใหม่" โดยใช้รากฐานทางอุดมการณ์ที่เรียกว่า "อุดมการณ์ปฏิวัติแบบเบ็ดเสร็จ" (idéologie de révolution totale) ที่มีการรักษาเผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพ เป็นตัวขับเคลื่อน

พล พต ผู้นำเขมรแดง และเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา ปี พ.ศ. 2519-2522

ตาม็อก อดีตผู้บัญชาการทหาร และหนึ่งในผู้นำระดับสูงของเขมรแดง

นวน เจีย รองเลขาธิการพรรคแรงงานกัมพูชา ผู้นำอันดับสองของเขมรแดงรองจากพล พต เป็นคนเดียวที่ยังคงมีชีวิตอยู่

สิ่งแรกที่เขมรแดงกระทำหลังจากได้รับอำนาจ คือ การกวาดต้อนประชาชนกัมพูชาทั้งหมดจากกรุงพนมเปญและเมืองสำคัญอื่น ๆ มาบังคับให้ทำการเกษตรและใช้แรงงานร่วมกันในพื้นที่ชนบท เพื่อจำแนกประชาชนที่ถือว่าเป็น "ศัตรูทางชนชั้น" ไม่ว่าจะเป็น ทหาร ข้าราชการ เชื้อพระวงศ์ ผู้มีการศึกษา หรือผู้มีวิชาชีพเฉพาะในด้านต่าง ๆ ออกมาเพื่อขจัดทิ้ง] การกระทำดังกล่าวนี้ ส่งผลให้ประชาชนชาวกัมพูชาต้องเสียชีวิตจากการถูกสังหาร ถูกบังคับใช้แรงงาน และความอดอยาก เป็นจำนวนประมาณ 850,000 ถึง 3 ล้านคน ซึ่งเมื่อเทียบอัตราส่วนของประชาชนที่เสียชีวิตต่อจำนวนประชาชนกัมพูชาทั้งหมดในขณะนั้น (ประมาณ 7.5 ล้านคน ใน พ.ศ. 2518) ถือได้ว่าระบอบการปกครองของเขมรแดงเป็นหนึ่งในระบอบที่มีความรุนแรงที่สุดในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20

แผนที่กัมพูชาจัดเรียงด้วยกะโหลกศีรษะของผู้เสียชีวิตจัดแสดงในตวล แสลงซึ่งเคยเป็นคุก S-21 ในสมัยกัมพูชาประชาธิปไตย

หลังจากที่เขมรแดงปกครองกัมพูชาเป็นระยะเวลา 4 ปี ใน พ.ศ. 2522 อำนาจการปกครองของเขมรแดงก็สิ้นสุดลง เนื่องจากการบุกยึดกัมพูชาของกองกำลังจากสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม แต่อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการเคลื่อนไหวแบบต่อต้านของเขมรแดง โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันตกของกัมพูชา ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในราชอาณาจักรไทย ก็ยังคงดำเนินต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 90 จนกระทั่ง พ.ศ. 2539 พล พต หัวหน้าขบวนการในขณะนั้นจึงยุติการทำงานของเขมรแดงลงอย่างเป็นทางการ หลังจากที่มีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพ

การบุกยึดกัมพูชาของกองกำลังจากสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม อันทำให้เกิดเหตุปะทะชายแดนไทย–เวียดนาม และเป็นส่วนหนึ่งของ สงครามกัมพูชา-เวียดนามและสงครามเย็น พ.ศ. 2522 - 2532

เหตุปะทะชายแดนไทย-เวียดนามเกิดขึ้นเมื่อกำลังทหารเวียดนามบุกเข้ากัมพูชาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2521 เพื่อล้มล้างระบอบเขมรแดง กำลังทหารกัมพูชาส่วนใหญ่ได้อพยพมาอยู่ทางด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศที่ติดกับชายแดนไทย โดยมีกลุ่มชาวกัมพูชาที่ต่อต้านการยึดครองของเวียดนามอยู่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มกัมพูชาประชาธิปไตย (Democratic Kampuchea) หรือกลุ่มเขมรแดงของพล พต และเขียว สัมพันธ์ มีสมาชิกประมาณ 40,000 คน มีฐานที่ตั้งอยู่บริเวณพนมกระวันและบริเวณตะวันตกของจังหวัดพระตะบอง กลุ่มแนวร่วมปลดแอกแห่งชาติของประชาชนเขมร (Khmer People’s National Liberation Front - KPNLE) ภายใต้การนำของซอนซาน มีสมาชิกประมาณ 4,000 คน และกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติเพื่อเอกราช ความเป็นกลาง และสันติภาพในกัมพูชา (Front d"union national pour un Cambodge independant, pacifiaue et cooperatif - FUNCINPEC) ภายใต้การนำของสมเด็จนโรดม สีหนุ การที่กลุ่มต่อต้านทั้งสามกลุ่มนี้มีฐานกองกำลังใกล้กับชายแดนไทยเพื่อเป็นง่ายต่อการหลบหนีเมื่อกำลังเวียดนามบุกเข้ามา กำลังกัมพูชาก็หลบหลีกเข้าสู่ดินแดนไทย ในการนี้เวียดนามเห็นว่าไทยยินยอมให้ชาวกัมพูชาฝ่ายต่อต้านใช้พื้นที่เป็นที่หลบหนีและคุ้มกันการโจมตีของกำลังเวียดนามและกำลังของเฮง สัมริน

อาสาสมัครทหารพรานกับหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา

 

ปฏิบัติการที่สำคัญ

การโจมตีบ้านโนนหมากมุ่น อำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2523 เวียดนามได้ส่งกองกำลังมากกว่า 2 กองร้อยล้ำเข้ามาในดินแดนไทยเข้าโจมตี การปะทะกันดังกล่าวก่อให้เกิดการบาดเจ็บและล้มตายทังสองฝ่าย
ช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2524 กองทัพเวียดนามและกำลังของของเฮง สัมริน ล่วงเข้าดินแดนไทยลึก 500 เมตร ที่หมู่บ้านสะแดง อำเภอตราพระยา จังหวัดปราจีนบุรี และได้ปะทะกับทหารไทย ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 1 นาย และเมื่อวันที่ 3 มกราคม มีการยิงกระสุนอาวุธหนักเข้ามาในเขตไทย ทำให้เจ้าหน้าที่และราษฎรของไทยเสียชีวิตรวม 10 คน

กองทัพเวียดนามและกองกำลังของเฮง สัมริน ได้บุกเข้ามาในเขนไทยที่บ้านซับสารี ตำบลปะดง อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ในวันที่ 17 กุมพาพันธ์ พ.ศ. 2525และได้ปะทะกับตำรวจตระเวนชายแดน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 นาย และตลอดทั้งปีได้มีการลุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทยหลายครั้ง

เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2526 เวียดนามได้ส่งกำลังโจมตีค่ายอพยพชาวกัมพูชาที่ตรงข้ามบ้านหนองจาน อำเภอตราพระยา จังหวัดปราจีนบุรี โดยได้เผาทำลายที่พักอาศัยและโรงพยาบาลจนหมดสิ้น มีชาวกัมพูชาบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ชาวกัมพูชาประมาณ 23, 000 คน ได้หลบหนีเข้ามาในอธิปไตยของไทย เวียดนามยังได้ยิงกระสุนปืนใหญ่เข้ามาตกในดินแดนไทยหลายสิบนัด เป็นผลให้ราษฎรไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง และบ้านเรือนได้รับความเสียหาย

ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 2 เมษายน พ.ศ. 2526 กำลังทหารเวียดนาม 1 กองพล สนับสนุนด้วยปืนใหญ่และรถถัง ได้เข้าโจมตีชาวกัมพูชาที่จังกาโก เขาพนมฉัตร และค่ายผู้อพยพตรงข้ามบ้านโคกทหาร ทำให้ชาวกัมพูชาเสียชีวิตหลายคน ที่พักและโรงพยาบาลถูกเผา และมีชาวกัมพูชาประมาณ 20,000 คนอพยพเข้าสู่เขตไทย (สมรภูมิเขาพนมปะ)

ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2527 เวียดนามได้ส่งกองกำลังเข้าโจมตีค่ายผู้อพยพของกัมพูชา ตรงข้ามกับหมู่บ้านสำโรงเกียรติ อำเภอขุนหาร จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้ชาวกำพูชาหลายหมื่นคนได้อพยพเข้าสู่ดินแดนไทย และกองกำลังเวียดนาม 1 กองพันได้บุกรุกเข้าสู่ดินแดนไทยทางช่องเขาพระพะลัยและได้ปะทะกับทหารไทย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 คน และบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง

ช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2527 เวียดนามได้ส่งกองกำลังพร้อมด้วยปืนใหญ่ และรถถังเข้าโจมตีค่ายอพยพกัมพูชาที่หมู่บ้านตาตูม ค่ายผู้อพยพอัมปิล และค่ายผู้อพยพบ้านสุขสันต์ ทำให้มีชาวกัมพูชาประมาณ 80,000 คนอพยพเข้าสู่เขตไทย
ในช่วงปลายปี 2527 ถึงต้นปี 2528 ทหารเวียดนามได้เข้าโจมตีชุมนุมต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายซอนซานตลอดแนวชายแดนไทย โดยสามารถยึดชุมนุมเหล่านี้ได้หมด ทำให้ชาวกัมพูชาได้อพยพเข่ามาในเขตไทยรวม 160,000 คน

ในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ทหารเวียดนามได้เข้าโจมตีที่ตั้งหมวดตำรวจตระเวนชายแดนที่ 239 บ้านตระเวง อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ทำให้เจ้าหน้าไทยเสียชีวิต 18 นาย บาดเจ็บ 34 นาย

ในปีเดียวกัน ทหารของเวียดนามได้โจมตีค่ายอพยพที่บ้านหนองจาน และมีการปะทะกันทางทหารรัฐบาลผสม 3 ฝ่าย ติดต่อกันหลายวัน ทำให้ผู้อพยพชาวกัมพูชาได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์รวม 62 คน เสียชีวิต 6 คน ค่ายผู่อพยพถูกทำลายเสียหาย และส่งผลให้ผู้อพยพจำนวน 22,262 คน ได้อพยพเข้ามาในเขตไทย

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 ทหารเวียดนามได้ระดมกำลังโจมตีชุมนุมชาวกัมพูชาซึ่งเป็นกลุ่มเขมรแดง ทำให้ชาวกัมพูชาประมาณ 60,000 คน ได้หลบหนีเข้ามายังเขตไทยในช่วงเดือนกุมพาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม เวียดนามได้ปฏิบัติการอย่างรุนแรงที่สุด โดยในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ทหารเวียดนามได้ยิงปืนใหญ่เข้ามายังเขตไทยที่เนิน 347 อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

ในวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2528 กองทัพเวียดนามได้โจมตีฐานที่มันของไทยที่เนิน 361, 400 และ 427 โดยยึดพื้นที่บางส่วนของเนิน 361 ทหารไทยเสียชีวิต 7 นาย บาดเจ็บ 34 นาย และสูญหาย 3 นาย โดยก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน กองกำลังเวียดนามประมาณ 100 คนได้ลุกล้ำเขตเขตไทยที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ห่างจากชายแดนไทย–กัมพูชา 10 กิโลเมตร และจับคุมราษฎรไทย 62 คน ฆ่าตาย 11 คน และทหารไทยที่ส่งไปช่วยราษฎรดังกล่าวได้ปะทะกับกองกำลังเวียดนามทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 5 นาย

ในช่วงระหว่างวันที่ 5–10 มีนาคม พ.ศ. 2528 กองกำลังเวียดนามได้ยิงปืนใหญ่เข่ามาอย่างต่อเนื่อง และรุกล้ำดินแดนไทย ในพื้นที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ทำให้ราษฎรไทยกว่า 7,500 คน ต้องหลบภัยไปยังนื้นที่ปลอดภัยมีราษฎรเสียชีวิต 3 คน บ้านเรือนเสียหาย 40 หลังและโรงเรียนเสียหาย 1 แห่ง

ในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2528 กองกำลังเวียดนามได้เข้าโจมตีฐานของเจ้านโรดม สีหนุในเขตกัมพูชา และรุกล้ำเข้ามาในเขตไทยในอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ มีการปะทะกับทหารไทย ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 11 นาย บาดเจ็บ 68 นาย สูญหาย 3 นาย

ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2528 ถึง พ.ศ. 2529 ทหารเวียดนามได้เข้ามาวางระเบิดในเขตไทยหลายครั้ง ซึ่งเป็นผลให้ทหารและราษฎรไทยบาดเจ็บและเสียชีวิต นอกจากนี้ก็ยังมีการรุกล้ำเข้ามายังเขตไทยหลายครั้ง

กำลังทหาร

ขณะนั้นถือได้ว่ากองทัพไทยเมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนามแล้วนั้นถือได้ว่าเทียบกันไม่ติดเนื่องจากกองกำลังทางทหารของฝ่ายไทยไม่เคยผ่านการรบมาก่อนหรือถ้าผ่านก็เป็นการรบแบบสมัยใหม่ซึ่งมีแนวการรบแบบสหรัฐอเมริกาซึ่งแตกต่างกับเวียดนามซึ่งกองกำลังของเวียดนามมีทักษะในการรบที่ดีกว่าและรู้วิธีการรบแบบกองโจร นอกจากนี้ทหารของเวียดนามก็ยังมีประสบการณ์รบจากสงครามเวียดนาม ขณะที่เวียดนามบุกกัมพูชานั้นกองกำลังทางทหารของเวียดนามมีจำนวน 875,000 คน โดยที่ยังไม่รวมกำลังทหารของฝ่ายเฮง สัมริน ที่ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน ด้วยการรบแบบกองโจร และการรบแบบสมัยใหม่ ขณะที่ฝ่ายไทยนั้นมีประสบการณ์เพียงเรื่องการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสม์ในประเทศ และมีทหารบางหน่วยที่ผ่านสงครามในลาวและเวียดนามซึ่งชำนาญการรบแบบหลักนิยมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องมีอำนาจการยิงที่เหนือกว่าจึงจะทำการรบได้ นอกจากนี้เวียดนามยังมีอาวุธที่เหลือจากสงครามเวียดนามอยู่มาก รวมทั้งในระหว่างปี พ.ศ. 2521 - 2531 นี้เวียดนามได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากสหภาพโซเวียตเป็นจำนวนมหาศาล เพื่อพัฒนากองทัพให้ทันสมัยและเพื่อการปราบปรามฝ่ายต่อต่านในการกัมพูชา จึงกล่าวได้ว่าไทยมีขีดความสามารถที่ด้อยกว่าเวียดนามอยู่มาก

ขอบคุณที่มาของบทความ ไทยวิกิพีเดีย

พลเอกอุดมเดช พลเอก อุดมเดช สีตบุตร 

“วีรบุรุษเขาพนมปะ”

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในคณะรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นอดีตเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ, อดีตผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 38, อดีตประธานสโมสรฟุตบอลอาร์มี่ ยูไนเต็ด, อดีตประธานคณะกรรมการบริหารกิจการโทรทัศน์กองทัพบก, หัวหน้าศูนย์ติดตามสถานการณ์คณะรักษาความสงบแห่งชาติ

เป็นนายทหารนักรบที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ชั้น เหรียญรามมาลา (ร.ม.) หรือเหรียญกล้าหาญจากเหตุการณ์รบในสมรภูมิ “เขาพนมปะ”

เมื่อครั้งที่ทหารเวียดนามเข้ายึดครองกัมพูชา และจะเข้ามายึดดินแดนไทย โดย เมื่อ 2 เมษายน 2526 กองกำลังทหารเวียดนามในกัมพูชาได้ส่งกำลังเข้ายึดเขาพนมปะในเขตอำเภอตาพระยา เนื่องจากเป็นภูมิประเทศสำคัญ กองพลทหารราบที่ 2 โดย กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 เป็นหน่วยหลักในการผลักดันข้าศึกส่วนนี้ออกนอกเขตแดนได้สำเร็จ 

ซ้ายสุดพล.อ.ประยุทธ์ ขวาสุดพล.อ.อุดมเดช ขอบคุณภาพจาก BG เราคนไทย

สมรภูมิเขาพนมปะ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนั้นเป็นนายทหารยศร้อยเอก ได้รับมอบหมายให้นำกำลังไปปกป้องดินแดนไทย และถูกทหารเวียดนามเข้าล้อมโจมตี และ พล.อ.อุดมเดช ยศร้อยโทในขณะนั้นได้รับคำสั่งให้นำกำลังเข้าไปสนับสนุน จนสามารถผลักดันทหารเวียดนามออกพ้นผืนแผ่นดินไทยได้ในที่สุด 

การยับยั้งการรุกรานของกองทัพเวียดนาม ที่สมรภูมิเขาพนมปะ ร.21 รอ. จึงได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญและเครื่องอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีประดับธงชัย

และมีการขนานนามให้ พล.อ.อุดมเดช เป็น “วีรบุรุษเขาพนมปะ”

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม จึงเป็นนักรบเหรียญรามา ได้รับพระราชทานเหรียญรามมาลา เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้รับพระราชทานเหรียญรามมาลา เข็มกล้ากลางสมร จากสมรภูมิเดียวกัน

ขออนุญาตท่าน BG พลโทนันทเดชนำบทความของท่าน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและถูกต้องครับ

สหรัฐฯ เพิ่งตื่น และ มีใครได้เงินจาก “อุทยานราชภักดิ์” ไปบ้าง

 

   ท่าทีของสหรัฐผ่านนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ดูจะยอมรับฟังคำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากขึ้นกว่าเดิม มาดูว่า พล.อ.ประยุทธ์ฯ พูดอะไรกับนายแดเนียลฯ บ้าง (๑) “ขอให้นายแดเนียลฯ ย้อนกลับไปดูการเมืองในอดีตว่าเกิดอะไรขึ้น ก็จะทำให้สหรัฐฯ เข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบัน และมองอนาคตได้ชัดเจน” (๒) พล.อ.ประยุทธ์ฯ ตอบคำถามนายแดเนียลฯ ที่ขอให้รัฐบาลระวังเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” ได้ใจผมไปอีกครั้งว่า “การเคลื่อนไหวที่ออกมา ล้วนแต่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งสิ้น เพราะไม่ใช่พลังการเคลื่อนไหวบริสุทธิ์ แต่ต้องการสร้างประเด็นให้สหรัฐฯ มาสนใจ ให้องค์กรระหว่างประเทศมากดดัน อยากให้สหรัฐฯ มองหลายๆ มุมอย่ามองประชาธิปไตยในมุมเดียว ขอให้มองมุมมองเรื่องความมั่นคงภายในประเทศด้วย”

      คราวนี้หันมาดูเรื่องโครงการอุทยานราชภักดิ์ ที่ถูกคนกลุ่มหนึ่งนำไปสร้างให้เป็นปัญหาทางการเมืองขึ้นมาในปัจจุบันนี้ ก็อยากให้มองเรื่องนี้แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ฯ พูด คือ มองให้หลายมุม โดยเฉพาะมุมมองของเรื่องความมั่นของประเทศด้วย เพราะโครงการนี้มีจุดประสงค์หลักที่จัดทำขึ้นเพื่อให้คนไทยรู้จัก “รากเหง้าของตัวเอง” ว่าที่มีแผ่นดินอยู่มาทุกวันนี้เป็นผลมาจากคนไทยเรารู้รักสามัคคี และมีพระมหากษัตริย์ที่ดี มีความสามารถ ซึ่งมีผลพวงตามมาด้วยมากมาย เช่น (๑) การเพิ่มสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ในประเทศขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง เพราะนานมาแล้วประเทศไทยไม่เคยมีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นเลย “อุทยานราชภักดิ์ มีคนไปเที่ยววันธรรมดาหลายหมื่นคน วันหยุดกว่าครึ่งแสน” จังหวัดรอบอุทยานฯ จะได้รับผลดีไปด้วยมากขนาดไหน ลองคิดดูเอาแอง (๒) เมื่อห้องบันทึกประวัติศาสตร์ของแต่ละพระองค์สร้างเสร็จ เด็กรุ่นใหม่จะได้รับรู้ถึงความยากลำบากของบรรพบุรุษเพิ่มขึ้น ประเทศไทยก็ได้เยาวชนที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ฯลฯ

      เรื่องโกงหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการจะรู้กันในเร็วๆ นี้ เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องมีหลักฐานครบถ้วน ทั้งเงินบริจาค, เงินกองทัพบก และเงินรัฐบาล ซึ่งผมเชื่อว่าจะละเอียดมากทีเดียว เพราะ

      (๑) การสอบสวนครั้งแรกของ ทบ. พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ซึ่งเป็นคนตรงและแรง ได้ให้นโยบายการพิจารณาหลายประเด็น ซึ่งเรื่องไหนถ้าทำให้ ทบ.เกิดความเสียหายต้องดำเนินคดี และเน้นไปที่กรณีที่ ทบ.ถูกนำไปแอบอ้างจนได้รับความเสียหายเป็นหลักด้วย แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลภายนอกไปแอบอ้าง ให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งผลการสอบสวนของ ทบ.พบว่า ไม่มีการทุจริตอะไรเกิดขึ้น

      (๒) การสอบสวนของกระทรวงกลาโหม (กห.) ซึ่งจะมีผลออกมาในสัปดาห์หน้านี้ โดยมี พล.อ.ชาญชัย ช้างมงคล รองปลัด กห. เป็นประธาน ผลการสอบสวนน่าจะลงไปรายละเอียดมากกว่าเดิม เพราะเป็นการเดิมพันตำแหน่งปลัด กห.ของ พล.อ.ชาญชัยฯ ทีเดียว ซึ่งอีกไม่กี่วันก็จะรู้ผลแล้ว

      (๓) การสอบสวนของกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ซึ่งจะมีหลายหน่วยงานร่วมลงขันด้วย ถ้ามีข้อมูลเกี่ยวพันไปถึงหน้าที่ของ ยธ.

      มาเดากันว่า เมื่อผลการสอบสวนของ ทบ.ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการสร้างอุทยานราชภักดิ์พบว่า “ไม่มีการทุจริตอะไรขึ้น” ตรงนี้ กห.จะสอบอะไรได้เพิ่มขึ้นมาไหม และก็เหลือแค่ประเด็นบุคคลภายนอกเท่านั้นที่ทาง กห.จะสอบสวนเพิ่มเติมให้ชัดเจน

      ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคลภายนอกก็มีประเด็นเดียว คือ เรื่องเงินบริจาคของโรงหล่อ ซึ่งทุกโรงหล่อก็ถูกเชิญไปให้ปากคำกันหมดแล้ว อย่างที่ผมเขียนไปแล้วว่า เมื่อมีการหล่อพระบรมรูปไปได้ส่วนหนึ่ง เซียนพระก็ไปติดต่อขอรับบริจาคจากโรงหล่อต่างๆ เพื่อนำไปสร้างถาวรวัตถุทางพุทธศาสนาให้วัดหนึ่ง ซึ่งบางโรงหล่อก็ได้ให้ไป แต่อีกหลายโรงหล่อก็ไม่ให้ เป็นไปตามอัธยาศัยของการทำบุญ ไม่มีการบังคับกัน เมื่อคณะทำงานรู้เรื่องเข้า ก็คิดว่าเงินบริจาคของโรงหล่อนี้น่าจะบริจาคกลับมาที่ “อุทธยานราชภักดิ์” จะดีกว่า ก็ไปตามคืนมาให้โรงหล่อ และทางโรงหล่อก็บริจาคกลับมาที่ “อุทธยานราชภักดิ์” ซึ่งมีใบรับเงินถูกต้องครบถ้วน คำว่าเงินบริจาคนี้เองที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ไปตกหลุมนักข่าวที่ถามนำว่า “เงินค่าหัวคิว” ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ก็ไปตกหลุมการถามนำของนักข่าวในลักษณะนี้อีกเช่นกัน ซึ่งประเด็นเงินเรื่องนี้ ผมคิดเองว่าไม่น่าจะมีอะไรผิด ย้ำเป็นความคิดของผมนะครับ

      ปัจจุบันอุทธยานราชภักดิ์ถูกลากเข้าไปสู่ปัญหาทางการเมืองเรียบร้อยไปแล้ว ดึงเรื่องโน้นมาปนเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่เกี่ยวกันเลย กลายเป็นเหยื่อที่คนกลุ่มหนึ่งทยอยกันเข้ามาตรวจสอบ ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนี้ไม่เคยปรากฏประวัติว่ารักใคร่เทิดทูนสถาบันฯ อะไรมากนักมาก่อนเลย นอกจากนั้นคนกลุ่มนี้ก็ไม่เคยมีประวัติในทางที่เข้าไปตรวจสอบเรื่องทุจริตมาก่อนเช่นกัน และยังมีหลายคนยังสนับสนุนการทุจริตที่เกิดขึ้นอีกด้วย

      อุทธยานราชภักดิ์นั้น ในหลวงได้มีพระบรมราชานุญาตให้สร้างพระบรมราชาอนุสาวรีย์ได้เมื่อ ๒๓ เม.ย. ๕๘ และได้พระราชทานชื่ออุทธยานประวัติศาสตร์ว่า “อุทธยานราชภักดิ์” อีก ๕ วันต่อมา เมื่อ ๒๘ เม.ย. ๕๘ นอกจากนั้นทางคณะกรรมการฯ ยังขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มาเป็นประธานที่ปรึกษา ซึ่งพระองค์ทรงรับเป็นประธานที่ปรึกษาเมื่อ ๒๘ พ.ค. ๕๘ ซึ่งผมเชื่อว่า ทหารทุกคนไม่มีใครกล้าที่จะทุจริตอะไรจาก “อุทธยานราชภักดิ์” แน่นอนครับ

      การเล่นการเมืองที่มุ่งทำลายความมั่นคงของชาติ ทำลายสถาบันต่างๆ ของชาติ เพียงเพื่อหวังจะได้รับชัยชนะทางการเมืองแต่อย่างเดียว โดยไม่คำนึงว่าประเทศชาติจะต้องเสียหายอะไร ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต้องได้รับผลกรรมต่อเนื่องมาอย่างไรนั้น ได้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว คราวนี้ก็ไม่แตกต่างไปจากทุกครั้งที่ผ่านมา ลองพิจารณาเหตุผลดูดีๆ ครับ ส่วนใครที่จะได้เงินจากอุทธยานราชภักดิ์นั้น ก็น่าจะมีกลุ่มเดียวเท่านั้น นึกออกไหมครับ

 

วันนี้สังคมไทยกำลังยอมให้วีรบุรุษของชาติถูกคนเช่นนี้หาเรื่อง


ตู่-เต้น และ นิว 

ขอบคุณที่มาของภาพ เซียนแซวการเมือง

 

ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ขณะที่ทหารไทยยอมตายถวายชีวิต

 

เพื่อรักษาชาติบ้านเมือง

 

 ด้วยบ้านเมืองเผชิญภัยคุกคามจากเวียดนามนั้น

  

ตู่อายุ ๑๘ ปี เต้น ๘ ขวบ นิวยังไม่เกิด

  

สังคมไทยต้องไม่แลกเกลือด้วยพิมเสนครับ

 

โดย สิงห์นอกระบบ

 

กลับไปที่ www.oknation.net