วันที่ อังคาร ธันวาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เปลี่ยนแปลงประเทศไทยเสียที




ปฏิรูปประเทศ ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เปลี่ยนระบบที่ไม่เป็นธรรม ให้สามารถสร้างความเป็นธรรมได้ ทั้งกระบวนการยุติธรรมขั้นพื้นฐาน กฎหมาย และการกระจายอำนาจ ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง เปลี่ยนระบบรัฐข้าราชการ และเผด็จการทุนนิยมพรรคการเมือง เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เติบโต


แต่วันนี้คนในรัฐบาลไทยและคณะ ต่างพูดถึงแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง จนแทบจะเปลี่ยนโอกาสเป็นวิกฤติเสียแล้ว เมื่อรัฐบาลเฉพาะกาลนี้ ไม่สามารถสร้างรูปธรรมของการปฏิรูปที่แท้จริงได้ จนอาจกลายเป็น "การปฏิรูปสีเทา" ในที่สุด

ระดับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาพูดถึงการทำสิ่งผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายในสังคมไทย ทั้งที่กฎหมายคือเครื่องมือที่ต่ำสุดในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ สะท้อนถึงวิกฤติอย่างยิ่งที่กฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย มีปัญหาสะสมมาอย่างยาวนาน จนไม่อาจต้านทานเหตุผลแห่งการปฏิรูปได้แล้วในวันนี้

ผมสนับสนุนการปฏิรูประบบงานตำรวจอย่างเต็มที่ เลิกระบบชั้นยศและแยกอำนาจสืบสวนสอบสวนออกจากกัน กระจายอำนาจให้ตำรวจไทย ไปรักษาความสงบปลอดภัยในแต่ละท้องที่อย่างเต็มที่ สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ

ไม่เช่นนั้นแล้วสังคมไทยไม่ไปไหน คงจะย่ำวนอยู่กับที่เหมือนเก่า ซึ่งกำลังสะท้อนว่า การรัฐประหาร 2 ครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาไม่ใช่คำตอบและโอกาส

โอกาสอยู่ที่ผู้มีอำนาจที่มีวิสัยทัศน์ต่างหาก ถ้าสิ่งนั้นไม่มี คำตอบอยู่ที่การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายและอนาคตของตัวเอง

กระจายอำนาจ เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่ว ประเทศเถิดครับ ยกเลิกระบบการบริหารราชการส่วนภูมิภาคภายใต้กระทรวงมหาดไทย ให้ประชาชนได้กำ หนดอนาคตตัวเองอย่างแท้จริง หากรัฐบาลและรัฐสภา ไม่มีคำตอบสำหรับพวกเขา และกำลังทำให้โอกาสในการเปลี่ยนแปลงเป็นแค่เพียง "การปฏิรูปสีเทา"

ผมติดตามสถานการณ์การเมืองไทยแล้วตกใจไม่น้อย ทิศทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไทย ในกระแสการปฏิรูปของรัฐบาลและคณะ กำลังใช้อำนาจอย่างหลงผิด และการปฏิรูปกำลังหลงทาง

เมื่อสัปดาห์ก่อนมีประชุมคณะกรรมการสิทธิเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ พวกเขาก็ตกใจไม่ใช่น้อย ที่รัฐบาลไทยกำลังสั่งตัดโค่นต้นยางจำนวนมากของเกษตรกรโดยอ้างว่าอยู่ในเขตป่าสงวน ตามนโยบายยึดคืนพื้นที่ป่า

ในเมื่อต้นยางมันก็สีเขียวอยู่แล้ว จะต้องไป ตัดโค่นต้นไม้ทำไม รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากให้เหตุผลว่าเป็นการบุกรุกเขตป่าแล้ว การตัดโค่นต้นยางจำนวนมากเหล่านี้จะทำให้ราคายางกลับมาดีขึ้นด้วย

ดังนั้น รัฐบาลจึงวางแผนแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ด้วยการลดพื้นที่การปลูกยางพารา โดยเข้าใจว่า การลดปริมาณยางพาราในตลาด สามารถเพิ่มมูลค่ายางพาราในอนาคตด้วย ซึ่งรัฐบาลนี้กำลังคิดแบบนี้จริงๆ

แต่เอาเข้าจริง โครงการนโยบายคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ ที่รัฐบาลกำลังผลักดันอยู่ อาจซ้ำรอยโครงการจัดที่ทำกินให้กับราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม (คจก.) เมื่อปี 2534-2535 ในสมัยรัฐบาล รสช.ได้ จากนโยบายกลายเป็นการปฏิบัติ "รื้อบ้าน ไล่คน ปล้นแผ่นดิน" แทน จนมีคำถามว่า รัฐจะทำ "เพื่อ" ผู้ยากไร้ หรือจะ "เพิ่ม" ผู้ยากไร้กันแน่

นอกจากนี้ รัฐบาลยังพยายามยกเลิกระบบค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ เป็นระบบลอยตัวค่าแรงทั่วประเทศแทน โดยแบ่งพื้นที่ตามความเหมาะสม ขณะที่ผู้แทนองค์กรแรงงานในเมืองไทยเสนอปรับค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศเป็นวันละ 360 บาทเท่ากัน เนื่องจากคณะกรรมการค่าจ้างมีมติการคงค่าจ้างเดิมไว้ 3 ปีครบแล้ว ดังนั้นควรปรับขึ้นค่าจ้างให้แรงงานทั่วประเทศ เหมือนที่รัฐบาลเตรียมปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่ข้าราชการและพนักงาน

ผมถามว่าราคาบะหมี่ มาม่า มันเท่ากันทั่วประเทศไหม ราคาไข่ไก่ มะนาว มะพร้าว ส้มโอ มันก็เท่าๆ กันหมด แล้วทำไมค่าจ้างขั้นต่ำถึงจะกำหนดให้ไม่เท่าเทียมกันโดยเลือกปฏิบัติ

สุดท้ายผู้คนก็จะหลั่งไหลเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ๆ เหมือนเก่า เพราะรายได้ดีกว่า จนการพัฒนากระจุกตัวเหมือนเดิม รวมทั้งคนรวยกระจุก ความจนกระจายเหมือนเดิม

ถ้าเอา "ทุนนิยม" มาจับมันก็อาจไม่เป็นธรรมกับนายทุนเขาในระบบกลไกตลาด แต่ถ้าเราเอา "สังคม" มาจับ หรือเอา "คน" มาจับ มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

คำถามคือเราจะมีรัฐไว้ทำไม หากจะใช้กลไกตลาดอย่างเดียวในโลกทุนนิยมเสรี หากไม่มีไว้เพื่อประกันคุณภาพชีวิตที่ดีของพลเมือง และสร้างเศรษฐกิจที่เป็นธรรมไว้ดูแล

ดังนั้น รัฐบาลธรรมาภิบาลที่ดีจึงต้องเก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้า เพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนเหล่านี้ ผ่านระบบ "รัฐสวัสดิการ"

สิ่งใดที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวม รัฐมีหน้าที่กระจายโภคทรัพย์และผลประโยชน์เหล่านั้นแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่จะเอื้อต่อชนชั้นนายทุนและนักธุรกิจที่ตอบแทน "เงิน" ให้รัฐเท่านั้น

เรามีพลังงานมากกว่าบรูไน ทำไมคนไทยยังยากจนอยู่ ขณะที่คนรวยๆ ขึ้นจนช่องว่างการกระจายรายได้ห่างกันเป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย เรามีช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่างกัน 12-14 เท่า

โอกาสสุดท้ายแล้วสำหรับเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาลเฉพาะกาล รัฐไม่สามารถนำทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวมไปตีค่าแบบ "ทุนนิยม" ได้ทั้งหมด เพราะมันคือต้นทุนของสังคมไทย

พูดให้ถึงที่สุด ผมยกตัวอย่าง "ที่ดิน" ก็เช่นกัน บิดาแห่งทุนนิยมไทยที่เดินตามก้นธนาคารโลกอย่าง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ประกาศยกเลิกการจำกัดการถือครองที่ดิน เพื่อนำที่ดินเข้าสู่ระบบตลาดเสรี แล้วเกิดอะไรขึ้น?

เราเกิดปัญหาการสะสมกรรมสิทธิ์ที่ดินขึ้นอย่างรุนแรงจนถึงปัจจุบัน นักธุรกิจคนที่รวยที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทยมีที่ดินในการครอบครองมากกว่า 6 แสนไร่ในปัจจุบัน

ทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถผลิตขึ้นเองไม่ควรนำเข้าสู่ระบบตลาด ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ทองคำ โปแตช ฯลฯ ล้วนเป็นสมบัติส่วนรวม รัฐต้องตั้งบริษัทเข้าบริหารจัดการอย่างมืออาชีพแบบภาคธุรกิจ โดยการจ้างมืออาชีพด้วยผลตอบแทนสูงๆ แต่รัฐถือหุ้น 100% รัฐวิสาหกิจต้องถูกยกระดับเป็นบรรษัทของรัฐที่มีการบริหารงานแบบเอกชนที่ทันสมัย เหมือนในจีนและสิงคโปร์

เรื่องการแก้ปัญหาการผูกขาดทางการค้า ต้องไม่มาผิดทาง เราควรแก้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 ให้สามารถแก้ปัญหาเอกชนผูกขาดตลาดได้จริง หลังจาก 16 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ เพราะเกรงใจนายทุนและปล่อยให้พวกเขาผูกขาดโดยผิดกฎหมายมาโดยตลอด จนเอกชนรายย่อยอยู่ไม่ได้ในระบบ แต่กฎหมายดังกล่าวต้องยกเว้นรัฐวิสาหกิจและบริษัทของรัฐ เพราะเป็นผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน ในการบริหารทรัพยากรเฉพาะของส่วนรวม

ประเทศไทยจะไม่เปลี่ยนแปลง ถ้ารัฐปล่อยให้กลุ่มนายทุนผูกขาดมีอำนาจเหนือรัฐเหมือนเช่นในปัจจุบัน.

[21 มิถุนายน 2558]

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net