วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ต้องมนต์เสน่ห์แห่งขุนเขา เดินสู่อ้อมกอดหิมาลัยที่สิกขิมอินเดีย


...ถึงตอนนี้ก็ได้เวลาออกเดินทางตามหัวใจเรียกร้อง เพราะต้องมนต์เสน่ห์ขุนเขาหิมาลัยแห่งเมืองสิกขิมเข้าซะแล้ว... ติดตามมาเที่ยวกันนะคะ

แต่เดี๋ยวก่อน... สำหรับท่านที่เพิ่งมาชมทริปนี้ สามารถตามอ่านทริปก่อนหน้าของพวกเราจากลิงค์นี้นะคะ http://www.oknation.net/blog/BlackTulip/2015/12/19/entry-2

 

ณ วันเริ่มต้นเช้าวันที่ 3 ของทริป จุดหมายปลายทางคือเมืองลาซุง (Lachung - North Sikkim)

 

ระยะทางจากเมืองแกงต็อกสู่เมืองลาซุง เวลาเดินทางจริงจะประมาณ 4-6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเส้นทางและการแวะชมสถานที่ต่างๆ 

 

หลังรับประทานมื้อเช้า ประมาณ 8.30 น. พวกเราก็เริ่มออกเดินทางด้วยรถจิ๊ปจากตัวเมืองแกงต็อกไปยังเมืองลาซุง (Lachung) ซึ่งเมืองนี้อยู่ทางตอนเหนือของเหนือของสิกขิม ระยะเวลาเดินทำถูกกำหนดจากไกด์ประมาณ 4-6 ชั่วโมง แม้ว่าระยะทางไม่ไกลมาก แต่ทว่าการเดินทางบนหุบเขา ไหล่เขา ทางชั้นพร้อมมีเหวขนาบข้างทำให้คนขับรถจะต้องนำพาพวกเราไปอย่างระมัดระวัง... เพราะจะมีการขึ้นและลงเขาตลอดเส้นทาง ...ส่วนมากจะเป็นการขึ้นมากกว่าเพื่อเตรียมขึ้นสู่เทือกเขาหิมาลัย ... ...

...ในระหว่างการทางทางไกด์ท้องถิ่นจะให้คำแนะนำบอกกล่าวถึงสถานที่ต่างๆ ของเมืองเค้าให้พวกเราฟัง เพื่อไม่ให้เบื่อและหลับกัน... ระหว่างทางก็มีจอดรถแวะถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ณ "น้ำตก 7 สาวน้อย" (ซึ่งมีชื่อคล้ายๆ กับชื่อน้ำตกที่เมืองไทย ช่วงทางไปเขื่อนชลสิทธิ์-ลพบุรี ทำให้อดคิดถึงบรรยากาศเส้นทางแถบนั้นขึ้นมาทันที) ...

การได้แวะพักแต่ละสถานที่ ทำให้สาวๆ นักเดินทางอย่างพวกเราได้ผ่อนคลายความเมื่อยล้าได้ไม่น้อย... โดยเฉพาะช่วงการถ่ายภาพกับสถานที่ต่างๆ พร้อมถ่ายภาพกันเองแบบฮาๆๆ ... มากไปกว่านั้น ณ จุดพักชมน้ำตก 7 สาวน้อย จะมีร้านขาย พร้อมแวะทานของว่าง ซึ่งหน้าตาคล้ายๆ กะหรีปั๊ปบ้านเรา ซึ่งทางสิกขิมเรียก “ซาโมซ่า” ทำให้เราได้ประทังความหิวไปได้ระยะหนึ่ง...

รถจิ๊บคันนี้คือพาหนะของพวกเรา พร้อมคนขับสุดหล่อแห่งเมืองสิกขิม ใส่ชุดดำ (จำชื่อไม่ได้แระ... แม้จะถามทุกวันที่เดินทาง ฮ่าๆๆ)

 

อันนี้ไม่ใช่ไปถ่ายแบบเสื้อกันหนาวนะ อิอิ... เผอิญว่าสาวๆ ชอบใส่สีสรรสดใสกันตามวัยคะ ^_^

ไกด์หนุ่มใจดี อนุญาตให้สาวๆๆๆๆ แวะพักและถ่ายรูปหลังเหมื่อยล้าจากกันนั่งรถขึ้น ลงเขามายาวนาน... แต่ยังยิ้มได้เมื่อเจอกล้อง @^_^@ 

Sewen Sisters Waterfalls หรือ น้ำตกเจ็ดสาวน้อย แห่งเมืองสิกขิมเหนือ

Sewen Sisters Waterfalls หรือ น้ำตกเจ็ดสาวน้อย แห่งเมืองสิกขิมเหนือ

 

ตรงจุดใกล้ๆ น้ำตกเจ็ดสาวน้อย มีร้านเล็กๆ ขายอาหารและของว่างไว้ต้อนรับน้กท่องเที่ยว พร้อมมีให้บริการห้องน้ำเพื่อผ่อนหนักเบาจากการนั่งรถมายาวนาน...

จากภาพ จะเหมือนทอดมัน... ใส่กระทงใบไม้ ร้อนและอร่อยจริงๆ และเจ้านี่แหละทำให้เราประทังความหิวไปได้ก่อนถึงมื้อเย็น

 

 

 

แวะทานอาหารมื้อเที่ยงที่กลางทาง  หลังทางอาหารมื้อเที่ยงแบบสนุกสนานและอิ่มหนำสำราญ ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อไป

 

 

ฟังอย่างตั้งใจ เป็นเรื่องเล่าขานตำนานของคู่สหายต่างเมืองซึ่งไกด์ได้อธิบายไว้อย่างยาว แต่เราฟังไป ลืมไปฮ่าๆๆ เพราะสถานที่ต่างๆ น่าฟัง ชื่อแปลก แต่ไม่จำ...

 

 

 

...ได้เวลาเดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนมาถึง วัดโพดอง (Phodong Monastery) ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายที่เราจะได้แวะถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกกันก่อนจะสิ้นวัน และก่อนถึงจุดหมายปลายทางของเมืองลาซุง

 

วัดโพดอง (Phodong Monastery) แห่งนี้มีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเทือกเขาหิมาลัย ที่สวยมาก แต่ด้วยเวลาที่จำกัด พวกเราเพียงแค่แวะชมสถานที่ของวัดทั้งด้านนอกและภายในอาคารวัดแป๊ปเดียว และเค้าไม่อนุญาตให้พวกเราถ่ายภาพด้านใน... เลยอดเก็บภาพมาฝากคะ...

 

 

เจอกลุ่มลามะใจดี... ขอถ่ายภาพกลุ่มไว้เป็นที่ระลึกก่อนเดินทางเข้าเมืองลาซุงต่อไป...

 

 

เส้นทางสวย โค้ง และแคบเป็นช่วงๆ  ดูน่าตื่นเต้นตลอดเส้นทาง... ภาพนี้คนขับรถใจดี เค้าบอกให้ถ่ายพร้อมชลอรถให้เก็บภาพนี้ไว้ด้วย... เหมือนรู้ว่าบล็อกเกอร์คนนี้เก็บภาพทุกอย่าง ฮ่าๆๆ....

 

และแล้ว พวกเราก็มาสะดุด ณ จุดนี้.... เป็นเส้นทางที่รถจอดกันยาวเหยียด... ไกด์พวกเราลงจากรถ รีบบึ่งไปสอบถามเพื่อนร่วมทางคันอื่นๆ ได้ความมาว่า... มีรถเสียปิดเส้นทาง... :-((   เพราะรถขนเกิดรับน้ำหนักจากหินที่ขนมาไม่ไหว ทำให้คานทรุดและรถเสียปิดเส้นทางแคบๆ บนไหล่เขา ...เป็นเหตุให้รถยนต์คันอื่นๆ แม้ว่าจะคันเล็กก็ไม่สามารถผ่านไปได้...

...ณ จุดนี้ เดินทางพวกเรา เริ่มไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่เวลาที่กำหนดไว้ซะแล้ว... แต่ก็ต้องทำใจ และปรับความรู้สึกเพื่อรับกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเส้นทางเดิน... และสิ่งๆ นี้แหละที่ทำให้นักเดินทาง ได้เรียนรู้ สัมผัส และได้ทำความเข้าใจเพื่อยอมรับกับทุกสถานการณ์... 

...เวลาผ่านไปร่วม 1 ชัวโมง... เราได้รับการบอกกล่าวจากไกด์ว่าอีกประมาณ 1 ชั่วโมงข้างหน้าคาดว่ารถยนต์ขนหินคันนั้นจะได้รับการกู้ชีพ... รวมระยะเวลารอทั้งหมดประมาณ 2 ชั่วโมงเห็นจะได้

... ดวงตะวันเริ่มเคลื่อนผ่านไปในช่วงยามเย็น แม้ว่าเวลานั้นจะประมาณ 4 โมงเย็นก็ตาม แต่ตะวันเริ่มจะลาลับขอบขุนเขาที่สูงชัน... ความมืดเริ่มย่างกลายเข้ามาหาทุกคนบนท้องถนน... ความเงียบสงบภายใต้ขุนเขาที่บึกบึน และหุบเหวที่แสนสะพรึงกลัว... มันเริ่มมีความรู้สึกว่าทุกอย่างช่างเยือกเย็นและหนาวเย็นเสียจริงๆ ... พวกเราก็ได้แต่ภาวนาให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี... !!!

แต่ในความโชคไม่ดี... ก็ยังมีโชคดีมาพร้อมๆ กันเสมอ ก็คือไม่ใช่มีแค่พวกเรา แต่เรามีเพื่อนร่วมจากคันอื่นๆ อีกมากมาย แม้แต่รถบัสคันเล็กๆ ของนักเรียนก็มีติดบนนั้นไปพร้อมๆ กับพวกเราคะ....

ความผ่อนคลายเริ่มมีขึ้นบนท้องถนน บนไหล่เขาแห่งนี้... ความกลัวเริ่มหดหาย มีแต่ความสงบที่ตั้งตารอความสำเร็จของรถคันที่เสีย... เพื่อนๆ ในกลุ่มได้มีโอกาส ในเวลาแบบนี้ได้หยอกล้อและพูดคุยเล่นๆ กันไป พร้อมผ่อนคลายความกังวลระหว่างที่รถจิ๊ปหยุดการเคลื่อนไหว...

ด้วยเส้นทางบนเขาสูงชั้นและแคบมาก... ด้านหนึ่งเป็นเขาและอีกด้านเป็นเหวลึก... พร้อมกับมีสถานการณ์จากรถยนต์คันอื่นเสียระหว่างทาง จึงทำให้การเดินทางครั้งนี้ของเรานานขึ้นกว่าปกติอีก 2 ชั่วโมง  ทำให้ถึงที่พักประมาณ 2 ทุ่ม จากที่คาดการณ์ไว้น่าจะถึงประมาณ 5 โมงเย็น...

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ... และอยากเป็นกำลังใจให้เพื่อนร่วมทาง... กลุ่มพวกเราก็ลงจากรถจิ๊ป พร้อมเดินสำรวจสถานการณ์ด้วยตัวเองไปด้วย... 

  

 

 

หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดคลี่คลาย... ทุกคนส่งเสียง เฮ!! พร้อมรอยยิ้ม... และรีบแยกย้ายขับรถออกจากสถานที่แห่งนั้นทันที... แต่เรายังมีความกังวลตรงที่เวลา ความมืดทำให้มองเห็นเส้นทางไม่ถนัด จะมีผลกับคนขับรถของเราไหมหน้อ?? 

หัวใจเริ่มสั่นระรัว... และเริ่มมีเสียงส่งออกไปยังคนขับข้างหน้า... "Slow down please!" ... เพราะว่าน้องคนขับรถที่วัย 26 ปี เค้าขับเร็วมาก ยังกับมองเห็นเส้นทางในความมืดซะอย่างนั้น... ซึ่งในความเป็นจริง เค้าคุ้นเคยเส้นทางมากๆ เหมือนกับจะจำได้ทุกแยกหักโค้งเลยคะ !!!

...ด้วยบล็อกเกอร์คนนี้นั่งหน้ารถตลอดการเดินทางเพราะได้รับการอนุเคราะห์จากเพื่อนร่วมทางที่ใจดีทุกคน...ด้วยเหตุจากเป็นคนเมารถเป็นอย่างมากตั้งแต่เด็ก... แต่กลับเป็นคนชอบท่องเที่ยวตามป่า เขา ลำเนาไพร... จึงจำเป็นต้องนั่งหน้าเพื่อผ่อนปรนการเมารถลงไปบ้าง... แม้ว่าจะมียาแก้เมารถ และถุงดำติดตัวตลอดเส้นทาง... แต่ก็มิวายได้ออกอาการให้เพื่อนๆ ได้เห็น... (อันนี้เป็นห้ามกันไม่ได้นะคะ อิอิ !!)

...จะว่าไปก็กลัวมิใช่น้อย (หรือในทางกลับกันคือ "กลัวมาก") กับการนั่งรถบนเขาที่มีแต่หุบเหวในความมืดมิด ...แต่เราต้องเชื่อมั่น และมั่นใจในฝีมือคนขับท้องถิ่น เพราะเค้าเกิดมาในพื้นที่ของหุบเขา หุบเหว พวกเขาชำนาญทางเอามากๆ ... อย่างที่บอก คือจำได้ทุกมุมโค้งของแต่ละเส้นทาง...

แต่ที่น่าแปลกใจคือ พอเราจะชวนเค้าคุยบ้างหรือถามเค้าบ้าง.... เค้าทำเหมือนไม่สนใจ... หรือว่าจะเขินก็ไม่รู้นะ...แต่ก็ไม่น่าจะใช่เพราะเค้าไม่ตอบคำถามใครเท่าไรเลย...  แต่กลับชอบคุยกับเพื่อนเค้าที่นั่งมาด้วยกันด้านหลังรถโน่น... นั่งห่างกันถึงช่วง 2 เบาะรถ (แบบตะโกนคุยกันอยู่ได้!! 555)  แต่พวกเรากลับเอ็นดูเค้ากันนะคะ เพราะด้วยช่วงอายุพวกเรากับเค้าห่างกันมากๆ ทำให้เห็นภาพว่าวัยรุ่นเค้าเป็นแบบนี้แระ :-) 

น้องๆ คนขับรถเค้าเรียกพวกเราว่า "แม่" หรือ "ป้า" บ้างตามอายุเมื่อเทียบกับแม่ของเค้า 555  พวกเราก็ได้แต่หัวเราะ เอ่อ! เป็น "แม่" หรือเป็น "ป้า"ก็ได้ เพื่อให้เด็กๆ เค้าคุ้นเคยกับพวกเรา... หากถ้าไม่ชวนคุย เค้าก็เล่นก็เปิดเพลงร็อคอินเดียซะดังเลย... แต่เริ่มสนุก จนทำให้พวกเราเริ่มคุ้นเคยกับทำนองเพลงร็อคอินเดียไปตามๆ กัน... 

...และแล้ว การเดินทางของวันก็สิ้นสุดลง เมื่อรถจิ๊ปมาจอดลง ณ โรงแรมแห่งหนึ่งของเมืองลาซุง... พวกเราบิดเนื้อ บิดตัวกันพอประมาณหลังจากเดินลงจากรถจิ๊ปเพราะนั่งหลังเกร็งมาตลอดเส้นทางหุบเหวและขุนเขาในความมืด...

...ไกด์หนุ่ม นามว่า "โซนัม" ได้จัดแจงและบอกกล่าวทุกคนหลังจากได้รับกุญแจห้องพักกันเรียบร้อย... ว่าให้เวลาอีก 15 นาที ไปเจอกันที่ห้องอาหารมืดเย็นนะ... 

 

...และแล้ว พวกเราก็มาถึงที่พักแระ... ณ เมืองลาซุง  พอก้าวลงจากรถ แหม! อากาศช่างหนาวเย็นเสียจริงๆ แม่เจ้า!!!

ซึ่งอากาศที่เมืองลาซุงหนาวเย็นมากๆ กลางคืนประมาณเทื่ยงคืน อากาศ -3 องศา และช่วงเช้าตี 4-5 ประมาณ -6 องศา เนื่องจากอยู่ใต้เทือกเขาหิมาลัย คืนนั้นพวกเรานอนหลับแบบเหนื่อยๆ กับการเดินทางอันยาวนานในอ้อมกอดหิมาลัย....

 

อากาศเมืองลาซุงค่ำคืนนั้น ช่วงเวลา 5 ทุ่มประมาณ -3 องศา และตีห้า -6 องศา 

 

 

เรามาทำความรู้จักเมืองลาซุงกันบ้างนะคะ

 

เมืองลาชุง (Lachung) ในอดีตเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างสิกขิมและทิเบต มีอาณาเขตติดต่อกับจีน คำว่าลาชุง แปลว่า ภูเขาขนาดเล็ก ที่นี่มีหุบเขายุมถัง หรือสวิตเซอร์แลนด์แห่งดินแดนตะวันออกและวัดลาชุง 

 แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่เมืองลาชุง

  • หุบเขายุมถัง (Yumthang Valley) ที่นี่จะมีกุหลาบพันปีมากกว่า 24 สายพันธุ์ หุบเขานี้จะปิดช่วงเดือนธันวาคม-มีน าคม เพราะหิมะตกหนัก  แต่โชคดีที่กลุ่มของเราเดินทางไปช่วงต้นธันวาคม ยังสามารถเดินทางขึ้นไปข้างบนได้

         ส่วนช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกกุหลาบพันปีจะบานสะพรั่ง รวมทั้งดอกป็อปปี้ ดอกไอริส ช่วงฤดูร้อน จะเห็นบรรดาสัตว์เลี้ยงออกมาเดินเล่นกินหญ้าที่นี่ เราสามารถมองเห็นวิวหุบเขาได้ 180 องศา อยู่ที่ความสูง 3,600 เมตร

         ช่วงที่เหมาะแก่การมาเที่ยวที่นี่คือปลายเดือนกุมภาพันธ์-กลางเดือนมิถุนายน เป็นช่วงดอกไม้บานสวยงาม ภายในหุบเขายุมถัง จะมีบ่อน้ำพุร้อน 

  • หมู่บ้านคาเทา (Katao) ห่างจากลาชุง ประมาณ 24 กิโลเมตร อยู่บนความสูง 15,000 ฟุต หรือ 4,500 เมตร สามารถเห็นวิวยอดเขาหิมาลัยได้อย่างชัดเจน
  • วัดลาชุง (Lachung Gompa) อยู่ทางเหนือของสิกขิม เป็นวัดพุทธนิกาย Nyingma สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1880 อยู่บนยอดเขาอีกฝั่งของเมืองลาชุง ต้องเดินขึ้นเขาไปอีก 1 ชั่วโมง   (ขอบคุณข้อมูลจาก website)

 

...เช้าวันที่ 4 ของการเดินโดยรถจิ๊ป 2 คันด้วยคนขับรถฝีมือดีแต่อายุน้อย (26 ปี แต่หล่อแบบร็อคเกอร์ ^_^) เริ่มตั้นด้านล่างตัวเมืองลาซุง เพื่อเริ่มไต่เขาด้วยรถจิ๊ปไปยังหุบเขายุมถัง ผ่านเขตแดนของทหารเมืองสิกขิมเหนือ... จากนั้นการเริ่มผจญภัยกับการขึ้นสู่ที่สูงของเทือกเขาหิมาลัยโดยรถจิ๊ปไปเรื่อยๆๆ ผ่านโค้งหอกศอกหลายๆ ครั้ง... ผ่านหิมะปกคลุมตามเส้นทางอันสวยงามเป็นช่วงๆ ... รวมถึงผ่านถนนที่มีหินขรุขระตามเส้นทางในบางครั้ง....

...มีส่งเสียง "“ว๊าวๆๆๆ สวยๆๆ“" ตื่นเต้นตลอดเส้นทาง... แม้ในใจนั้นมีตื่นเต้นและกลัวเป็นอย่างมาก แต่ขอเก็บมันไว้ในใจ เพราะมาถึงจุดนี้จะขอลงจากรถจิ๊ปกลางคันไม่ได้ซะแล้ว... เราจะต้องทำตัวกลมกลืนกับสถานการณ์ พร้อมกดชัตเตอร์ชักภาพไม่ขาดสาย...

...การขับเคลื่อนโดยรถจิ๊ปทริปเรานี้ที่ไม่มีแม้แต่เข็มขัดนิรภัย แต่เค้าถือว่าเป็นเรื่องปกติ (ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยมาก ถ้านั่งหน้ารถไม่คาดเข็มขัดนิรภัยนี่...มีต้องจับ และปรับ)...

ตลอดเส้นทางขึ้นเขา เราได้แวะชมวิวและสถานที่สำคัญของแต่ละจุดตามที่ไกด์เค้าแนะนำ... ในใจเราก็รู้สึกภาคภูมิใจว่า... ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้พบกับความสวยงามของธรรมชาติด้วยตาของตัวเอง พร้อมสัมผัสลมหนาวของเทือกเขาหิมาลัยที่ไม่เคยเห็นและสัมผัสมาก่อนในชีวิต... ถึงตอนนี้ เราสามารถบอกทุกคนได้เลยว่า เคยก้าวมาสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของหิมาลัยแล้วนะ จะบอกให้ !!!

 

มาแวะพักจุดชมวิวระหว่างทาง 

…ระหว่างการเดินทางไต่ระดับความสูงสู่หุบเขายุมถัง ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นหุบเขาแห่งดอกไม้และยังได้รับสมญานาม ว่าเป็นดินแดน “สวิสเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย”... (อันนี้บล็อกเกอร์บอกได้เลยว่าคล้ายๆ จริงๆ เพราะครั้งหนึ่งได้เคยไปขึ้นเขายุงเฟราที่เมืองอินเทอร์ลาเค่น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์มาแล้ว ลองอ่านรีวิวได้ตามนี้นะคะ

 

อินเทอร์ลาเค่น (Interlaken), สวิสเซอร์แลนด์

http://www.oknation.net/blog/BlackTulip/2012/09/20/entry-1

 

Jungfrau (เขายุงเฟรา) Top of Europe , สวิสเซอร์แลนด์

http://www.oknation.net/blog/BlackTulip/2012/09/20/entry-1

 

 

...หลังจากแวะตรงจุดต่างๆ ที่สวยงามแล้ว....รถจิ๊ปพร้อมคนขับท้องถิ่นหล่อและน่ารัก ก็นำพาพวกเราทั้งคัน ที่มีเสียงเพลงเพราะๆ ขับกล่อมด้วยร๊อคอินเดีย ออกเดินทางต่อ....

จากหุบเขายุมถังเราจะขึ้นไปยัง “ยูมซัมดอง (Yumesamdong)” หรือ “ซีโร่พ้อย (Zero Point)“ ซึ่งมีระยะทางประมาณ 25 กม. ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของเส้นทางเดินรถ... หมายถึงไปต่อไม่ได้อีกแล้ว รถยนต์ทุกคันที่ขึ้นไปจะต้องจอดตรงจุดนั้น เพื่อชมความสวยงามของเทือกเขาหิมาลัยที่ปกคลุมด้วยหิมะ ณ ตรงจุดนี้ยังถือเสมือนเป็นป้อมปราการกั้นดินแดนระหว่างประเทศอินเดีย และประเทศจีน (ทิเบต) ซึ่งมีระยะห่างกันไม่กี่กิโลเมตร

ที่หุบเขายุมถังแห่งนี้มีทะเลที่โอบล้อมด้วยภูเขาหิมะในช่วงฤดูหนาว และมีทุ่งดอกไม้นานาพันธ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ...

พวกเราได้รับการเตือนจากไกด์ท้องถิ่นว่า...เวลาพวกเราเดินหรือเคลื่อนไหวตัวเอง ขอให้เป็นไปอย่างช้าๆ อันเนื่องมาจากปริมาณออกซิเจนบนที่สูงนั้นน้อยมากๆ นั่นแระ จะทำให้เราไม่สบายตัวได้ง่าย  จนได้สัมผัสกับตัวเอง จึงถึงบางอ้อ!... เป็นจริงอย่างที่เค้าบอกจริงๆ!!  คือเมื่อยเราก้าวเดินไปแบบค่อยๆ รู้สึกตัวเองลอยๆ เดินโซเซบ้างเป็นบางครั้ง... และที่มากไปกว่านั้น คืออากาศบนที่สูงนั้นหนาวววววว จับใจเสียจริงๆ... แม้ว่าตัวเองจะจัดเต็ม ครบเครื่องเรื่องกันหนาว ไม่ว่าจะเป็นกางเกงฮีตเทคใส่ด้านในกางเกงยีนต์ เสื้อฮีตเทค 2 ชั้นพร้อมเสื้อกันหนาวตัวอื่นๆ อีก 3 ตัว... ซึ่งแค่เสื้อก็ปาเข้าไป 6-7 ชั้น…. กันไว้ก่อนเพื่อความอบอุ่นของร่างกาย เพราะหนาวจับใจจริงๆ... แต่สู้คะ...สู้สุดฤทธิ์ !!

ณ ลานจอดรถ จุดชมวิวซีโร่พ้อย... ซึ่งเป็นไฮด์ไลค์ของทริป ! 

 

ถึงแล้วค่ะ จุด “ยูมซัมดอง” หรือ ซีโร่พ้อย นี้นั้น มีระดับความสูงถึง 15,500 ฟุต  หรือประมาณ 4,727 เมตรซึ่งถือว่าสูงมากๆ ทีเดียว... ว๊าวๆๆๆๆ สวยๆๆๆๆ จังเลย

ขอเก็บภาพกับ "ธาราหิมาลัย" 

ความหนาวเย็น อย่าได้แคร์ค่ะ... ขอเก็บภาพสวยๆ กับธาราหิมาลัยไว้ก่อน...

ทุ่มสุดตัว... เปี๊ยกไม่ว่า ขอเก็บท่านี้กลับมาบ้านดีกว่า ^^

 

โอ้!... พระเจ้าจอร์จ... ธรรมชาติแห่งขุนเขาหิมาลัยนี่ช่างสวยจริงๆ ... ถ้าไม่ได้มาเห็นกับตา อย่าได้เชื่อคะ...

 

พวกเราเดินเก็บภาพกันอย่างสนุก อิ่มเอมใจ กับความสวยงามที่แสนจะเยือกเย็น...

 

https://youtu.be/z3T8tZU_nsU

หลังจากได้เสพความสุขทางสายตาและทางใจแล้ว... ก็ได้เวลาที่ไกด์เชื้อเชิญขึ้นรถจิ๊ป ต้องเตรียมลงจากจุดซีโร่พ้อยต์กันแล้ว... เพราะเราไม่สามารถอยู่ตรงจุดนั้นได้นานมาก มิเช่นนั้นอาจจะมีอาการไม่สบายเกิดขึ้นมาได้...

 

วิวข้างทาง ทั้งขาขึ้น และขาลงเขา...มีความสวยงามดั่งภาพวาด ไม่แพ้กันเลย... จนทำให้เราถูกสะกดด้วยมนต์แห่งขุนเขา เคลิปเคลิมกับภาพหิมะปกคลุมพื้นดินและหินของเขาแห่งหิมาลัย...

 

เจอจุดชิมวิวสวยๆ อีกจุด ...เราได้รับความใจดีจากไกด์ให้ลงไปกดชัดเตอร์เก็บภาพกลับบ้านกันคะ

ภาพนี้คนขับรถจากเมืองแกงต็อก ที่เรียกพวกเราว่า "คุณแม่" ขอถ่ายภาพด้วย และเค้าบอกว่า เค้าเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก... เช่นกัน!!

เราก็แค่อยากจะบอกว่า ... พวกเราขอบคุณนะ แต่ท่าทางนี้พี่ชายคนอยู่หลังสุดเป็นคนพานำทีมทำท่าง 555

 

รถจิ๊ปพาพวกเราลงเขาไปเรื่อยๆ จนมาถึงที่พัก พร้อมเตรียมทานอาหารมื้อกลางวันกันคะ และได้รับสิทธิ์ให้พักผ่อนเล็กน้อยจากไกด์

ไม่นานนัก พวกเราก็ต้องย้ายที่ออกจากเมืองลาซุง กลับไปยังเมืองแกงต็อกเพื่อค้างคืนที่เดิมต่ออีก 1 คืน

ในระหว่างการออกเดินทาง... เหตุการณ์ที่ไม่คาดหวังก็มีเกิดขึ้นอยู่เป็นเนืองนิจ... และในภาพด้านล่างคือ เค้าปิดทำถนน...เพื่อปิดเพื่อเทยางมะตอยพร้อมบดถนน...  โดยที่รถร่วมทางอีกคันของเราที่มีไกด์นั่งไปด้วยเพิ่งผ่านจุดนี้ไปก่อนหน้าเราไม่นาน... แต่รถจิ๊ปคันของบล็อกเกอร์มาเจอช่วงที่เค้าปิดพอดี... เอาหละทีนี่... คนขับของเราก็ต้องทำหน้าที่ลงไปสำรวจว่าเค้าจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนที่จะต้องให้รถผ่านไปได้...  คนขับรถได้ความมาว่า 1 ชม...

เอาน๊า!.... 1 ชม. ก็ 1 ชม. ต้องทำใจรออีกรอบ เพราะเค้าไม่ให้ไป... 

แต่ที่สำคัญคือ รถจิ๊ปอีกคันของทริปเรา เค้าเริ่มเป็นห่วงว่าพวกเราหายไปไหน... และแล้วเค้าออกไปจอดรถพวกเรา ณ จุดที่มีบ้านคนของอีกเมือง...

จากนั้นพวกเราก็กลับถึงตัวเมืองแกงต็อกได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

ทิ้งไว้แต่ รอยเท้าบนพื้นทราย ณ จุดซีโร่พ้อยต์ ... ดินแดนแห่งสวรรค์ของนักเดินทางที่ชอบมนต์เสน่ห์แห่งขุนเขา

วันนี้พวกเราเหนื่อยล้ามาทั้งวัน... พอไปถึงที่พัก เพื่อนๆ ประมาณ 4-5 คน ยังคึกคักขอออกไปเดินตลาดกันต่อเพื่อสำรวจสินค้าที่น่าสนใจ

และพรุ่งนี้เช้า พวกเราจะต้องออกจากที่พักประมาณ ตี 2 ครึ่ง เพื่อไปยังเมืองดาร์จีลิ่ง (Darjeeling) ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับคำสมญานามว่าราชินีแห่งขุนเขาอีกเมืองหนึ่งที่มีไร่ชาที่ขึ้นชื่อหลายแห่ง

************************************

 

 
 

โดย PhutaiKaowong

 

กลับไปที่ www.oknation.net