วันที่ พุธ ธันวาคม 2558

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

งูเหลือมสำรอกพิษ


"งูเหลือมสำรอกพิษ"

 

เป็นนิทานเรื่องหนึ่งใน ชุดหนังสือ "จินตนิทานพื้นบ้าน" ซึ่งสุรินทร์สโมสร โดย "อัษฎางค์ ชมดี (Assadang Chomdee) " และ "เคท แฮริเดน (Kate Harriden)" ได้ร่วมกับเรียบเรียงขึ้นจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในพื้นที่อีสานใต้และประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งข้าพเจ้า "พัทธนันท์ โอษฐ์เจษฎา" ได้รับเกียรติให้เป็นบรรณาธิการหนังสือชุดนี้ ... เมื่อน้อมรับเกียรตินี้แล้ว จึงขอนำตัวอย่างบางเรื่องบางตอนมาฝากให้เพื่อนพ้องน้องพี่ได้อ่านค่ะ

 


พิษจากแมลงป่อง ตะขาบ ผึ้ง แตน ต่อ สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้คนไม่น้อย ชาวเขมรสุรินทร์มีวิธีขับพิษออกจากร่างกายโดยการใช้คาถาเป่าไล่ คาถานั้นชื่อว่า “แกฺอบ (ตะขาบ) คำ (กัด) ขตูย (แมลงป่อง) ตึจ (ต่อย)” 1

                อาจารย์ (กรู) ผู้ขับพิษหยิบหมากพลูเข้าปากเคี้ยวแล้วบริกรรมคาถา

                “ออม (โอม) ปึะส์ (พิษ) แกฺอบ (ตะขาบ) ปึะส์ (พิษ) ขตูย (หรือขฺตวย) (แมลงป่อง)

                ปึะส์ (พิษ) คยาด็อมเร็ย (แมลงป่องช้าง)

                ปึะส์ (พิษ) ปีงเปียง (แมงมุม) เตียง (ทั้ง) เบ็ย (สาม)

                ยัว (เอา) โม (มา) ปี (จาก) นา (ไหน)

                ปึะส์ (พิษ) ยัว (เอา) โม (มา) ปี (จาก) ปัวะถลัน (งูเหลือม)

                กรู (ครู) อัญ (ฉัน) ตาม (ตาม) เตือล (ทัน)” (ความหมายคือครูรู้เท่าทันพิษนั้น)

                อาจารย์ (กรู) บริกรรมคาถา 3 จบแล้วเป่าลงบริเวณที่ถูกพิษไล่ออกไปพ้นจากร่างกาย เช่น หากถูกพิษที่แขนก็เป่าไล่ออกไปทางปลายแขน

                สัตว์ที่มีพิษทั้งหลายทั้งปวงนั้นล้วนแล้วแต่ไปเอาพิษมาจากงูเหลือม (ปัวะถลัน) เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นไปได้ เนื่องจากงูเหลือมเป็นสัตว์ที่ไม่มีพิษ  

 

เดินทางย้อนปฏิทินไปไกลโพ้น บนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีสัตว์ชนิดใดที่มีพิษ จะมีก็แต่งูเหลือมเพียงตัวเดียวเท่านั้น พิษอันร้ายกาจของงูเหลือมเป็นที่กลัวเกรงและหวาดหวั่นขวัญผวาไปทั่วทุกหัวระแหง

                วันหนึ่ง หนุ่มสาวแต่งงานใหม่คู่หนึ่งเดินจูงมือกันไปเยี่ยมญาติพี่น้องยังหมู่บ้านไกลออกไปในลำเนาป่าดง ก่อนนั้นสองวันฝนได้เทกระหน่ำลงมาหนักหน่วง สองสามีภรรยาเดินลัดเลาะแนวทุ่ง ตัดข้ามป่าเขาลำเนาไพร เท้าที่ก้าวย่างไปปรากฏรอยเท้าเป็นแถวเป็นแนวไปตลอดทาง

                ภายหลังสองสามีภรรยาเดินพ้นชายป่าไปราวครึ่งวัน งูเหลือมเจ้าแห่งพิษก็เลื้อยปราดออกมาตวัดสายตาเห็นรอยเท้าคนเดินจากไปก็ยิ้มย่องในใจ มองด้วยสายตาเย้ยหยัน คิดโอ้อวดฤทธิ์อำนาจแห่งพิษอันร้ายกาจของตัวเอง จึงเลื้อยปราดไปที่รอยเท้า กระดกลิ้นพ้นจากปากแลบเลียรอยเท้าด้วยอารมณ์คึกคะนอง

                พิษของงูเหลือมช่างร้ายกาจเหลือหลาย เวลานั้นสองสามีภรรยาไปถึงบ้านมวลหมู่ญาติพี่น้อง แต่ยังไม่ทันก้าวเท้าขึ้นบันไดบ้านก็ล้มลงสิ้นใจตายด้วยพิษของงูเหลือมไปในทันที ปวงญาติพี่น้องพบเห็นเหตุการณ์ไม่คาดหมายล้วนตื่นตระหนก แต่ก็ไม่อาจช่วยเหลือเยียวยาได้ทัน

                พิธีศพถูกจัดขึ้นท่ามกลางความโศกาอาดูรและเสียงร่ำไห้ระงม  

                งูเหลือมเจ้าแห่งพิษเลื้อยติดตามมาหวังจะชื่นชมความร้ายกาจในพิษของตัวเอง งูเหลือมหยุดชูคออยู่ใต้ต้นมะขามใกล้กับลำห้วยสายหนึ่งไม่ไกลจากบ้านงานศพ เปล่งเสียงหัวเราะกระหยิ่มยิ้มย่อง เสียงหัวเราะสะท้านสะเทือนจนกิ่งมะขามสั่นไหว สะบัดปลายลิ้นเหลียวมองไปโดยรอบ พลันเห็นอีกาตัวหนึ่งจิกสองขาอยู่บนคาคบต้นมะขาม

                อีกาบังเกิดความรังเกียจในอาการเย่อหยิ่งโอ้อวดของงูเหลือม มองไปที่บ้านงานศพได้ยินเสียงคร่ำครวญหวนไห้ระงม ก้มหน้ามองงูเหลือมแล้วยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก หัวเราะขบขัน

                งูเหลือมแลบลิ้นด้วยท่าทียโส ถามอีกาด้วยมาดเย่อหยิ่ง

                “เสียงที่ดังโหยหวนมาจากบ้านหลังนั้น พวกเขาคงร้องไห้ให้กับคนตาย?”

                อีกาสะบัดหน้าพูดห้วน “เสียงที่ดังกังวานนั้นไม่ใช่เสียงร่ำไห้ แต่เป็นเสียงร้องแห่งความปีติยินดี”

                งูเหลือมมองอีกาด้วยอาการสงสัย

                “นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร?”

                อีกาเปล่งเสียงหัวเราะกังวาน “พวกเขาล้วนปลาบปลื้มปรีดา” อีกามองหน้างูเหลือมด้วยสีหน้าดูถูกดูแคลน “ฉันได้ยินพวกเขาพูดกันว่า สามีภรรยาคู่นั้นถูกพิษของงูเหลือม แต่พิษไม่อาจทำร้ายพวกเขาได้จึงหัวเราะกันครื้นเครง ฉันสงสัยว่าพิษของเจ้าคงหมดสิ้นความร้ายกาจเสียแล้ว” อีกาพูดพลางหัวเราะเสียงดัง

                งูเหลือมได้ยินคำพูดของอีกาคล้ายถูกสายฟ้าฟาดใส่กลางใจ ความยโสโอหังมลายหายไปสิ้น เงี่ยหูฟังได้ยินเสียงร่ำไห้ของผู้คนกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน

                “เมื่อพิษของเจ้าหมดสิ้นความร้ายกาจ นั่นจะต่างอะไรกับน้ำลายหยดหนึ่ง?” อีกาพูดประชดประชันแล้วสะบัดปีกบินจากไป

                งูเหลือมหน้าซีดสลด ครุ่นคิดในใจ “ในเมื่อพิษของเราไร้ประโยชน์ เราจะเก็บไว้ทำไม?”

                งูเหลือมจึงสำรอกพิษพ่นกระจายเนืองนองพื้นจนหมดสิ้น แล้วเลื้อยเข้าดงไปด้วยแววตาหม่นหมอง

                .....

                ข่าวคราวการสำรอกพิษของงูเหลือมแพร่สะพัดไปทั่วพงไพร

                บรรดาสัตว์ทั้งหลายเมื่อรู้ข่าวต่างก็รีบรุดมาเอาพิษของงูเหลือม

                งูบางชนิดเลื้อยปราดว่องไวมาถึงก่อนก็ได้พิษไปมาก เช่น งูกระด้าง งูดิน งูกินปลา งูสายม่านพระอินทร์ และงูกินกบ 

                แต่การได้พิษของงูเหลือมมากเกินไปกลับกลายเป็นไม่มีพิษ งูดังกล่าวจึงเป็นงูไม่มีพิษ

                งูบางชนิดเพิ่งมาถึงได้พิษของงูเหลือมไปพอประมาณ เช่น งูจงอาง งูเห่าหม้อ งูเห่าดง งูเห่าดอกจัน งูเห่าปลาช่อน การได้พิษของงูเหลือมพอประมาณกลับกลายเป็นมีพิษร้ายแรง หากได้ฉกกัดผู้คนก็ไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้

                หลังจากนั้นฝูงสัตว์อีกจำพวกหนึ่งก็มาถึง เช่น ปลาดุก ปลาแขยง ปลากด แมลงป่อง ตะขาบ แมลงป่องช้าง มด มดตะนอย แตน ต่อ ผึ้ง ผึ้งโพรง สัตว์เหล่านี้ได้เพียงเศษพิษที่เหลืออยู่เล็กน้อย บางชนิดเก็บพิษไว้ที่เงี่ยง บางชนิดเก็บไว้ที่เหล็กไน สัตว์เหล่านี้จึงมีพิษอยู่บ้าง กัดต่อยผู้คนพอเจ็บปวด แต่ไม่ถึงกับเสียชีวิต

                สัตว์บางชนิดรู้ว่าลำพังตัวเองไม่อาจทำร้ายผู้ใดหนักหน่วงรุนแรงได้ จึงชักชวนเพื่อนฝูงมาช่วยกัน เช่น ผึ้ง แตน หรือต่อ

                ปลาหมอแหวกว่ายน้ำลนลานมาถึง กระโจนขึ้นบนผิวน้ำเห็นสัตว์หลายชนิดกำลังจากไปจึงรีบแถกเหงือกขึ้นฝั่ง ไถลครีบหลังควานหาพิษของงูเหลือม แต่พิษของงูเหลือมไม่เหลือแม้แต่ครึ่งหยด ครีบหลังของปลาหมอแม้สะบัดถูกมือของผู้คนก็เพียงเจ็บแสบเล็กน้อย

                ปลาหลดชวนปลากระทิงมุดโคลนมาด้วยกัน เห็นโพรงหินริมฝั่งน้ำก็คิดว่าพิษของงูเหลือมคงอยู่ในโพรงหิน จึงสอดปากพยายามมุดเข้าไปจนปากแหลมเป็นปลายมีด

                 ปลาแก้มช้ำและปลาเทโพว่ายน้ำเชื่องช้ามาถึง ผุดโผล่ขึ้นบนผิวน้ำนึกโกรธเคืองตัวเองที่มาช้า จึงร้องไห้คร่ำครวญด้วยความโศกาอาดูรจนกระทั่งใบหน้าบวมพอง

ปลาค้าวได้ยินเสียงปลาแก้มช้ำและปลาเทโพร่ำร้องคร่ำครวญก็ว่ายน้ำมาดู เห็นปลาแก้มช้ำและปลาเทโพใบหน้าบวมพองก็หัวเราะขบขันจนไม่อาจหยุดยั้ง ปากยิ่งมายิ่งขยายกว้าง นั่นเป็นเหตุให้ปลาค้าวมีปากกว้าง

ส่วนงูเหลือมภายหลังสำรอกพิษหมดสิ้นเพราะหลงอุบายของอีกา นับแต่นั้นมางูเหลือมก็เป็นงูที่ไม่มีพิษ


 

The Python Regurgitates Its Venom.

Venom from scorpions, centipedes, bees’ hornets and wasps cause lots of people pain.  The Surin-Khmer people have a method to remove venom from the body, by using a magic formula, to blow it away.  This magic formula is called “Centipede bite, scorpion sting”2

             Teacher, is the person who drives the venom, by chewing betel nut while reciting the magic formula.

            Venom of centipedes, of scorpions

            Venom of elephant scorpions

            Venom of all three spiders

            Where do they come from?

            Venom is taken from the python

            Teacher, I caught up, the meaning is that teacher is the only one who knows the venom.

            Teacher, recite the magical formula three times to finish then blow onto the area that was poisoned, to remove it from the body.  For example, if the arm is poisoned, then blow it away through the forearm.

             All of the venomous animals got their venom from the python.  But how is this possible, given the python is not a venomous animal?

             …..

A long time ago, there was a wide expanse of land.  It had no venomous animals, except for the python.  The severe venom of the python was ferocious and there was the fear that it would go everywhere in the body.

 One day, a young newly married couple walked, holding hands, to visit relatives in the village a long way away in the forest.  A couple of days before rain had fallen heavily.  The husband and wife took a short cut along the fields to enter the forest.  Their footsteps appeared as a row of imprints, along the path.

 Half a day later, the husband and wife walked out of the forest.  The python, master of the venom, slithered quickly out.  Flashing it eyes around, it saw the footsteps of people walking to and fro and smiled delightedly to itself.  With mocking eyes, it thought to show off the mighty power of its vicious venom and quickly slithered to the footprints.  In high spirits, the python stuck its tongue out of its mouth and bit their feet.

        …..

 The venom of the python was extremely harsh.  When the husband and wife reached the village of their relatives, they had not yet climbed up the stairs to the house when they fell down dead from the venom of the python.  The group of relatives saw this unexpected event and panicked.  They were unable to help in time.

The funeral ceremony was held in the midst of sadness and the sound of incessant wailing.

 The python, master of the venom, slithered after the sound, hoping that the ferocity of its venom would be appreciated.  The python arrogantly stopped under a tamarind tree, close to a creek not far from where the funeral was being held and laughed smugly.  The sound of laughter vibrated until it vigorously shook the branches of the tamarind tree.  The python flicked out the end of its tongue as it looked around.  Suddenly it saw a crow peeking out from the second branch of the tamarind tree.

 The crow disturbed the complacency of the python’s arrogant boastfulness.  Looking at the place of the funeral, where the sound of loud wailing and reminiscing could be heard, the crow bent its head back to stare at the python. With a derisive smile at the corner of its beak, it laughed humorously.

With a sense of self-importance, the python flicked its tongue and arrogantly asked the crow,

“The loud moaning noise coming from that house over there, why is that group of people lamenting the dead?”

 The crow flicked it head, saying brusquely, “that resounding sound isn’t of lament; it is the sound of joy.”

The python stared doubtfully at the crow.

“How can that be?”

The crow laughed sonorously, “All of them are pleased”.  The crow stared at the python’s face disdainfully “I heard them talking together, saying that the husband and wife couple were poisoned by the venom of the python but that the venom didn’t destroy them.  So they are joyfully laughing together.  I suspect your venom’s ferocity is probably finished now”, the crow said while laughing loudly.

Hearing the words of the crow was like a lightning strike to the python’s heart.  Its arrogance disappeared.  As it listened carefully, the crying sound of the people transformed into the sound of mocking laughter.

 “When your venom loses its ferocity, how will it be different to a drop of saliva?” the crow spoke sarcastically, flapping its wings to fly away.

 The python’s face paled and it thought to itself, “If this venom is useless, what is the point of keeping it?”

The python regurgitated its venom, scattering it widely, until it was all out.  Then, with a melancholy expression, the python slithered into the forest.

             …..

 The news that the python had regurgitated all of its venom spread widely throughout the forest.

All the animals that heard the news hurried to get some of the python venom.

Many types of snakes, for example the fishing snake, the blind snake, the sunbeam snake, and the painted bronze back snake, slithered quickly to reach the pile of venom and were able to get a lot of it.

 But they got too much of the python’s venom and it became non-toxic.  This group of snakes are non-venomous.

 Some snakes who came took just the right amount of the python’s venom, for example the king cobra snake, the Monocled cobra, the Indo-Chinese cobra and Indo-Chinese cobra.  Taking just the right amount of venom transformed them into highly venomous animals.  If someone was bitten by them, they would be unable to survive.

 After the snakes, came other groups of animals.  For example, catfish, freshwater fish, bagrid catfish, scorpions, centipedes, elephant scorpions, ants, hornets, wasps, bees and asian honey bees.  This group of animals got little bits of the left over venom.  Some of them accidently kept the venom.  Some of them kept it in their sting.  This group of animals have some venom, when they sting people feel pain but will not die.

Some groups of animals know that, alone, they probably can not seriously hurt anyone.  So they get their friends to come, en masse, for example bees, hornets and wasps, to help.

 The climbing perch fish broke into a hurried swim towards the venom.  Leaping to the waters surface they saw several other types of animals coming and going.  So they hurried onto the bank, using their dorsal fins to search out the venom of the python.  But there was nothing left of the python venom, except for a half a drop.  If someone is flicked by the dorsal fin of the climbing perch fish, they will feel a small painful sting.

 Spot finned spiny eel and the tire track eel ducked under the mud together.  They saw a cavity in the rock on the edge of the river bank and thought that some of the python’s venom was likely to be in the rock cavity.  They tried to burrow their mouths, into the cavity in an attempt to store the venom, causing their mouths to change shape, becoming like the end of a knife.

 The red cheek barb fish and the black ear catfish arrived after swimming slowly to reach the python’s vomit.  They popped up to the water’s surface and were annoyed that they arrived late.  They grumbled, cried and lamented until their faces were swollen.

 The freshwater catfish heard the red cheek barb fish and the black ear catfish crying and swam to have a look.  It saw the red cheek barb fish and the black ear catfish, with their swollen faces, and laughed uproariously, as if it was unable to stop.  Its smile kept getting wider and wider.  This is the reason why the freshwater catfish has a broad mouth.

 As for the python, since falling for the crow’s trick and regurgitating all of its venom, it has remained a non-venomous snake.

 


ขอบคุณภาพประกอบจาก : http://decor.mthai.com/wp-content/uploads/2014/09/Untitled-1.jpg

 

โดย ในนามสุรินทร์สโมสร

 

กลับไปที่ www.oknation.net