วันที่ พุธ มกราคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เราต่างถูกบังคับให้หายไป


 

             รัฐมีหน้าที่จัดวางการอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคมไทย หากไม่มีรัฐแล้วกฎการอยู่ร่วมกันในสังคมคงต้องดูแลกันเอง หากแต่เรามีรัฐบาล มีกฎหมายรับรองคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของสมาชิกสังคม โดยแลกกับค่าใช้จ่ายที่สมาชิกสังคมจ่ายในรูปภาษีให้รัฐ และสมาชิกสังคมคือเจ้าของประเทศ เจ้าของรัฐบาล และเจ้าของทรัพย์สมบัติสาธารณะร่วมกัน โดยมอบให้รัฐบาลดูแลบริหารงาน

            แต่เมื่อคนในรัฐตั้งตัวเป็นใหญ่ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและบังคับใช้กฎหมาย กลับใช้อำนาจนั้นกับสมาชิกในสังคมเสียเองเพื่อละเว้นกฎหมายและหาผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ละกลุ่มตั้งตัวเป็นใหญ่ เป็นแก๊งค์เป็นก๊วนต่างๆ เป็นพรรคต่างๆ จนขยายอิทธิพลและผลประโยชน์ครอบงำสังคมอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคพวกในการเมือง ในตำรวจ ในทหาร ในกลุ่มข้าราชการต่างๆ

            ขณะที่สมาชิกในสังคมที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าๆ กัน เป็นคนเล็กคนน้อย กลับถูกทำให้หายไป ถูกลืมไปในการดูแลคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน ถูกลืมไปในการรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของพวกเขา ถูกลืมไปในการใช้อำนาจต่างๆ ตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองดูแลพวกเขา ถูกลืมไปที่รัฐจะมีนโยบายที่ครอบคลุม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี แก่สมาชิกสังคมผู้เป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน

            แต่แท้ที่จริง พวกเขาถูกทำให้ลืม พวกเขาถูกบังคับให้หายไปในสังคมไทย

            นอกจากถูกทำให้ลืม ถูกบังคับให้หายไปในนโยบายประเทศแล้ว ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา สมาชิกในสังคมของเราก็ถูกบังคับร่างกายและชีวิตให้สูญหายไปหลายรายด้วย

            เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องจำเลยทั้ง 5 คนในคดีอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร และยกคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมของอังคณาและบุตร ดูเหมือนว่าอาจจะเป็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทยทั้งระบบ ที่ประเทศไทยจะต้องหาทางแก้ไขเยียวยาความเป็นธรรมให้สมาชิกในสังคมได้รับความเป็นธรรมได้มากขึ้นขึ้น

            คดีดังกล่าวเราจะเห็นว่า ศาลฎีกาไม่ตัดสินอะไรก็ตามที่ไม่มีในกฎหมายให้เป็นความผิด เพราะประเทศไทยโดยรัฐบาลยังไม่ได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) กับองค์การสหประชาชาติ และรัฐไทยยังไม่ออกกฎหมายว่าการอุ้มหายเป็นความผิดทางอาญา หรือมีโทษเท่าเจตนาฆ่าคนตาย

            ประเทศไทยจึงไม่มีกฎหมายเอาผิดการอุ้มหาย หรืออาจอุ้มไปฆ่าและทำลายศพจนหาไม่พบ กรณีตัวอย่างในคดีอุ้มฆ่า ทนายสมชาย นีละไพจิตร เมื่อเดือนมีนาคม 2547 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ศาลสามารถตั้งข้อหาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อหาลักทรัพย์และพาทรัพย์ไปเท่านั้น โดยมีบทลงโทษสูงสุด 3 ปี และกว่าจะพิสูจน์ได้ กฎหมายได้บอกว่าจนกว่าจะ 5 ปี ถึงจะยอมรับเป็นผู้สูญหายตามกฎหมายของไทยได้ 

            แม้ว่าศาลแพ่งจะเคยตัดสินให้ทนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นบุคคลสาบสูญ แต่ก็เป็นการตายโดยกฎหมายไม่ใช่การถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตาย และไม่ปรากฏว่าถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตายหรือบาดเจ็บจนไม่อาจจัดการเองได้ ศาลฎีกาจึงไม่พิจารณาเรื่องสิทธิเป็นโจทก์ร่วมของภรรยาและบุตร เมื่อไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา ศาลจึงไม่ต้องพิจารณาในส่วนที่เหลือ และยกความบกพร่องของกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน

            ซึ่งจริงๆ แล้ว กระบวนการยุติธรรมไทย ต้องให้หลักนิติธรรมทางอาญาประกอบด้วย เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหาย เพราะแม้แต่อดีตนายกของประเทศไทยยังเคยให้การแก่สังคมไว้เมื่อเดือนมกราคมปี 2549 ว่า “ทราบว่าเสียชีวิตแล้ว มีพยานแวดล้อมยืนยันได้ว่ามีการตาย ... ต้องยอมรับเลยว่ามันไม่ง่าย คดีที่เกี่ยวข้องเจ้าหน้าที่รัฐ การหาพยานหลักฐานไม่ง่าย ขอให้ดีเอสไอสรุปสำนวนการสอบสวนก่อน”.. (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร)

            ทนายสมชาย นีละไพจิตร ถูกอุ้มหายไปเมื่อปี 2547 เนื่องจากเป็นทนายความให้สมาชิกในสังคม ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีหน้าที่รับใช้กฎหมายและบังคับใช้กฎหมายให้ผู้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่กลับกระทำการทารุณซ้อมทรมานผู้ต้องหาในกระบวนการยุติธรรมชั้นแรก และต่อมาเขาในฐานะผู้ปกปกป้องสิทธิตามกฎหมายกลับถูกอุ้มหายหลังยื่นเรื่องร้องเรียนเรื่องนี้ได้เพียง 1 วัน

            ในประเทศไทย เราต่างถูกทำให้หายไป โดยเฉพาะหากเป็นคนชั้นล่างในสังคมที่ไร้อำนาจ ไร้อิทธิผล ไร้ชื่อเสียง

            เหมือนกับนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี แกนนำชุมชนชาวกะเหรี่ยง บ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี สูญหายไปเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 เพราะขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และจนบัดนี้เขายังไม่กลับมา และครอบครัวยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งทางนโยบายและทางกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

            เขาหายตัวไปในช่วงขณะที่ชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอยมีข้อพิพาทกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช อยู่ในศาลปกครอง โดยมีเขาเป็นแกนนำและเป็นพยานบุคคลคนสำคัญ ในคดีที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นำกำลังเข้ารื้อทำลาย เผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านกะเหรี่ยงกว่า 20 ครอบครัวที่บ้านบางกลอยบน ทำให้สูญเสียสิทธิเสรีภาพและทรัพย์สิน

            บิลลี่หายตัวไปขณะที่กำลังเตรียมข้อมูลและเตรียมนำชาวบ้านไปร่วมรับฟังการพิจารณาคดีของศาลปกครอง คดีหมายเลขดำที่ ส.58/2555 ที่เขาจะต้องขึ้นศาลเป็นพยานบุคคลสำคัญที่จะให้ปากคำในการสืบพยานเพิ่มเติมที่จะมีขึ้นในอีก 1 เดือนก่อนจะถูกบังคับให้หายไป

            ถึงเวลาแล้วที่รัฐสภา หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต้องเร่งพิจารณาบทบัญญัติกฎหมายเพื่อรองรับอนุสัญญาทั้งสองฉบับอันได้แก่ ความผิดกรณีการซ้อมทรมาน การปฏิบัติที่เลวร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี รวมทั้งการอุ้มหายหรือสูญหายโดยการถูกบังคับ โดยกำหนดมูลความผิดตามอนุสัญญาดังกล่าวว่าเป็นความผิดทางอาญา และมีโทษทางอาญา

            รัฐต้องเร่งปฏิรูประบบและกลไกในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิรูปตำรวจและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างแท้จริงและเที่ยงธรรม

            หากไม่มีกฎหมายว่าด้วยการอุ้มหายเป็นความผิดอาญาในสังคม เราทุกคนก็เหมือนถูกบังคับให้หายไป

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net