วันที่ พุธ มกราคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Spotlight ..สื่อแบบไหน คนเสพแบบไหน สังคมก็แบบนั้น


          ผมเป็นคน"ดูหนังน้อย"..หมายถึง"ดูในโรง"นะครับ
          ล่าสุด เพิ่งไปดู SPOTLIGHT ที่ว่ากันว่า"คนทำสื่อ"น่าจะไปดู เพราะเป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราวของ"หนังสือพิมพ์" The Boston Globe ที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวที่สั่นคลอนความรู้สึกของ"คนทั้งเมือง" นั่นคือมีบาทหลวงจำนวนมากที่"ล่วงละเมิดทางเพศ"เด็กๆ
          เรียกว่าต้องเอาตัวเองเข้าแลกว่าจะอยู่หรือไป กับ"ศรัทธา"ของผู้คนต่อศาสนากับ"ความจริง"ที่คนส่วนใหญ่(ในเมือง)คงจะไม่เชื่อข่าวนี้
          นักวิชาการ(ด้านสื่อ) หลายคนถึงกับยกว่าเป็นหนังที่"คนทำสื่อ"น่าจะดู
          แต่สำหรับผม เมื่อดูจบ ผมว่าคนที่"ควรจะดู"มากกว่า"คนทำสื่อ"ก็คือ"คนในสังคม" โดยเฉพาะคนที่อยู่ในแวดวงที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆ


          ดูหนังเรื่องนี้จบ..ผมนึกถึงคำคมของอดีตผู้นำสหรัฐคนหนึ่ง..นั่นคือ
          "If I had to choose between government without newspapers, and newspapers without government, I wouldn't hesitate to choose the latter" ซึ่งเป็นประโยคที่ Thomas Jefferson อดีตประธานาธิบดีวหรัฐอเมริกากลฃ่าวเอาไว้เมื่อ 200 กว่าปีก่อน
          ผมแปลง่ายๆแบบนักเรียนไทยที่ไม่เคยไปเรียนเมืองนอกก็คือ "หากผมต้องเลือกระหว่างมีรัฐบาลโดยไม่มีหนังสือพิมพ์ กับมีหนังสือพิมพ์โดยไม่ต้องมีรัฐบาล ผมไม่ลังเลที่จะเลือกอย่างหลัง" ซึ่งนั่นหมายถึง"สื่อ"มีความสำคัญของประเทศชาติมาก
          คนอังกฤษถึงกับเรียก"สื่อ"ว่าเป็น"ฐานันดร4" เพราะเป็นหนึ่งในผู้ชี้นำสังคม
          ผมไม่รู้หรอกว่า"คนไทย"ให้ความนับถือ"สื่อ"มากขนาดไหน แต่ถ้าจะให้สื่อรู้คำตอบนี้ก็ต้องบอกว่าสื่อต้องถามตัวเองก่อนว่าทำตัวให้ผู้คน"นับถือ"หรือเปล่า

          ต้องบอกก่อนว่านี่เป็น"หนังฝรั่ง"
          ดังนั้น แม้จะ(อ้างว่า)ทำมาจากเรื่องจริง แต่นั่นเป็น"สังคมฝรั่ง" และรูปแบบทั้งการเสาะหาข่าว การทำข่าวไปจนถึงการนำเสนอข่าว ไม่สามารถใช้ในเมืองไทยได้ครบทั้งหมด เพราะบ้านเรา ขนาดสถาบันการศึกษาระดับชาติ แค่มีปัญหาเรื่องผู้บริหาร ก็ถึงขั้น"ปิดรั้ว"มหาวิทยาลัยเพื่อ"ห้าม"ผู้บริหารอีกชุดเข้าไป แล้ว"สื่อ"ที่เป็น "คนนอก" จะเข้าไปหาข้อเท็จจริงได้หรือ
          อย่างที่กล่าวในตอนแรก นี่เป็นเรื่องที่หนังสือพิมพ์ The Boston Globe กำลัง"เจาะข่าว" กรณีบาทหลวงจำนวนมาก"ล่วงละเมิดทางเพศ"เด็กมากมายหลายคน ที่แม้กระทั่งคนทำสื่อเองก็ไม่ค่อยเชื่อมากนักว่านี่คือ"ความจริง" เพราะมีผู้คนจำนวนมากมาย รวมทั้งญาติหรือพรรคพวกเพื่อนฝูงของ"คนทำข่าว" ตั้งแต่บรรณาธิการไปจนถึงผู้สื่อข่าว ยังคง"ศรัทธา"ศาสนาที่มีบาทหลวงเหล่านั้นเป็น"ศูนย์กลาง"ของเมือง
          การสืบค้นจึงมีทั้งคนให้ความร่วมมือและปฏิเสธ
          หลายคนปฎิเสธที่จะให้"ข้อมูลจริง" ทั้งๆที่นี่คือ"ความจริง" ดังประโยคที่เจ้าหน้าที่ศาลกล่าวกับ"นักข่าว"ที่ไปขอข้อมูลเหล่านี้มาเผยแพร่ด้วยประโยคที่บอกอะไรหลายอย่าง “คุณจะรับผิดชอบอย่างไร เมื่อเรื่องราวนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ”
          แต่คำตอบของ"นักข่าว" ก็บ่งบอกชัดเจน
          "ผมจะต้องรับผิดชอบอย่างไรล่ะ ถ้าสาธารณะไม่ได้รับรู้ข้อเท็จจริงนี้"


          "สื่อ"ตามข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้หมายถึงแค่หนังสือพิมพ์
          ผมเคยบอกใครต่อใครว่า หากคุณอยากรู้ว่าประเทศไหนเป็นแบบไหน สิ่งง่ายๆสิ่งแรกที่บอกคุณก็คือ คุณดู"หนังสือพิมพ์ชายดีที่สุด"ของประเทศนั้นว่านำเสนอข่าวแบบไหน และแน่นอน ผมก็เคยบอกกับพรรคพวกเพื่อนฝูงว่าถ้าผมเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติและอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาไทยออก ผมคงไม่(อยาก)มาเที่ยวเมืองไทย(มากนัก) เพราะ"ข่าวใหญ่"ของหนังสือพิมพ์ติดอันดับขายดี(ที่สุด)ของบ้านเรา มักจะนำเสนอข่าวฆ่ากันตายเป็นข่าวใหญ่
          ล่าสุด ขนาดดีเจคนเดียวขับรถชนอีกคัน ...สื่อทุกฉบับยังเล่นกันต่อหลายวัน
          นี่ยังไม่รวมสื่ออื่นๆนะครับ เพราะทุกวันนี้ อย่างที่บอก "สื่อ"ไม่ได้หมายถึงแค่"หนังสือพิมพ์" หากแต่ยังรวมทีวี วิทยุ ไปจนถึงอินเตอร์เน็ต และผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนก็รู้ดีว่า"ข่าว"ที่คนไทยสนใจมากที่สุดในแต่ละวันเป็นข่าวแบบไหน ดาราท้องก่อนแต่ง พระเอกละครป่วย ฯลฯ ข่าวพวกนี้คือ"ข่าวใหญ่"ของสื่อไทย ที่คน(ไทย)สนใจกว่าดอกเบี้ยขึ้นหรือลง...จริงหรือ
          ผมจึงเขียนหัวเรื่องเอนทรีนี้...สื่อแบบไหน คนเสพแบบไหน สังคมก็แบบนั้น


          ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง

          สำหรับ Spotlight ผมจึงคิดว่า ทุกคนในสังคมดูแล้วต้องย้อนดูตัวเอง
          ดูเพื่อถามว่า"ฉันทำถูกแล้วหรือ" แบบที่เจ้าหน้าที่ศาลถามนักข่าวว่า “คุณจะรับผิดชอบอย่างไร หากเรื่องราวนี้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ" และคำตอบ "ผมจะต้องรับผิดชอบอย่างไร หากสาธารณะไม่ได้รับรู้ข้อเท็จจริงนี้" เพราะหากให้พูดกันแบบ"ไม่เกรงใจ" ผมว่าสื่อเมืองไทยต้องถามตัวเองว่า "คนไทยอยากรู้เรื่องที่ผมทำ(ข่าว)จริงหรือ"
          การที่สื่อบางกลุ่มให้ราคานักศึกษาจำนวนหนึ่งที่"อยากดัง"ด้วยการแสดงออกต่อต้านรัฐ เวลาแถลงข่าว ทีวีไปกัน 20-30 ช่อง หรือกรณีทีวีนั่งๆนอนๆในโรงพยาบาลเพียงติดตามข่าว"พระเอกป่วย" ลองถามตัวเองสิ ว่าสื่อยัดเยียดข่าวโดยอ้างว่าประชาชนอยากรู้ข่าวขนาดนั้น..จริงหรือ
          ขณะที่"คนเสพสื่อ" ก็ถึงเวลาที่จะต้อง"ปฏิเสธ" สื่อเลวๆที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม และเป็น"แหล่งข่าว"แบบในหนัง นั่นคือ"กล้า"ที่จะบอก"ความจริง"ให้สังคมรับรู้
          ย้ำอีกครั้ง ผมยังเชื่อว่า สื่อแบบไหน คนเสพแบบไหน สังคมก็แบบนั้น และ"คนเสพสื่อ" คือคนกำหนดข่าว ไม่เชื่อลองปฏิเสธซื้อหนังสือพิมพ์ที่รับใช้คนโกงบ้านโกงเมือง ทีวีที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงกลุ่มคนคิดร้ายต่อสถาบันและบ้านเมือง เพื่อไม่ให้คนพวกนี้มี"ที่ยืน"ในสังคม
          แล้วสังคมเราจะดีขึ้น..ในทุกๆทาง

ขอบคุณภาพจากเน็ต

โดย ลูกเสือหมายเลข9

 

กลับไปที่ www.oknation.net