วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ครอบครัวไทยวิกฤต...เหตุชายเป็นใหญ่


โดย ผู้จัดการออนไลน์

นักวิจัยเผยสถิติเด็กถูกทำร้ายปีละเกือบ 1 ล้านคนโดยครึ่งหนึ่งถูกทำร้ายจากผู้เป็นพ่อและคนในครอบครัว ชี้เหตุเพราะโครงสร้างสังคมไทยส่งเสริมให้ผู้ชายเป็นใหญ่ ส่วนผู้หญิงถูกทำร้ายปีละ 1.5 ล้านคน โดยร้อยละ 80 โดนทำร้ายหรือถูกข่มขืนจากสามีหรือคู่รัก พร้อมระบุบางรายถูกทำร้ายขณะตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังพบสถิติเด็กถูกทำร้ายเข้าขอความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วอนสังคมไทยหันกลับมาส่งเสริมความรักในครอบครัวเช่นในอดีต
       
       สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานของสังคมไทย ที่ปลูกฝังและบ่มเพาะความรัก ความอบอุ่นระหว่างพ่อแม่ลูก และถือเป็นสถาบันที่ปลอดภัยที่สุด แต่ปัจจุบันเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จากข่าวทางสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่กระทำต่อสตรี ความรุนแรงในคู่สามีภรรยา ความรุนแรงต่อเด็ก และความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่น
       
       อาจารย์เพ็ญจันทร์ ประดับมุข ผู้ทำวิจัยเรื่องความรุนแรงในครอบครัว โดยการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยว่า ในอดีตสังคมไทยมีอุดมคติว่าสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่ปลอดภัย สงบสุข แต่ปัจจุบันพบว่าสังคมไทยมีแนวโน้มของความรุนแรง การบาดเจ็บ และเสียชีวิต จากการทำร้ายกันเพิ่มมากขึ้น โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กรมตำรวจ กระทรวงสาธารณสุข ต่างระบุตรงกันว่าปัจจุบันเด็กหลายคนถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง และเด็กถูกทำร้ายจากในบ้านมากกว่านอกบ้าน ทั้งจากผู้เป็นพ่อแม่ คนรู้จัก หรือสามีภรรยาที่อยู่ร่วมกัน
       
       
“ขณะนี้สถาบันครอบครัวอาจเป็นสถาบันที่อันตรายมากที่สุด ทั้งนี้มีรายงานจากต่างประเทศระบุว่าในแต่ละปีมีผู้หญิงอย่างน้อย 1.5 ล้านคนถูกข่มขืนหรือถูกทำร้ายทางร่างกายจากสามีหรือคู่รัก โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้หญิงเหล่านี้ ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ และหลายรายถูกทำร้ายขณะตั้งครรภ์ ส่วนปัญหาความรุนแรงในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบ จากทั่วโลกพบว่าเด็กจำนวน 1 ใน 5,000 คนเสียชีวิตจากการถูกทำร้ายทางร่างกายและทางเพศ รวมทั้งถูกทารุณกรรม”
       
       ส่วนประเทศไทยพบว่ามีผู้หญิงราว 1 ใน 3 ถูกทำร้ายจากสามี โดยข้อมูลจากองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านเด็กและสตรีระบุมีผู้หญิงที่มารับบริการบ้านพักฉุกเฉิน เนื่องจากถูกทำร้ายจากคนในครอบครัว สูงถึงร้อยละ 80 ซึ่งในจำนวนนี้ กว่าครึ่งถูกทารุณเป็นประจำ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากองค์การมูลนิธิพิทักษ์สิทธิเด็ก ระบุว่ามีเด็กที่ถูกทารุณมารับบริการเพิ่มขึ้นทุกปี จากข้อมูลปี 2544 พบว่า เด็กที่ได้รับความช่วยเหลือส่วนใหญ่ร้อยละ 39 เป็นเด็กที่ถูกข่มขืน และ ร้อยละ 31 เป็นเด็กที่ถูกทำร้ายจากคนในครอบครัว ซึ่งในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 43 เป็นเด็กผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 9 ปี และเกือบครึ่งถูกทำร้ายจากผู้เป็นพ่อและญาติ
       
       อาจารย์เพ็ญจันทร์ กล่าวถึงกรณีที่สามีตบตีภรรยาว่าเป็นการทำทารุณกรรมในรูปแบบที่สามัญที่สุดในครอบครัวและพบเห็นได้มากที่สุด ซึ่งความรุนแรงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ถูกกระทำโดยตรง ทั้งการบาดเจ็บทางร่างกาย จิตใจ จนบางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ นอกจากนี้อาจส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต พัฒนาการ และการปรับตัว รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านการรักษาในอนาคต
       
       “ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวประกอบด้วยหลายปัจจัย ดังนี้ 1.)ระดับบุคคล เกิดจากความเจ็บป่วยทางจิตของผู้ลงมือกระทำ การใช้สารเสพติด การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2.)สังคมจิตวิทยา เกิดจากโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น เด็กขาดการดูแลเอาใจใส่ อบรมพฤติกรรมที่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบเมื่อโตขึ้น หรืออาจเกิดจากความเครียดเรื่องความยากจน ครอบครัวล้มเหลว และ3.)สังคมวัฒนธรรม เนื่องจากโครงสร้างทางสังคมที่เอื้อต่อการเกิดความรุนแรง ความไม่เป็นธรรมของโครงสร้างทางสังคมที่ยึดถือกันตั้งแต่ในอดีตว่าผู้ชายเป็นใหญ่ กลายเป็นวัฒนธรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้เป็นเพราะสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากสังคมเกษตรกรรม มาเป็นอุตสาหกรรมและกลายเป็นสังคมยุคเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างครอบครัว เช่น การอพยพของแรงงานเข้าสู่เขตเมืองมากขึ้น สมาชิกในครอบครัวมีเวลาให้แก่กันน้อยลง อัตราการหย่าร้างมากขึ้น ปัญหาเรื่องโรคระบาดและยาเสพติดเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลกระทบต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนทั้งสิ้น”
       
       ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่สังคมไทยได้ละเลยมาเป็นเวลานาน โดยขาดการให้ความสำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขฐานะปัญหาอาชญากรรมประเภทหนึ่ง ซึ่งหากแท้ที่จริงแล้วปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่สมาชิกในสังคมสามารถตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมได้ง่ายกว่าอาชญากรรมประเภทอื่น ในขณะเดียวกันหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อาจส่งผลให้เกิดวงจรของการใช้ความรุนแรงในครอบครัวหมุนเวียนกันต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมต่อไป
       
       อาจารย์เพ็ญจันทร์กล่าวต่อว่าสิ่งหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาความรุนแรงในสังคมไทยได้คือ การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และวัฒนธรรม สังคมต้องตระหนักและเห็นความสำคัญ โดยไม่คิดว่าเป็นปัญหาเฉพาะสมาชิกในครอบครัวเท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการทำวิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจัง และสังคมไทยยังมองว่าเรื่องความรุนแรงเป็นเรื่องส่วนตัวที่เต็มไปด้วยช่องว่างและยากที่จะเข้าถึงนั่นเอง
       
       เรื่อง...สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

ข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์

โดย อิศรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net