วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เส้นทางแห่งการปรองดอง?


photo: @TLHR2014

เส้นทางแห่งการปรองดอง?

วันก่อนเจ้าหน้าที่ทหารบุกอุ้มจับตัวแกนนำนักศึกษานักกิจกรรมที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารและตรวจสอบการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลรวมถึงกองทัพในยามวิกาลอย่างอุกอาจ นับว่าเป็นเรื่องไม่ปกติอย่างยิ่ง

เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทหารใช้รถไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ไม่แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ และบุกอุ้มตัวขึ้นรถหน้ามหาวิทยาลัยกลางถนนที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมามากมาย

เมื่อมีคนถ่ายภาพไว้ได้ และกระจายข่าวใน Social Network อย่างรวดเร็ว อาจเป็นเหตุผลทำให้คณะบุคคลที่เข้าควบคุมจับกุมตัวโดยการอุ้มต้องรีบนำส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจชานเมืองตามกฎหมาย

หลายคนโล่งใจเมื่อทราบว่าพบตัวแล้วและปรากฎว่าเป็นการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหารตามที่มีหมายจับ ดีที่ไม่ใช่การอุ้มหายเหมือนทนายสมชาย นีละไพจิตร นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แม้ลักษณะการอุ้มจะเหมือนๆ กัน และเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเหมือนๆ กันก็ตาม

ตอนแรก พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฏหมายของ คสช. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการประสานงาน จับตาและติดตามกลุ่มนักศึกษาดังกล่าวมาโดยตลอด ยืนยันว่ายังไม่ทราบเรื่องแกนนำนักศึกษา ถูกควบคุมตัว พร้อมระบุว่า กำลังเช็คข่าวเช่นกันว่าข่าวนี้มาจากไหน เพราะหากมีการควบคุมตัวจริงตามขั้นตอนต้องนำตัวส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของสำนวนตามหมายจับ

จนสามัญชนคนหนึ่งเกือบเป็นบุคคลสูญหายไม่ทราบชะตากรรมไปแล้ว หากสังคมไทยไม่ขยับติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใจจดใจจ่อ มีการแชร์ภาพการเข้าควบคุมตัวโดยกลุ่มบุคคลในชุดทหารโดยใช้ยานพาหนะนอกประจำการไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไปทั่ว จนสื่อมวลชนนำไปขยายต่อ

น่าห่วงเป็นอย่างยิ่งกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน เมื่อรัฐบาลไม่ใยดีระบบนิติรัฐที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วยความเป็นธรรม นอกจากไม่เร่งปฏิรูประบบและกลไกในกระบวนการยุติธรรมแล้ว ยิ่งไม่บังคับใช้ตามระบบนิติธรรมอีกด้วย

ต่อไปนี้หากมีเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นทำบ้างแล้วมีคนหายไปไม่ทราบข่าว ไม่ว่าจะเป็นแกนนำกลุ่มมวลชนกลุ่มใด ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากหากไม่มีกฎหมายว่าด้วยการอุ้มหายเป็นความผิดอาญาในสังคม เราทุกคนจึงเหมือนถูกบังคับให้หายไป

นอกจากนี้ ประเทศไทยโดยรัฐบาลยังไม่ได้ให้สัตยาบันต่อ อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) กับองค์การสหประชาชาติ และรัฐไทยยังไม่ออกกฎหมายว่าการอุ้มหายเป็นความผิดทางอาญา

จึงเป็นช่องว่างสำคัญที่รัฐบาลจะต้องตระหนักอย่างยิ่ง จะใช้อำนาจโดยมิชอบไม่ได้

นักกฎหมายหลายคนต่างสงสัยว่าทำไมเจ้าหน้าที่รัฐไม่ปฏิบัติตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ประเทศไทยใช้อยู่ตามกระบวนการยุติธรรม คล้อยหลังไม่นาน นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ออกมาให้ความเห็นว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมแบบไหนก็ได้ เนื่องจากเป็นการทำผิดกฎหมายปกติ

แน่นอนหัวหน้า คสช. มีอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 ที่ออกมาประกาศใช้แทนกฎอัยการศึก

กฎอัยการศึก มีบทบัญญัติที่ชัดเจนและให้อำนาจแก่ทหาร แต่มาตรา 44 ขอบเขตอำนาจนั้นกว้างกว่า หัวหน้า คสช. มีอำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ หรือรัฏฐาธิปัตย์จากการรัฐประหารนั่นเอง

ขณะที่รัฐไทยยังมีพันธกรณีระหว่างประเทศมากมายที่เป็นกฎหมายภายใต้สหประชาชาติ และผู้นำ คสช. เคยย้ำว่าจะปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว และบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญภายหลังการรัฐประหารเพื่อการันตีสิทธิเสรีภาพของพลเมือง และเป็นคำมั่นสัญญาประชาคมโลก

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 4 บัญญัติไว้ว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้

ประเทศไทยเป็นภาคีบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) ที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม มีบทลงโทษตามกฎหมายโดยสหประชาชาติ

ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านโดยผู้มีอำนาจขอเวลาในการปฏิรูปและพัฒนาประชาธิปไตยตามหลักสากล และพร้อมที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่มีอยู่ รัฐบาลและผู้มีอำนาจหน้าที่จึงต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ICCPR ที่บัญญัติไว้อย่างละเลยไม่ได้ โดยเฉพาะต้องมีการตีความกฎหมายที่มีบทลงโทษทางอาญาที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

สร้างกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เพื่อนำไปสู่ความปรองดอง

การใช้อำนาจจับกุมคุมขังบังคับขู่เข็ญผู้เห็นต่าง เป็นเส้นทางแห่งการปรองดองแบบไหนกัน?

photo: มติชน

 

ทางออกแห่งการปรองดอง

จริงๆ แล้วรัฐบาลไม่ต้องหาแนวทางปรองดองใหม่ให้สับสนและยากแก่ความเข้าใจ ท่ามกลางการใช้อำนาจที่สวนทางกับการปรองดอง

คณะกรรมการอิสระค้นหาความจริงเพื่อสร้างการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้เคยจัดทำรายงานและเสนอแนะแนวทางแห่งการปรองดองจากความขัดแย้งของประเทศไทยไว้ครบถ้วนทั้งหมดแล้ว เป็นทางออกที่สำคัญของความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน

ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานระหว่างประเทศมากมาย รวมถึงองค์การสหประชาชาติ อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ อดีตประธานาธิบดี เอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและผู้เชี่ยวชาญพิเศษในด้านต่างๆ ด้วย ที่ส่งมาช่วยการทำงานจากสถานทูตต่างๆ

ข้อเสนอแนะทางออกที่สำคัญสามารถดำเนินการได้ทันที คือการช่วยเหลือประชาชนที่ยังติดคุกอยู่ ตามหลักการเรื่องการแก้ไขปัญหาเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่ควรใช้หลักการความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) และกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เพื่อนำไปสู่ความปรองดอง

โดยเฉพาะการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในการตั้งข้อหาต่อผู้กระทำผิด รัฐสามารถทำได้ทันทีโดยการถอนฟ้องข้อหาทางการเมืองที่เลือกปฏิบัติ เช่น ข้อหาก่อการร้าย ข้อหาเกี่ยวกับความมั่นคง ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นต้น ซึ่งเป็นนักโทษทางการเมืองและนักโทษทางความคิดในประเทศไทย

ในคดีใดที่ไม่ถอนฟ้อง รัฐควรดำเนินการให้มีการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าการอนุญาตให้ประกันตัวได้หรือไม่เป็นดุลยพินิจของศาล แต่อัยการและพนักงานสอบสวนก็สามารถมีบทบาทอย่างสำคัญในการเสนอต่อศาลเพื่อความปรองดองได้ รวมถึงการชะลอการดำเนินคดีไปก่อน

ส่วนการนิรโทษกรรมนั้น ถือเป็นมาตรการหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ไม่ควรเป็นการนิรโทษกรรมถ้วนหน้าอย่างที่เคยทำมาแล้ว โดยเฉพาะบทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ปี 2535 เพราะนอกจากไม่นำไปสู่ความปรองดองอย่างแท้จริงแล้ว ยังไม่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงซ้ำอีก

เพราะทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ผู้เสียหายจากเหตุการณ์ ได้แก่ ญาติผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหาย และสาธารณะชน ไม่มีสิทธิมีเสียงในเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ การนิรโทษกรรมทางการเมืองแก่แกนนำทุกฝ่ายทางการเมืองแบบเหมารวม รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐในอนาคต ตามหลักยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นั้นสามารถทำได้ เมื่อกระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ความจริงเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนต่อสาธารณะแล้ว

เมื่อมีการเปิดเผยความจริงที่ซ่อนเร้น ผู้กระทำผิดยอมรับผิดและขอโทษ เพื่อให้สังคมได้เรียนรู้ความจริงร่วมกัน เพื่อสร้างบรรทัดฐานของการชุมนุมของประชาชนในอนาคตว่าจะต้องไม่ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ และเป็นบรรทัดฐานว่า จะต้องไม่มีการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ทหารอีกในอนาคต

รวมถึงหากมีการพิพากษาความผิดแก่เจ้าหน้าที่ทหารชัดเจนก็จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานการเมืองไทย

ดังนั้น รัฐบาลสามารถนำข้อเสนอของ คอป. ซึ่งได้เสนอทางออกและข้อเสนอแนะไว้ไปดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องชะลอเวลาเพื่อใช้อำนาจใดๆ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน และนำข้อเสนอทุกอย่างไปพิจารณาในที่ประชุม คสช. คณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เลย

ไม่ว่าจะเป็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการนำข้อเท็จจริงของเหตุการณ์และรากเหง้าของความขัดแย้งมาเป็นบทเรียนในการสร้างความปรองดองที่ยั่งยืน ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการนำหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมาปรับใช้ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตย หลักธรรมาภิบาลและการเคารพสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย เป็นต้น เพื่อปฏิรูปสังคมการเมืองไปจากความขัดแย้งและสร้างการปรองดองที่แท้จริง

ท่ามกลางข้อเสนอที่มีมากมาย แต่ปัจจุบันทำไมรัฐบาลไม่นำไปพิจารณา มีข้อเสนอแต่ไม่ปฏิบัติ? หรือรัฐบาลกำลังเสนอเส้นทางแห่งการปรองดองเส้นทางใด?

รัฐบาล คสช. ไม่มีทางออกอีกต่อไปแล้วท่ามกลางความขัดแย้งในโลกปัจจุบันที่รัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจแก้ไขปัญหาได้หากขาดเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐบาลเฉพาะกาล
ผมเชื่อว่ารัฐบาลรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมทำ

ทางออกจากความขัดแย้งที่แท้จริงของประเทศไทยในด้านนั้น ต้องไปแก้ที่โครงสร้างทางการเมืองที่ปล่อยให้มีการยึดกุมรัฐสภาและพรรคการเมืองด้วยอำนาจทุน ต้องแก้ที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ปล่อยตามกลไกตลาดให้มือใครยาวสาวได้สาวเอาจนเกิดความเหลื่อมล้ำและความยากจนแปลกแยก ต้องแก้ที่โครงสร้างอำนาจโดยการกระจายอำนาจโดยให้งบประมาณท้องถิ่นมากกว่าส่วนกลาง ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคและให้มีการเลือกตั้งทุกระดับ เพื่อยกระดับจิตสำนึกพลเมืองของประชาชนให้เพิ่มขึ้นพร้อมด้วยความรับผิดชอบ

คณะกรรมการประชารัฐไม่สามารถแก้ไขเรื่องเหล่านี้ได้ มีแต่ตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำ ถ้ารัฐบาลเฉพาะกาลไม่ยอมทำ หรือไม่สามารถทำได้ การประวิงเวลา คือการขุดหลุมฝังศพตนเอง

photo: posttoday

(คอลัมน์โลกและเรา เมธา มาสขาว นสพ.ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 24, 31 มกราคม 2559)

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net