วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สานสัมพันธ์ชุมชนสองวิถี


ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

และ ๔ อำเภอ ของจังหวัดชายแดนใต้

เมืองชายแดนใต้ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ธรรมชาติสมบูรณ์และสวยงาม

พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์

เมืองชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่น่าอยู่ น่าแวะ น่าไปสัมผัส

คนไทยพุทธ คริสต์ อิสลาม และคนไทยเชื้อสายจีนเคยอยู่กันอย่างมีความสุข

ท่ามกลางรอยยิ้มแห่งมิตรภาพที่มีให้แก่กันและกัน

แต่สิบกว่าปีที่ผ่านมา

เกิดอะไรขึ้น..กับคนต่างวัฒนธรรม ต่างศาสนา

อดีตที่เคยพึ่งพาอาศัยกัน

อดีตที่เคยเอื้อเฟื้อกัน

มีอะไรก็แบ่งปันกัน

มีอะไรก็ช่วยเหลือเจือจุนกัน

หากแต่วันนี้ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะที่มีให้แก่กันกลับจางหาย

เหลือไว้แต่ความเคลือบแคลงกัน

เสมือนแก้วที่มีรอยร้าว

ยากที่จะประสานกันให้แนบสนิท

ต่างคนต่างอยู่

ต่างคนต่างเดิน...

จะทำเช่นไรหนด..ที่จะให้คนที่ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม

หันหามายิ้มให้กัน

หันหน้ามาจับมือกัน

ร่วมกันจูงมือ เพื่อร่วมแบ่งปันความสุขกันอีกครั้ง

ในความคิดของฉัน...

มีความเชื่อว่า...ความรักที่เคยมีต่อกัน..ยังคงไม่จางหายไปจากใจของผู้คน

หากแต่จะทำเช่นไร..ให้ความสัมพันธ์ดั่งเช่นอดีตหวลคืนกลับมาอีกครา

โจทย์ข้อนี้...เป็นโจทย์ที่ค่อนข้างยาก

แต่ฉันคิดว่า..ฉันอยากจะลองแก้ปมเหล่านี้

แม้จะเป็นจุดหนึ่งเล็กๆ

ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

และด้วยเหตุนี้เอง...

จึงเกิดเป็นที่มาของ...

โครงการสานสัมพันธ์ชุมชนสองวิถี

เพื่อจะสร้างกาวใจให้คนสองศาสนา สองวัฒนธรรมหันหน้ามาผูกมิตรกันอีกครั้ง

โดยใช้โรงเรียนเป็นจุดศูนย์กลางแห่งการสร้าง "กาวใจ" ในครั้งนี้

 งานนี้จึงจัดให้มีกิจกรรมขึ้นมาหลากหลาย

ทั้งพิธีทางพุทธและทางศาสนาอิสลาม

เริ่มจากพิธีทางความเชื่อว่า

มันคือ ความเป็นศิริมงคลตามความเชื่อของแต่ละศาสนา

ทางพุทธ

 

มีการทำบุญตักบาตร ถวายอาหารพระ

สวดให้พรแก่ญาติโยมที่นับถือศานาพุทธ

 

ส่วนพิธีทางอิสลาม

 

มีการสวดอายัต และการบรรยายธรรม

 

การแต่งกายพื้นบ้านแบบชาวมุสลิม

ในส่วนของศิลปะพื้นบ้าน

ศิลปะพื้นบ้านของชาวพุทธที่ทุกคนรู้จักดี นั่นคือ มโนราห์

นอกจากนี้

ยังมีการรำอวยพรของพี่น้องไทยพุทธ

 

ที่พวกเขาไปแอบซุ่มซ้อมกันมาเอง

และมาแสดงสู่สายตาทุกคนในงานวันนี้ได้อย่างชื่นชม

ส่วนศิลปะพื้นบ้านของพี่น้องชาวมุสลิม

ศิลปะพื้นบ้านที่กำลังจะเลือนหายไป

และควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่ต่อไปคือ สิละ

 

ซึ่งในอดีต มันคือ ศิลปะการต่อสู้ที่มีท่าร่ายรำที่สวยงามมา

ปัจจุบันหาดูได้ยากเต็มที

 นอกจากนี้

ยังมีการขับร้องอนาชีด

 

ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงอีกแขนงหนึ่ง

ที่คุณครูของฉันได้พยายามอนุรักษ์เอาไว้

และฝึกปรือให้กับเด็กๆ จนสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนได้

นอกจากการแสดงต่างๆเหล่านี้แล้ว

การแสดงบนเวที

เป็นการแสดงที่ชาวบ้านสองศานา แต่ละชุมชน

ต่างช่วยกันคิด

ช่วยกันนำมาเผยแพร่

และแสดงออกมาแบบไร้ความเคลือบแคลงใดระหว่างชุมชนแต่ละวิถี

 

และสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดสำหรับฉัน

คือ การแสดงที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันของคนสองศาสนา

นั่น คือ

 

แอโรบิค ของชาวพุทธ-อิสลาม

 

ที่สร้างความมันสะใจให้กับผู้ชมที่อดไม่ได้ที่จะออกมาขยับตัวขยับแขนขาตามไปด้วย

งานนี้ ผู้ชมทั้งไทยพุทธและมุสลิมต่างไม่มีใครที่อยากจะลุกจากที่นั่งกันเลยทีเดียว

 

ภายในงานมีกิจกรรมออกร้านสาธิตและให้ชิมอาหารพื้นบ้านหลากหลาย

โดยฝีมือของชาวบ้านในแต่ละชุมชนหลากหลาย

การทำขนมเจาะรู

การทำต้ม(ใบกระพ้อ)ย่าง

งานนี้ คนที่สาธิตทำกันจนมือระวิง

แทบจะไม่ทันให้ผู้ชมได้ทดลองชิมกันเลยทีเดียว

 นอกจากนี้

ยังมีหน่วยบริการเคลื่อนที่ของหน่วยงานราชการมาให้บริการถึงที่

เช่น

หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ จากทหารหน่วยเฉพาะกิจที่ ๒๑

การบริการแจ้งเกิด โดยที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์

การบริการสุขภาพจาก อสม.

การบริการสาธิตและชิมชาชักจาก ทหารพรานที่ ๔๓

การให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด จากหน่วยญาลันนันบารู

การบริการนวดแผนไทยจากชาวบ้านในพื้นที่

เป็นต้น

 ในช่วงบ่ายของงาน

จัดให้มีการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านระหว่างผู้คนแต่ละชุมชน

เช่น

การแข่งขัยการปอกและขูดมะพร้าว

 

 

งานนี้ฉันก็เป็นหนึ่งทีมที่จะลงแข่งขันประชันฝีมือกับชาวบ้านอีก ๕ หมู่บ้าน

ทั้งไทยพุทธและมุสลิม

 

การแข่งขันตีกอล์ฟบ้านนอก

ทีมของฉันขาดแคลนผู้ชาย

เลต้องยืมตัวน้องทหารมาเป็นตัวช่วยเพื่อให้ครบทีม

 

การแข่งขันวิ่งเปี้ยวล้อยางหรือล้อยางหรรษา

ของเหลือใช้ที่หาได้ในชุมชน

แม้งานนี้ ทีมของฉันและคุณครูจะไม่ชนะการแข่งขันใดๆ

แต่รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่ฉันได้รับในงานนี้

"หัวใจของคนทั้งสองศาสนา"

มาแบบเต็มร้อย

และสิ่งที่ฉันภาคภูมิใจเป็นที่สุดสำหรับงานนี้

คือ การได้เริ่มต้นทำหน้าที่ "กาวใจ"

ให้คนสองศาสนา

ได้กลับมาจับมือผูกมิตรกันใหม่อีกครั้ง

แม้งานนี้จะสุ่มเสี่ยงต่อความรู้สึกของคนทั้งสองศาสนา

จะมองไปในภาพที่ไม่เหมาะสม

และอาจเกิดเหตุที่ไม่พึงประสงค์ต่อ....

ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินสหรับตัวฉันได้

แต่ฉันคิดว่า...

มันคือ งานที่น่าท้าทาย..

และหากมีใครคิดและกล้าที่จะเริ่มต้น

ฉันเชื่อแน่เหลือเกินว่า...

จะต้องมีคนอื่นๆ กล้าที่จะเดินและสานต่อกันต่อๆไป

และอีกไม่นาน

อีกไม่นาน

สันติสุข..ณ ปลายด้ามขวาน

ก็จะกลับมาเบ่งบานที่ชายแดนใต้อีกครั้ง

ฉันเชื่อมั่น..น่ะ!!!

โดย ชบาตานี

 

กลับไปที่ www.oknation.net