วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ป้อมไพรีพินาศรำลึก ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์เมืองจันท์


 

เมื่อวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปร่วมงาน ป้อมไพรีพินาศรำลึก “รำลึกพระบารมี ๑๑๓ ปี ฉลองเมืองจันท์” ซึ่งหน่วยงานในพื้นที่ได้จัดขึ้นในช่วงวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ ของทุกๆ ปี  ณ ป้อมไพรีพินาศและเจดีย์อิสรภาพ บ้านแหลมสิงห์ ตำบลบางกะไชย อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เพื่อเฉลิมฉลองและรำลึกถึงประวัติศาสตร์เอกราชแห่งสยามประเทศและอิสรภาพของเมืองจันทบุรีจากการล่าเมืองขึ้นเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิสาธารณะรัฐฝรั่งเศสที่ 3 (Troisième République Française)โดยการสนับสนุนของ "ททท. สำนักงานระยอง" (ระยอง-จันทบุรี) ในการประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกเพื่อการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ในครั้งนี้อย่างเต็มที่ นำทีมโดย "คุณกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร" ผู้อำนวยการสำนักงานและคณะ

ภาพโดย Kwan Phototech 

ในปีนี้งานป้อมไพรีพินาศรำลึกในชื่อ “รำลึกพระบารมี ๑๑๓ ปี ฉลองเมืองจันท์” จัดขึ้นโดยองค์การบริหารส่วนตำบลบางกระไชย เจ้าของพื้นที่ ร่วมกับสภาวัฒนธรรมอำเภอแหลมสิงห์จังหวัดจันทบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำโดยคุณบุญเลิศ บุญมานะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางกะไชย และผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบรี เป็นประธานเปิดงาน มีกิจกรรมประวัติศาสตร์รำลึก การทำบุญตักบาตรถวายอาหารเพลบริเวณเจดีอิสรภาพในช่วงเช้า และกิจกรรมรำลึกประวัติศาสตร์ในช่วงเย็น 

มีการจัดนิทรรศการ การเดินขบวนอัญเชิญธงชาติไทยช้างเผือกและขบวนแห่ต่างๆ จากประชาชนทุกหมู่เหล่าที่พร้อมใจกันแต่งกายย้อนยุคในสมัยรัชกาลที่ 3-5 อย่างสวยงามตระการตา จากตัวอำเภอมายังสถานที่จัดงานซึ่งห่างหลายกิโล นับเป็นภาพขบวนม้าและประชาชนที่งดงาม ยิ่งตอนข้าม "สะพานตากสินมหาราช" สะพานที่ทอดข้ามปากแม่น้ำจันทบุรี เชื่อมต่อระหว่างตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ และตำบลบางกะไชยที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ที่เป็นสะพานที่ยาวที่สุดในภาคตะวันออก กว่า 1,060 เมตร ยิ่งเป็นกิจกรรมรำลึกประวัติศาสตร์ที่นักเดินทางทั้งหลายที่ชอบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ควรเดินทางไปร่วมเฉลิมฉลองด้วยเป็นอย่างยิ่งอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในความทรงจำ

กิจกรรมภาคค่ำยังประกอบไปด้วยการแสดงการละเล่นย้อนยุคมากมาย ท่ามกลางการแต่งกายย้อนสมัย 113 ปีก่อนของผู้มาร่วมงานจากทั่วสารทิศ ยิ่งทำให้การจัดงานรำลึกประวัติศาสตร์ครั้งนี้มีมนต์ขลังน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง นอกจากเวทีการแสดงรำวงย้อนยุคและรำวงโบราณ

นอกจากนี้ ที่น่าอัศจรรย์ใจ ประชาชนผู้มาร่วมงานทุกคนจะได้ร่วมกันสังสรรค์และรับประทานอาหารร่วมกันฟรีอีกด้วย จากการออกร้านของพี่น้องประชาชนในอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 60 ซุ้มอาหารการกิน ที่มีให้บริการฟรี แก่ประชาชนทุกผู้ทุกนามในงานนี้ มีอาหารหลากรสหาทานยากมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้าวหลามเผาสดๆ กลางงาน ก๋วยเตี๊ยวผัดปู ขนมจีนพื้นบ้าน ข้าวแกงรสเด็ด ก๋วยเต๊๋ยวคนจน ฯลฯ กระทั่งซุ้มเหล้าป่ายาดองสูตรสมุนไพรตำรับโบราณ มีแจกในงานให้ชิมดื่มกันทั้งคืนจนกว่าจะหมดไห

นับเป็นการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ มีเสน่ห์ และกลายเป็นเอกลักษณ์ประเพณีของชาวอำเภอแหลมสิงห์ไปแล้ว

ทำไมต้องจัดที่อำเภอแหลมสิงห์?

เนื่องจากอำเภอแหลมสิงห์ เป็นที่ตั้งของป้อมไพรีพินาศเดิมที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2377 ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาอภัยพิพิธ เจ้าเมืองจันทบุรี เพื่อเตรียมรับศึกญวนที่มาทางทะเล ต่อมาในปี 2400 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประภาสมลฑลจันทบุรี ได้พระราชทานนามป้อมนี้ว่า "ป้อมไพรีพินาศ" อยู่คู่กับป้อมพิฆาฏฆ่าศึก (ป้อมพิฆาฏปัจจามิตร) ปัจจุบันถูกตึกแดงสร้างทับไว้

ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสได้เข้ายึดจันทบุรีในกรณีพิพาทกันด้วยเรื่องดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ระหว่างนั้นฝรั่งเศสได้ยกกองทหารเข้าสู่เมืองจันทบุรีประมาณ 600 คน แยกกันอยู่ 2 แห่ง แห่งแรกตั้งอยู่ที่เมืองจันทบุรี บริเวณที่เป็นค่ายทหารในปัจจุบัน อีกแห่งตั้งอยู่ที่ปากน้ำแหลมสิงห์ ฝรั่งเศสได้สร้าง "คุกขี้ไก่" เมื่อปี 2436 (ร.ศ.112) ที่บริเวณแหลมสิงห์ ก่อนถึงท่าเทียบเรือ 1 กิโลเมตร  เพื่อใช้กักขังคนไทยที่ต่อต้านฝรั่งเศส มีลักษณะเป็นหอสี่เหลี่ยม หลังคาโปร่ง เล่าต่อกันมาว่าเป็นคุกที่ทรมานมาก เพราะชั้นบนใช้เป็นที่เลี้ยงไก่ ซึ่งจะถ่ายมูลราดศีรษะนักโทษที่ถูกคุมขัง

ที่มาของชื่อ "แหลมสิงห์" มาจากหินธรรมชาติที่มีรูปลักษณะคล้ายกับสิงโตหมอบ 2 ตัวที่ปากอ่าวแหลมสิงห์ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงตัวเพราะถูกทำลายไปในเหตุวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112

 

ที่มาของป้อมไพรีพินาศ

ป้อมไพรีพินาศ เดิมถูกสร้างขึ้นเป็นป้อมบนเขาริมทะเล เพื่อเตรียมรับศึก "ญวน" แห่งจักรวรรดิเวียดนามที่คาดว่าน่าจะมาทางทะเลเพื่อรบกับสยาม ภายหลังสยามเปิดศึกกับ "เจ้าอนุวงศ์" แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ ซึ่งมีญวนหนุนหลังเพราะ อาณาจักรด่ายนามเมืองเว้ในสมัยนั้นได้ขยายอาณาจักรแผ่มาถึงเวียดนามและลาว

ล้านช้างหลวงพระบาง เวียงจันทน์และจำปาศักดิ์ทั้ง 3 เมืองตกเป็นประเทศราชของสยามตั้งแต่ปี 2321 ในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องจากเพราะมักรบราชิงความเป็นใหญ่กันเอง ต่อมาเจ้าอนุวงศ์มาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในปี 2367 ได้ทูลขอพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอแบ่งชาวเวียงจันทน์นักแสดงละครในบางส่วนที่ถูกกวาดต้อนลงมาครั้งสงครามกรุงธนบุรี แต่ไม่ได้รับพระราชทาน เจ้าอนุวงศ์จึงกลับไปคิดแผนกู้ชาติลาวโดยหันไปฝักใฝ่ราชวงศ์เหงียน-เวียดนาม และยกทัพมายึดครองหัวเมืองตะวันออกเฉียงเหนือของสยามในระหว่างสยามมีปัญหาพิพาทอยู่กับอังกฤษ แต่พ่ายแพ้ทัพนครราชสีมาที่ทุ่งสัมฤทธิ์

กระทั่งกองทัพลาวพ่ายแพ้สงครามที่ด่านหนองบัวลำภู ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์จึงอพยพครอบครัวไปเวียดนาม สยามได้ยึดเวียงจันทน์ได้และทำลายลง ต่อมาได้จับเจ้าอนุวงศ์มาสำเร็จโทษที่กรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเกรงว่าญวนจะตามมาโจมตีสยามโดยยกพลมาทางทะเลฝั่งตะวันออกด้วย เลยดำริให้สร้างป้อมขึ้นที่บนเขาแหลมสิงห์ เมืองจันทบุรี เพื่อเตรียมรับศึกในปี 2377 ต่อมารัชกาลที่ 4 ได้ตั้งชื่อเมื่อเสด็จมาเยือนเมื่อปี 2400 ว่า ป้อมไพรีพินาศ 

 

วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 

หลังเสร็จศึกในกับลาวและเวียดนามได้ไม่นาน สยามก็ถูกชาติตะวันตกรุกราน ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ หรือฝรั่งเศส โดยเฉพาะความขัดแย้งกับ สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 ซึ่งเข้ามายึดครองเวียดนาม ภายหลังเวียดนามเริ่มใช้นโยบายต่อต้านการเผยแพร่คริสต์ศาสนาของบาทหลวงชาวตะวันตก มีการจับกุมและประหารบาทหลวงชาวตะวันตกอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดบาทหลวงชาวฝรั่งเศสขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลของตนให้ช่วยคุ้มครอง ในปี 2401 เรือรบของกองทัพเรือฝรั่งเศสจึงเข้ามาถึงน่านน้ำเวียดนามและรบกับกองทัพเรือใกล้เมืองเว้จนชนะเวียดนามด้วยแสนยานุภาพของกองทัพที่ใหญ่กว่า ฝรั่งเศสจึงยึดครองเวียดนามแต่นั้นมา รวมถึง "กัมพูชา" ในปี 2410 และ "สิบสองจุไท" ในปี 2431

ต่อมาในปี 2436 หรือ ร.ศ.112 ฝรั่งเศสใช้โอกาสที่สยามอ่อนแอในส่วนภูมิภาคและข้อพิพาทกับฝรั่งเศสต่างๆ ส่งเรือรบมาปิดอ่าวไทยเพื่อบังคับให้ยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง รวมทั้งดินแดนอื่นๆ ให้ฝรั่งเศส โอกุสต์ ปาวี กงสุลฝรั่งเศสคนใหม่ เรียกร้องให้สยามอพยพที่มั่นทางทหารทั้งหมดบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง จนต่อมาดินแดนลาวเกือบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เมืองหลวงพระบาง เมืองเวียงจันทร์ และนครจัมปาศักดิ์ ตลอดจนบรรดาเกาะต่างๆ ในแม่น้ำโขง จึงเปลี่ยนไปตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศฝรั่งเศสในปีนั้นเอง

จุดเริ่มต้นวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 เกิดขึ้นอย่างมีแบบแผน กล่าวคือ กองทัพฝรั่งเศสส่งเรือรบ 2 ลำ โดยมีเรือสินค้าเป็นเรือนำร่อง รุกล้ำฝ่าสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามา หมู่ปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าและหมู่เรือรบซึ่งเป็นแนวป้องกันของไทยได้ยิงสกัดถูกเรือสินค้าเสียหาย เรือรบของฝรั่งเศสจึงยิงตอบโต้ โดนเรือมกุฎราชกุมารของไทยเสียหาย และทหารไทยเสียชีวิต 8 คน บาดเจ็บ 40 คน ส่วนทหารฝรั่งเศสเสียชีวิต 3 คนและบาดเจ็บ 3 คน จากนั้นฝรั่งเศสได้บังคับให้สยามลงนามใน “สนธิสัญญาสันติภาพ” กำหนดให้ชดใช้ค่าเสียหายให้ฝรั่งเศสเป็นเงินจำนวน 3 ล้านฟรังก์ (1,560,000 บาท) รวมทั้งบังคับให้สยามยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตลอดถึงเกาะแก่งในแม่น้ำโขงทั้งหมด เป็นพื้นที่ 143,000 ตารางกิโลเมตร โดยฝรั่งเศสได้ยึดเมือง "จันทบุรี"  ไว้ในอารักขาจนกว่าสยามจะชดใช้ค่าเสียหายจนครบ จึงทำให้สยามพยายามดำเนินการให้เรียบร้อย เพื่อให้ฝรั่งเศสถอนกำลังทหารออกจากเมืองจันทบุรี

แต่ฝรั่งเศสไม่ยอมถอนทหารออกจากเมืองจันทบุรีกว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 2436 ด้วยข้ออ้างผลประโยชน์มากมาย เพื่อไม่ให้ปัญหาขยายตัวมากยิ่งขึ้นสยามจึงยอมตามข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสเพิ่มเติม เมื่อปี 2447 ยกมโนไพร จำปาศักดิ์ หลวงพระบาง ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส รวมถึงเมืองตราด ด่านซ้าย ฝรั่งเศสจึงถอนกำลังออกจากจันทบุรี

 

เจดีย์อิสรภาพ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสหเทพ จัดงานฉลองเมืองจันทบุรีขึ้นหลังฝรั่งเศสคืนดินแดน ในปี 2447 ชาวจันทบุรีในสมัยนั้นได้ร่วมกันสร้างองค์พระเจดีย์ครอบพระเจดีย์องค์เดิมที่สร้างไว้บนป้อมไพรีพินาศ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงของการถอนกำลังกองทหารฝรั่งเศสที่แหลมสิงห์ นับแต่นั้นงานเฉลิมฉลองวันอิสรภาพเมืองจันทบุรีก็จัดขึ้นทุกปีนับแต่นั้นมา

ฝรั่งเศสคืนเมืองด่านซ้ายและเมืองตราด ตลอดจนเกาะแก่งทั้งหลายใต้แหลมสิงห์จนถึงเกาะกูดให้สยามในปี 2449 เมื่อสยามยินยอมยกเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศส  ถือได้ว่าเป็นการสิ้นสุดยุคอาณานิคมฝรั่งเศสตั้งแต่วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ซึ่งยืดเยื้อมาเกือบ 14 ปีลงไปในที่สุด

การตกเป็นทาสไม่ใช่ไท ไม่ใช่เรื่องสนุก ลาว กัมพูชาและเวียดนาม เสียสละชีวิตไปมากมายเพื่อกู้ชาติกลับมาเป็นเอกราชและสร้างรัฐสมัยใหม่ขึ้น

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เหตุใดชาวจันทบุรีถึงจัดงานวันประกาศอิสรภาพอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี.

 


หมายเหตุ:
ผู้เขียนขอขอบคุณ ททท.สำนักงานระยอง (ระยอง-จันทบุรี) ที่สนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรีและระยอง ได้ที่ ททท.สำนักงานระยอง โทรศัพท์ 038-655-420-1 ทุกวันในเวลาทำการ (08.30-16.30 น.)

#เที่ยวเมืองจันทบุรี #เที่ยวเมืองระยอง #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย #การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม #การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ #ททท.ระยอง #ททท. #ป้อมไพรีพินาศรำลึก

 

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net