วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พฤติกรรมที่เป็นปัญหาของผู้ป่วยจิตเภทและวิธีจัดการ


 
๑.พฤติกรรมที่เป็นปัญหาของผู้ป่วยจิตเภทหมายถึงพฤติกรรมของผู้ป่วยที่มีผลทำให้ผู้ป่วยไม่สนใจดูแลตนเอง ทำงานไม่ได้ และไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง รวมทั้งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของญาติ และเพิ่มภาระในการดูแลผู้ป่วยให้แก่ญาติมากขึ้น  
๒.พฤติกรรมอะไรบ้างที่เป็นปัญหา พฤติกรรมที่เป็นปัญหาท่ีพบบ่อยมีดังต่อไปนี้  
   ๒.๑ นอนไม่หลับ หรือนอนหลับเกือบทั้งวัน  
   ๒.๒ หงุดหงิด โมโหร้ายและก้าวร้าว  
   ๒.๓ อยู่ในโลกของตัวเอง ไม่เข้าใจในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น เช่น เปิดวิทยุเสียงดังโดยไม่เกรงใจผู้อื่นในเวลากลางคืน  
   ๒.๔ ไม่สนใจทำกิจวัตรประจำวันของตนเอง เกียจคร้าน ไม่ยอมช่วยเหลือตนเอง  
   ๒.๕ ออกเที่ยวนอกบ้าน เดินเรื่อยเปื่อย  
   ๒.๖ ตะโกนส่งเสียงดังและพูดคำหยาบ  
   ๒.๗ ดูโทรทัศน์เกือบทั้งวัน  
   ๒.๘ กินอาหารมูมมาม ฯลฯ  
๓. วิธีการจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของผู้ป่วย  ญาติต้องยอมรับความจริงว่า การใช้ชีวิตร่วมกับผู้ป่วยก่อให้เกิดความเครียดกับทุกคนในบ้าน เนื่องจากพฤติกรรมที่ไม่แน่นอนของผู้ป่วย และผู้ป่วยไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่น ดังนั้น ญาติจำเป็นต้องรู้วิธิจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาเหล่านี้  โดยมีขั้นตอนของวิธีการจัดการดังต่อไปนี้  
   ๓.๑ ขั้นเริ่มต้นในการจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหา  
๓.๑.๑ ญาติทำความเข้าใจ และยอมรับพฤติกรรมของผู้ป่วย และควรหลีดเลี่ยงการคัดค้านหรือยืนยัน เมื่อเห็นว่าเป็นไปไม่ได้  
๓.๑.๒ รับฟังความคิดเห็น และความรู้สึกของผู้ป่วยด้วยความเข้าใจขและเห็นใจ ให้ความรักความอบอุ่นแก่ผู้ป่วยตามสมควร  
๓.๑.๓ หลีกเลี่ยงการแสดงความโกรธ เกลียด รำคาญ  และไม่แสดงความรังเกียจผู้ป่วย  ควรให้ความสนในพูดคุยกับผู้ป่วยด้วยดี  และไม่ควรจับผิด หรือตำหนิติเตียนผู้ป่วยโดยไม่มีเหตุผล  
๓.๑.๔ หลีกเลี่ยงการแสดงอารมณ์โกรธ หรือทะเลาะวิวาทกันในครอบครัว เพราะการแสดงอารมณ์ของสมาชิกในครอบครัวอาจไปกระตุ้นพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยขึ้นได้  
๓.๑.๕ ญาติควรจะแสดงความห่วงใย สนับสนุนและประคับประคองผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ  
๓.๑.๖ ดูแลให้ผู้ป่วยกินยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรหยุดยาเอง  
๓.๑.๗ พูดคุยกับผู้ป่วยแต่ละเรื่องให้ชัดเจน และใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่พูดข่มขู่ให้ผู้ป่วยกลัว หรือวิตกกังวล  
๓.๑.๘ ไม่ควรปฏิบัติต่อผู้ป่วยเหมือนกับผู้ป่วยช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะจะทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นคนขาดความรับผิดชอบ ทำให้ต้องพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา  

   ๓.๒ขั้นตอนในการจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของผู้ป่วย

๓.๒.๑ เรื่องการนอนไม่เป็นเวลา

 
          ผู้ป่วยจะนอนไม่หลับ ผลุดลุกผลุดนั่ง ลุกเดินไปมาในห้อง หรือนอนหลับน้อยกว่า ๒ - ๓ ชั่วโมงต่อคืน ทำให้ผู้ป่วยอ่อนเพลียในตอนกลางวัน  
          วิธีการจัดการ  
          * ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำอุ่นๆ หรือนมอุ่นๆก่อนนอนงดชาหรือกาแฟ  
          * ให้ผู้ป่วยงีบหลังอาหารกลางวันได้ แต่ไม่ควรเกิน ๑ ชั่วโมง  
          * ก่อนเข้านอน ควรให้ผู้ป่วยทำจิตใจให้สงบ ถ้าผู้ป่วยอ่านหนังสือได้ให้อ่านหนังสือธรรมะจนเบื่อแล้วจึงเข้านอน  
          * ให้ผู้ป่วยได้ทำงานหรือทำกิจกรรมที่ออกแรงในตอนกลางวัน เช่น ขุดดิน รดน้ำต้นไม้ ถางหญ้าเพื่อให้เหนื่อย จะได้หลับในตอนกลางคืน  
          * กำหนดให้ผู้ป่วยเข้านอนตามเวลาที่เหมาะสมกับสภาพผู้ป่วย หรือถูกกับนิสัยการนอนของผู้ป่วย  เมื่อเข้านอนแล้ว ๓๐ นาทียังไม่หลับ  ญาติอาจให้ผู้ป่วยกินยานอนหลับตามแพทย์สั่ง  
         * ถ้าผู้ป่วยนอนไม่หลับติดต่อกัน ๓ คืน  ญาติควรพาผู้ป่วยไปปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือนำไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลจิตเวช เพราะอาจเป็นอาการเตือนก่อนมีการกำเริบของโรค  หรือแพทย์อาจจะปรับ หรือเปลี่ยนยารักษาโรคจิตให้ใหม่  
๓.๒.๒ ผู้ป่วยหงุดหงิด โมโหร้าย ก้าวร้าว  
วิธีการจัดการ  
          * ญาติต้องหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า หรือการโต้แย้งกับผู้ป่วย  
          * พูดกับผู้ป่วยด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่มั่นคง และนุ่มนวล ไม่แสดงอารมณ์โกรธให้ผู้ป่วยเห็น เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้ป่วยโกรธมากขึ้น  
          * เก็บของใช้ที่แหลมคม หรือของที่จะเป็นอาวุธไว้ให้มิดชิด  
          * ถ้าผู้ป่วยตะโกนด่า ส่งเสียงดัง  ควรปล่อยให้ผู้ป่วยได้ระบายความก้าวร้าวทางคำพูดไปสักพักแล้วจะสงบเอง  ไม่ควรไปห้าม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ผู้ป่วยโกรธมากขึ้น  แต่ควรสอบถามความต้องการของผู้ป่วยแทน เช่น "ต้องการอะไรหรือ" "ไม่สบายใจเรื่องอะไร"  "มีอรไรที่ญาติจะช่วยได้บ้าง"  แล้วญาติสนองตอบความต้องการตามที่สามารถทำได้  ถ้าทำไม่ได้ให้ยืนฟังสิ่งที่ผู้ป่วยพูดอย่างสงบสักระะยะหนึ่ง ผู้ป่วยจะลดความหงุดหงิด ก้าวร้าวลง  
          * ถ้าผู้ปแ่วยอาการรุนแรงมากขึ้น มีพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้อื่น ต่อสิ่งของหรืออาจเป็นอันตรายต่อตัวผู้ป่วยเอง ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล  
๓.๒.๓ เกียจคร้าน ไม่สนใจทำกิจวัตรประจำวัน ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ไม่ทำงานหรือออกเที่ยวนอกบ้าน  
     คนทั่วๆปมักจะทำงานต่างๆโดยอัตโนมัติ  แต่สำหรับผู้ป่วยอาจต้องมีการเรียนรู้ขั้นตอนต่างๆของการทำงานโดยละเอียดจึงจะทำงานได้  และต้องประเมินความยากง่ายของงานให้เหมาะกับความสามารถของผู้ป่วยด้วย   
     วิธีการจัดการ  
          * พูดคุยกับผู้ป่วยถึงการช่วยทำงานบ้าน เพื่อดูว่าผู้ป่วยพอจะทำอะไรได้บ้าง  
          * ตกลงกับผู้ป่วยเกี่ยวกับงานบ้านที่จะมอบหมายให้ทำ เช่น กวาดบ้าน เก็บถ้วยชามไปล้าง ซักผ้า ทำกับข้าว เป็นต้น  
          * บอกขั้นตอนของการทำงานแต่ละอย่างให้ผู้ป่วยทราบ  และลงมือทำงานนั้นเป็นเพื่อนกับผู้ป่วย (ทำพร้อมกับผู้ป่วย)  
          * ขณะทำงาน หมั่นพูดคุย ชมเชยและให้กำลังใจผู้ป่วยด้วย  
          * เมื่อผู้ป่วยทำคล่องขึ้น ปล่อยให้ผู้ป่วยทำ ญาติคอยดูห่างๆ จนสามารถปล่อยให้ทำเองได้  
          * เรื่องความสอาดส่วนตัว  หรือกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยก็เช่นกัน  ควรสอนผู้ป่วยเป็นขั้นตอน ดูแลให้ผู้ป่วยทำ คอยให้กำลังใจ ขมเขย กระตุ้นให้ทำเป็นระยะๆจนผู้ป่วยทำเองได้  
          * ญาติควรสอนให้ผู้ป่วยทำงาน และมอบหมายงานให้หรือหางานอดิเรกให้ทำ  

๓.๒.๔ นอนหลับตลอดวัน ดูโทรทัศน์เกือบทั้งวัน และส่งเสียงดัง พูดหยาบ

     วิธีจีดการ

          * สอนงานให้ผู้ป่วย และมอบหมายงานให้ทำ

          * พูดคุยชมเชย ให้กำลังใจ

 
     ขั้นตอนการสอนทักษะทางสังคมในบ้าน  
ขั้นที่ ๑ สมาชิกทุกคนในบ้านปรึกษากันถึงปัญหาที่เกิดขึ้น  
ขั้นที่ ๒ เลือกปัญหาที่สำคัญที่สุด และเป็นปัญหาที่รบกวนคนในบ้านมากที่สุด  
ขั้นที่ ๓ ประเมินความเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยสามารถทำได้  
ขั้นที่ ๔ กำหนดข้อตกลงว่าถ้าทำจะมีผลอย่างไร ถ้าไม่ทำจะเกิดผลอย่างไร  
ขั้นที่ ๕ บันทึกข้อตกลง และเริ่มปฏิบัติ  
     ลักษณะที่ดีของข้อตกลงร่วมกันในบ้าน  
๑.เน้นเรื่องพฤติกรรม ไม่ใช่ความรู้สึก เพราะเห็นและเข้าใจได้ง่ายกว่า  
๒.ต้องอยู่บนพื้นฐานของความคาดหวังตามความเป็นจริง ตามอาการป่วย และค่อยๆทำจากสิ่งง่ายๆเล็กๆไปก่อน  
๓.ต้องมีเหตุผลที่เห็นได้ชัดและเข้าใจได้ เช่น ห้ามเปิดวิทยุเสียงดังเกิน ๓ ทุ่มเพราะพ่อจะนอน และพ่อต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำงาน  
     ตัวอย่างรางวัลเมื่อผู้ป่วยปฏิบัติตาม เช่น ได้เงินเพิ่ม ได้กินอาหารที่ชอบบ่อยขึ้น  
หมายเหตุ  หลังจากทำทุกขั้นตอนแล้วไม่ได้ผล  จะต้องหาสาเหตุโดยพิจารณาจากข้อต่อไปนี้  
๑.ข้อตกลงร่วมกันนั้นเน้นพฤติกรรมหรือไม่  
๒.ผู้ป่วยสามารถทำได้หรือไม่  
๓.เหตุผลของการกระทำชัดเ้จนดีหรืแไม่  
๔.ญาติคาดหวังผู้ป่วยตามความเป็นจริงหรือไม่  
๕.ผลลัพธ์จากการกระทำ(รางวัล)ของผู้ป่วย ผู้ป่วยพอใจหรือต้องการหรือไม่  
๖.ผลลัพธ์จากการที่ผู้ป่วยไม่ปฏิบัติตามนั้น ได้ทำให้ผู้ป่วยเกิดการเรียนรู้หรือไม่  
เอกสารอ้างอิง  คู่มือประกอบคำบรรยาย เรื่อง โครงการอบรมความรู้เพื่อดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน ในเขตจังหวัดเชียงใหม่  จัดทำโดย โรงพยาบาลสวนปรุง  
   
   
   
   
   
   
   

โดย ลุงจรัส

 

กลับไปที่ www.oknation.net