วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตามรอยอารยธรรม อาณาจักรอโยธยา “วัดไชยวัฒนาราม”


                เมื่อครั้งที่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่อยุธยา แล้วได้นำเอาเรื่องราว และภาพถ่ายท้องทุ่งอันเขียวขจี มาฝากเพื่อนๆ กันไปแล้ว หลังจากที่ออกจากท้องทุ่งอันเขียวขจี ไหนๆ ก็มาถึงบางไทรแล้ว จะขับรถต่อเข้าไปในตัวเมืองอีกซักหน่อย ก็คงจะคุ้มค่าไม่น้อย เพราะสิ่งที่น่าสนใจ เหมาะแก่การถ่ายภาพ และหาความรู้ ยังรอคอยอยู่อีกมากมาย    ผมเอง ถึงแม้จะมีสายเลือดชาวอยุธยา แต่น่าเสียดาย ที่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสกับความยิ่งใหญ่อลังการของอาณาจักร "อโยธยา" ถึงแม้วันนี้จะเหลือเพียงซากปรักหักพังก็ตาม จุดหมายแรก ที่มีชื่อเสียง เป็นที่หมายตาของนักท่องเที่ยวและนักถ่ายภาพ และเป็นทางผ่านก่อนที่จะไปถึงพระราชวังโบราณ นั่นก็คือ "วัดไชยวัฒนาราม"

                      นับว่าเสียชาติเกิดพอสมควร กับคนที่มีเชื้อสายชาวอยุธยา มีพ่อเป็นคนอยุธยา แต่ไม่เคยไปเที่ยว "วัดไชยวัฒนาราม" เลยแม้แต่ครั้งเดียว ได้ยินชื่อเสียง ได้เห็นข่าวคราวของวัดนี้ก็บ่อย ทุกๆ ครั้งที่น้ำเหนือไหลบ่า วัดนี้ก็จะได้รับผลกระทบทุกครั้งไป เพราะมีที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ครั้งแรกที่ผมขับรถเข้าไป เห็นแต่เพียงยอดพระปรางค์ก็ยังไม่ค่อยรู้สึกอะไร คิดว่าก็คงเหมือนวัดโบราณ ที่เป็นซากปรักหักพังธรรมดาๆ แต่เมื่อขับรถผ่านโค้ง ก่อนถึงวัด ภาพข้างหน้าที่ผมเห็น ทำให้ผมขนลุก และตกตะลึง กับความยิ่งใหญ่ของวัดนี้ 

 

                           ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงซากปรักหักพัง ที่ไดรับการบูรณะ และคงไว้ซึ่งเค้าโครงเดิมของวัด แต่ทุกอย่างก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถและ ความคิดสร้างสรรค์ ของผู้สรรสร้าง ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของยุคอาณาจักรอโยธยา สถาปัตยกรรมความงาม ยังทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็น ถึงแม้ว่าจะไม่มีความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมโบราณ แต่สิ่งที่ผมเห็นก็ทำให้ผมประทับใจ และคิดย้อนกลับไปถึงภาพในอดีตหากวัดนี้ ไม่ได้ถูกเผาทำลาย และยังคงสภาพสมบูรณ์เหมือนเมื่อครั้งสร้างเสร็จใหม่ๆ วัดนี้คงจะสวยงามมาก

                          ภาพพระพุทธรูป ภาพปูนปั้น ที่ชำรุด แตกหัก ร่องรอยแห่งการเผาทำลาย ก็ยังมีให้เห็น เมื่อมองแล้ว รู้สึกสะเทือนใจ ความรู้สึกเสียดายและเสียใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต ด้วยเหตุอันใด กลุ่มชนที่ได้ประกาศตัวเองเป็นพุทธมามกะ ถึงได้มองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เป็นตัวแทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงได้เผาทำลายได้ลงคอ 

                  แต่ถึงอย่างไร เราเองก็คงไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอดีตที่เกิดขึ้นได้ ความต้องการ อำนาจการปกครอง ความปรารถนาในความยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักร สามารถทำให้คนในสมัยนั้น สามารถทำได้ทุกๆ อย่างเพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ ก็เป็นเรื่องของคนในอดีต ทุกวันนี้เราเองก็คงได้แต่ชื่นชมกับรอยอดีตที่บรรพชนทิ้งไว้ให้ แต่จะสามารถรักษาแผนดินนี้ไว้ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคน 

                         ถึงแม้ว่าวัดนี้ จะถูกค้นพบ และบูรณะปฏิสังขรณ์มาเป็นเวลานานแล้ว หลายคนก็คงเคยไปเที่ยวกันแล้ว และทราบประวัติการก่อสร้างมาบ้างแล้ว แต่ก็คงมีอีกหลายคนที่ยังไม่ทราบข้อมูล เพราะฉะนั้น ผมก็ขออนุญาต นำเอาประวัติมาบอกกันอีกซักครั้ง พอสังเขป

                       สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2137 ในบริเวณบ้านเดิมของพระองค์ เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระราชมารดา สมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า วัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็น อนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือประเทศเขมร โดยตั้งใจจำลองแบบปราสาทนครวัดมาก่อสร้าง

               หากสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนำอัฐิบุพการีของพระองค์ใส่ไว้ในปรางค์ประธาน หรือที่ใดที่หนึ่งก็ตาม ย่อมหมายถึงการถวายพระเกียรติสูงสุดต่อบุพการีของพระองค์แล้ว     วัดไชยวัฒนารามเป็นวัดหลวงที่บำเพ็ญพระราชกุศลของพระมหากษัตริย์สืบต่อมาทุกพระองค์ จึงได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกสมัย เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงศพพระเจ้าลูกเธอ ลูกยาเธอและพระบรมวงศานุวงศ์     เมื่อเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศก์พระกวีองค์สำคัญสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสิ้น พระชนม์ก็ได้ถวายพระเพลิงที่วัดนี้

สงครามพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2310 วัดไชยวัฒนารามถูกแปลงเป็นค่ายตั้งรับศึก ครั้งนั้น เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาวัดไชยวัฒนารามจึงถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง ผู้ร้ายเข้าไปลักลอบขุดหาสมบัติ เศียรพระพุทธรูปถูกขโมย  มีการรื้ออิฐที่พระอุโบสถ และกำแพงวัดไปขาย การจะเดินเข้าไปให้ถึงวัดนี้ต้องฝ่าดงหญ้าที่สูงท่วมหัว การเดินก็ต้องคอยเอามีดฟันต้นหญ้าเพื่อเป็นทางเข้าไป ต่อมาปี พ.ศ. 2530 กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการอนุรักษ์และพัฒนาสืบมาจนแล้วเสร็จใน ปี พ.ศ. 2535

 

โดย SHUTTERTD

 

กลับไปที่ www.oknation.net