วันที่ พุธ มีนาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พ่อท่านแก้ว ธมฺมาราโม วัดสะพานไม้แก่น จ.สงขลา ตอน เจตนาคือกรรม


อะไรเอ่ย คือการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา?

คำถามนี้อาจจะตอบยากสักหน่อย แต่ถ้าถามใหม่ว่า

อะไรเอ่ย คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนมีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด?

คำถามนี้น่าจะตอบได้ง่ายกว่า

“กรรม” คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีติดตัวมาแต่กำเนิดและ “กรรม” คือการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา

ทำไมการกระทำต้องประกอบด้วยเจตนา?

ทำไมสิ่งนี้มนุษย์ทุกคนถึงมีติดตัวมาแต่กำเนิด?

มีใครตอบได้บ้าง?

“กรรม คือการกระทำที่ประกอบไปด้วยเจตนา การกระทำทางกาย เราเรียกว่า กายกรรม การกระทำทางใจ เราเรียกว่า มโนกรรม การกระทำทางวาจา เราเรียกว่า วจีกรรม  กรรมดีคือกุศลกรรม กรรมชั่วคือ อกุศลกรรม”

น้ำเสียงเข้มๆ ของเจ้าของกุฏิดังขึ้น ก่อนที่ท่านจะลุกจากที่นั่งและเดินไปหยิบสมุดบันทึกเล่มใหญ่มากางพร้อมกับอธิบายให้พวกเราฟัง

“เขียนไว้นานหลายปีแล้ว”

ไม่น่าเชื่อว่าหนึ่งในยอดพระเกจิอาจารย์อาคมขลังของภาคใต้ตามที่พวกเรารู้มานั้น ในส่วนลึกของท่านซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านเปิดเผยแต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีคนสนใจพูดถึงคือการที่ท่านได้ชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติตัวยง การอธิบายที่สัมพันธ์กับมือที่เปิดสมุดบันทึกกลับไปกลับมา บ่งบอกว่าท่านยังมีความทรงจำที่แจ่มใสและแม่นยำ

ว่ากันว่าผู้ใดทำกรรมใดไว้ จักเป็นผู้ได้รับผลกรรมนั้น กรรมดีให้ผลดีจริง กรรมชั่วก็ให้ผลชั่วจริง ซึ่งทั้งกรรมดีและกรรมชั่วนี้ล้วนเกิดขึ้นมาจากการกระทำของตัวเราเองทั้งนั้นครับ

สุข ทุกข์ ดี ชั่ว มิได้เกิดแต่ผู้ใด

สุข ทุกข์ ดี ชั่ว มิได้เกิดแต่อะไรอื่น

สุข ทุกข์ ดี ชั่ว มิได้เกิดแต่เหตุใดทั้งนั้น

“ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนี่เป็นบาปนะ ที่พูดแบบนี้เพราะอะไร โยมเห็นงูชูคอขู่ฟอดๆ อยู่ตรงหน้า โยมรู้ตัวว่างูตัวนี้มันมีชีวิต โยมพยายามฆ่ามันให้ได้เพราะโยมกลัวมันจะกัด สุดท้ายโยมก็ตีมันจนตาย

 

ถามว่างูตัวนี้มันต้องตายด้วยการฆ่าโดยเจตนาของโยมหรือเปล่า?  การฆ่างูด้วยเจตนาจนสำเร็จนี่แหละคือปาณาติบาต ตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้ว่า “เจตนาหัง ภิกขเว  กัมมัง วทามิ”  ภิกษุทั้งหลาย  เจตนาคือกรรม”

หลังอธิบายโดยการยกตัวอย่างขึ้นเปรียบเทียบให้พวกเราฟัง ท่านนั่งนิ่งไปสักพักก่อนที่จะถอนหายใจลึก จากสีหน้าและแววตาที่อ่อนโยนของท่านทำให้พวกเราเริ่มหายใจทั่วท้อง

ท่านว่าสิ่งที่ท่านกำลังพูดถึงมันจะไม่ได้ผลกันในวันนี้ แต่ท่านก็ยังยินดีและเต็มใจทุกครั้งที่ได้พูดได้สอน  

บางทีนะครับ ชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ในสิ่งที่ท่านทำ อาจไม่ใช่มีแค่การเสกพระได้ขลังหรือการสร้างถาวรวัตถุได้ใหญ่โตราคาแพง หากแต่เป็นหน้าที่ของพระธรรมดาองค์หนึ่งที่ชัดเจนในเรื่องคำสอนอันนำไปสู่ความปรารถนาให้ทุกคนได้พ้นจากทุกข์

ย้อนหลังไปไม่กี่วันก่อนออกเดินทางมายังวัดสะพานไม้แก่น ตำบลสะพานไม้แก่น อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เสียงคุ้นหูจากปลายสายโทรมาชวนผมให้ไปกราบนมัสการพ่อท่านแก้ว เขาว่าท่านเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ของสงขลา ประสบการณ์ที่เกิดจากวัตถุมงคลที่ท่านได้เสกได้เป่า ปรากฏผลเด่นชัดในหลายๆ เรื่อง อาทิเช่น คงกระพัน แคล้วคลาด ฯลฯ และด้วยความที่ท่านเป็นพระผู้มีเมตตาธรรมสูง ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะทำให้ท่านได้รับการยกย่องให้เป็น “เทพเจ้าป่าช้าควนข้าวแห้ง” ดินแดนแห่งภูตผีปีศาจดุร้ายในอดีต

เสียงปลายสายจากคุณสมโชค-เพื่อนรุ่นน้อง ทำให้ผมและเพื่อนๆ ตอบตกลงอย่างไม่ต้องคิด  ขณะที่ภาพแห่งความทรงจำของผมเริ่มฉายย้อนไปในวัยเด็ก

จำได้ว่าวันนั้นผมนั่งรถมากลับคุณพ่อซึ่งรับราชการเป็นทหารอยู่ที่คอหงส์ ด้วยความกลัวลูกชายจะเบื่อกับการนั่งๆ นอนๆ อยู่แต่ในบ้านพัก ท่านจึงได้พาผมมากราบนมัสการพ่อท่านแก้ว คุณพ่อว่าองค์นี้แหละมีของดีเยอะ

ภายในกุฏิของพ่อท่านแก้วผมสังเกตเห็นคนกลุ่มหนึ่งสักสี่ห้าคน ดูการแต่งกายและคำพูดแล้วยืนยันได้ว่าไม่ใช่คนไทยแน่นอน ทุกคนกำลังนั่งพนมมืออยู่ตรงหน้าพ่อท่านแก้ว คุณพ่อผมบอกว่าคนกลุ่มนั่นเป็นคนมาเลเซีย

ผมจ้องมองด้วยความแปลกใจและสงสัย เพราะมองดูแล้วรู้สึกแปลกๆ ในความแตกต่างชัดเจนตรงที่ต่างชาติต่างวัฒนธรรมและความเชื่อ ทำไมพวกเขาเหล่านั้นถึงต้องมากราบมาไหว้พระไทย ในวันนั้นผมหอบเอาความสงสัยและเหรียญที่พ่อท่านแก้วได้มอบให้กลับมายังบ้านพัก ซึ่งหลังจากที่ผมเดินทางกลับขึ้นมากรุงเทพ ผมก็ไม่มีโอกาสได้ลงมายังวัดสะพานไม้แก่นอีกเลย

พวกเรานัดพร้อมกันที่ตัวเมืองพัทลุงครับ

เช้าวันนี้พัทลุงอากาศค่อนข้างดี สองข้างทางจากพัทลุงไปสงขลา ผมมองเห็นแต่ภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหลังผ่านฝนตกขนานใหญ่ไปเมื่อตอนรุ่นสาง ความเย็นของอากาศและความตื่นตัวที่จะได้พบช่วยให้ความรู้สึกระหว่างทางของผมมีความหมาย  ก่อนเข้าเขตอำเภอจะนะพวกเราแวะรับพี่อ้วน-เพื่อนรุ่นพี่และเป็นลูกศิษย์ของพ่อท่านแก้ว เพราะนอกจากพี่อ้วนจะใจดีอาสาพาพวกเราไปวัดแล้ว แกยังมีฐานะเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการสำหรับการเดินทางครั้งนี้ด้วยครับ

“เพื่อนผมเป็นทหาร ขับรถปิคอัพออกจากฐานที่นราธิวาสจะกลับบ้านตอนเช้ามืด ระหว่างทางเจอยางล้อรถยนต์ที่ถูกเผาไฟลุกกองอยู่เต็มถนน มันว่าจะหลบก็ไม่ได้  จะหยุดก็กลัวจะถูกยิง มันเลยตัดสินใจพุ่งชนกองยางรถยนต์เพื่อขับฝ่าออกมา   ในตัวไม่ได้แขวนพระเลย แต่ในรถมีของพ่อท่านแก้วล้วน  ชานหมากเอย!  ผ้ายันต์เอย!  เยอะครับ.. มันบอกผมว่าท่องอยู่ในใจว่าพ่อท่านแก้วช่วยด้วย!!  พ่อท่านแก้วช่วยด้วย!!”

ที่จริงพี่อ้วนแกเป็นคนกรุงเทพครับ ไม่ใช่คนสงขลา แกเล่าว่ารับทำงานอยู่ในเมืองกรุงแต่ไม่ประสบความสำเร็จเลยตัดสินใจพาลูกเมียกลับมาอยู่ที่จะนะ อันเป็นบ้านเกิดของภรรยา หลังจากที่ปักหลักทำมาค้าขายอยู่พักใหญ่แต่ก็ยังไม่สำเร็จอย่างใจคิด จะมีเจริญงอกงามอย่างเดียวคือหนี้สิน

ด้วยความที่แกเป็นคนชอบเรื่องพระ เรื่องคาถาอาคม พอได้ยินคำเล่าว่าพ่อท่านแก้ว วัดสะพานไม้แก่นเป็นพระผู้ทรงความศักดิ์สิทธิ์และคนในพื้นที่นับถือมาก แกเลยเดินทางมาเพื่อกราบขอพร

แกว่ามาครั้งแรกกลับไปก็ดีขึ้น มาครั้งที่สองกลับไปก็ดีขึ้น เรียกว่ามากี่ครั้งกลับไปก็ดีขึ้นหรือไม่ก็มีโชคลาภทุกครั้ง แกหัวเราะก่อนพูดต่อว่าผ่านมาห้าปีแล้วชีวิตพลิกผันมาก

พี่อ้วนเล่าว่าในทุกวันนี้อำเภอจะนะถือเป็นพื้นที่สีแดงและค่อนข้างมีความเสี่ยง ด้วยอุณหภูมิความรุนแรงทั้งลอบยิงและลอบวางระเบิด ทำให้วิถีชีวิตของชาวพุทธของที่นี่อยู่กันด้วยความหวาดระแวง แกว่าสิ่งที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้ชาวบ้านมีขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยไปในแต่ละวัน คือ“พระ” ซึ่งแน่นอนครับว่าพระที่เป็นเสาหลักแกนใจของชาวบ้านคือ “พ่อท่านแก้ว ธมฺมาราโม” แห่งวัดสะพานไม้แก่น

พ่อท่านแก้ว ธมฺมาราโม หรือ พระครูอุปถัมภ์สารคุณ เป็นพระรูปร่างสันทัดครับ เท่าที่สังเกตท่านเป็นพระที่มีใบหน้ารูปไข่ ขอบหูซ้ายยาวเสมอกับขอบหูขวา ดวงตาดำสอดรับกับสายตาที่คมช่วยขับให้ท่านสง่าและมีอำนาจ หากแต่เวลาที่ท่านพูดคุยธรรมดาหรือกำลังให้คำแนะนำกับญาติโยม มองดูแล้วเหมือนพ่อกำลังสั่งสอนลูกๆ อย่างอารมณ์ดีครับ

เพื่อนผมบางคนบอกว่าท่านมีใบหน้าและลักษณะเหมือนหลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จังหวัดนครปฐมที่ละสังขารไปนานแล้วครับ ในทันที่ที่เห็นพี่อ้วนและพวกเราท่านพยักหน้าและส่งไม้ส่งมือเป็นสัญญาณให้พวกเราขยับเข้าไปใกล้ๆ

พ่อท่านแก้วเป็นคนนอกพื้นที่ครับ พื้นเพของท่านอยู่จังหวัดปัตตานี โยมบิดา-มารดาชื่อ “พ่อนุ่ม-แม่เอียด เพชรช่วย” ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๔๕๔ ณ บ้านบางโกระ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ครอบครัวของท่านประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำสวนทำไร่ ท่านมีชื่อเดิมว่า “อินแก้ว เพชรช่วย” โดยท่านเป็นพี่ชายคนโตในจำนวนพี่น้องสี่คนครับ

ท่านเล่าว่าชีวิตในวัยเด็กของท่านก็ไม่ต่างไปจากเด็กๆ ทั่วไป คือวิ่งเล่นและช่วยเหลือพ่อแม่บ้างในบางครั้ง ด้วยความที่ท่านเป็นเด็กหัวไว ความจำดี  ครั้นพออายุครบเกณฑ์โยมพ่อของท่านจึงได้นำท่านไปบรรพชาเป็นสมาเณรที่วัดใกล้ๆ บ้าน เพื่อให้ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนและฝึกขัดเกลาจิตใจ

ท่านเล่าว่าด้วยความที่ชอบเรื่องคาถาอาคมและสิ่งลึกลับต่างๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ท่านจึงได้ลงหนักในเรื่องของอักขระเลขยันต์และการฝึกกรรมฐานสมาธิจิต  เรียกว่าภายในเวลาไม่นานนักท่านก็สามารถทำของเสกของได้ขลังตั้งแต่ยังเป็นเณร

ท่านเล่าว่าหลังจากใช้ชีวิตเป็นสามเณรมาได้ระยะหนึ่ง ท่านจึงได้ลาสิกขาเพื่อออกมาเป็นทหารตามระเบียบของชายไทย ท่านว่าถึงชีวิตการเป็นทหารจะค่อนข้างเข้มงวดจนแทบจะไม่มีเวลาว่าง   แต่เพราะความรักฝังแน่นในเรื่องของไสยศาสตร์ ท่านจึงได้พยายามหาจังหวะเพื่อปลีกตัวออกมาฝึกนั่งสมาธิและทบทวนวิชาอยู่ตลอดเวลา

ท่านว่าขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์แล้ว สามารถที่จะสร้างคุณงามความดีได้ทุกคน ส่วนสาเหตุที่เขาไม่ทำกันนั้น ท่านว่าเพราะเขาเกิดความลังเล เชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง ท่านว่าอย่าคิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะแต่กับฆราวาส พระบางองค์บวชมานานเป็นสิบๆ พรรษา หากยังไม่ตกผลึกและทำอะไรแบบขาดความเชื่อมั่นแล้ว ก็มักจะปฏิบัติไม่ได้ผล

“อานิสงส์ของการภาวนาอยู่เสมอนั้น จะช่วยให้เรามีสติอยู่ตลอดเวลา โกรธก็ระงับได้ เกลียดก็ระงับได้ ขออย่าประมาท อย่าละทิ้งการภาวนา จะได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างใดก็อย่าไปสนใจ คนเราสมัยนี้แปลกชอบสะสมกันแต่ความทุกข์”

อย่างไรก็ตามครับ สัจธรรมแห่งชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหนีพ้น เพราะหลังจากที่ท่านครองเรือนอยู่ได้ระยะหนึ่ง โยมพ่อและโยมแม่ของท่านได้มาเสียชีวิตลงในเวลาไล่เลี่ยกัน ความสะเทือนใจจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ท่านเกิดความสลดสังเวชและความเบื่อหน่าย

ท่านว่าท่ามกลางความสับสนทางความคิด ท่านมาฉุกคิดและตกผลึกได้ว่า ในความเป็นมนุษย์นั้นสามารถสะสมอะไรได้บ้าง? คำตอบในใจท่านคือ การทำทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดมาเฉพาะคู่กับมนุษย์ ในสถานะอื่นไม่สามารถทำได้  ด้วยเหตุดังกล่าวท่านจึงได้ตัดสินใจหันหลังให้กับทางโลกโดยการเข้าวัดอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์  

“มนุสสเทโว คือมนุษย์ที่มีหัวใจเป็นเทวดา หัวใจเทวดาหมายถึง มีทาน มีศีล มีภาวนา มีความละอาย มีหิริโอตตัปปะ มนุษย์พวกนี้เป็นเทวดาในร่างมนุษย์ ส่วน มนุสสเปโต คือ พวกที่มีหัวใจโลภโมโทสัน อาฆาตพยาบาท ทะเยอะทะยาน มนุษย์พวกนี้จะไม่ประกอบบุญกุศล”

ท่านหยุดและยิ้ม ก่อนยิ่งคำถาม

 “ที่นั่งอยู่นี่ ใครสเทโว ใครสเปโต”

เงียบ........ไม่มีคำตอบจากมนุษย์!!!

พ่อท่านแก้วนั่งหัวเราะ

พวกเรานั่งอมยิ้ม

พ่อท่านแก้ว อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๑๘ ณ อุโบสถวัดสุนทรวารี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โดยมี “พระครูวิรัชโสภณ (พ่อท่านแดง)” วัดศรีมหาโพธิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ “พระครูสุนทรธรรมวิธาน (พ่อท่านเพียร)” เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ “พระครูธรรมกิจโกศล (พระอาจารย์นอง)” วัดทรายขาว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ธมฺมาราโม” ครับ

ท่านเล่าว่าหลังจากเสร็จสิ้นการอุปสมบท ท่านได้ศึกษา พระธรรมวินัย / การเจริญภาวนากรรมฐานและคาถาอาคมต่างๆ จากครูบาอาจารย์หลายองค์ อาทิเช่น พ่อท่านแดง วัดศรีมหาโพธิ์ พระอาจารย์นอง วัดทรายขาว ฯลฯ ท่านว่าสำหรับท่านแล้ว โลกกว้างเสมอไม่เคยแคบ แม้หนทางขวางหน้าจะคดเคี้ยว ดังนั้นภายหลังจากที่ท่านได้ศึกษาวิชาการต่างๆ จนพอใจแล้ว ท่านจึงได้กราบลาครูบาอาจารย์ของท่านเพื่อออกเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรต่างๆ

ท่านเล่าติดตลกว่า ท่านเองก็นึกไม่ถึงว่าโลกกว้างข้างนอกมันจะกันดารขนาดนี้ โดยเฉพาะ “เทือกเขาสันกาลาคีรี” หรือที่ชาวมาเลเซียเรียกกันว่า “บันจารันตีตีวังซา” อันมีความหมายว่าภูเขาที่อยู่ใกล้กับมหาสมุทร ความใหญ่โตยาวเหยียดของสันกาลาคีรี ว่ากันว่ากินพื้นที่เข้าไปในหลายจังหวัดภาคใต้รวมไปถึงมาเลเซียด้วยครับ

ท่านเล่าว่าบางครั้งก็ต้องเดินขึ้นลงไปตามทางชันของภูเขา บางทีเห็นเป็นทางลาดแต่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็ลื่นเละเต็มไปด้วยดินสีแดง อย่างไรก็ตามครับท่านว่าตั้งใจมาขนาดนี้ ฝากชีวิตไว้กับพระพุทธศาสนาแล้วจะไปกลัวหรือต้องอาลัยอาวรณ์อะไร สิ่งที่ต้องทำคือ ฝึกปฏิบัติ ฝึกปฏิบัติและฝึกปฏิบัติ ท่านว่าเดินไปเรื่อยๆ ค่ำที่ไหนก็ปักกลดบำเพ็ญเพียรที่นั่น

“ตอนนั้นคิดว่า เดินไป ปฏิบัติไป เท่าที่กำลังของเราจำทำได้ ป่าที่เดินก็ยังเป็นป่าดิบมีความสมบูรณ์ มีเก้ง มีกวาง เดินออกมาให้เห็น คนเราขอให้เป็นคนจริง กล้าทำและไม่กลัวอะไรเสียอย่าง ชีวิตไม่มีคำว่าพ่ายแพ้แน่”

แล้วทำไมพ่อท่านถึงตัดสินใจจำพรรษาที่นี่ครับ ?

“หมดแรงเดิน”

ท่านหัวเราะก่อนเล่าต่อว่า

“สถานที่แห่งนี้เป็นป่าช้าเก่า ชาวบ้านเรียกกันว่าป่าช้าควนข้าวแห้ง เขาว่าป่าช้านี้ผีดุ เราเองก็เป็นคนจริง ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ไม่ได้เกรงกลัว สมัยก่อนต้องเดินผ่านป่ายางที่มืดและเงียบ ชาวบ้านแถวนี้ก็เป็นอิสลามเกือบจะทั้งหมด เราคิดว่าที่แบบนี้แหละเหมาะแก่การปฏิบัติกรรมฐาน เขาว่าผีเยอะ ก็เจริญอสุภะเสียเลย”

“เรามาคิดว่าการอยู่ปฏิบัติในที่ลึกๆ เงียบๆ จะดีกว่าการอยู่ในที่ตื้นๆ คนเราเกิดมาแล้วควรมีอุปสรรคและหาความยากลำบากให้ชีวิตบ้าง เพราะอะไร เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยขวนขวาย ช่วยกระตุ้นให้เรารู้จักใช้ปัญญา ถ้าไปอยู่ในที่คนหมู่มากจะทำให้เราต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องของวัตถุมากเกินความจำเป็น ธรรมชาติของมนุษย์มักจะมีความขัดแย้งตลอดเวลา ทำไม่ดีเขาก็ด่า ทำดีเกินหน้าเพื่อนเขาก็ไม่ชอบ”

เขาว่าที่นี่ผีดุจริงไหมครับ?

“เราดุกว่าผีนะ เพราะเราอยู่ได้”

เสียงหัวเราะอย่างชอบใจดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมๆ กับสายตาของท่านที่มองตรงไปที่ญาติโยมกลุ่มใหม่ที่กำลังเดินเข้ามาในกุฏิ

พวกเราพร้อมใจกันยกพานวัตถุมงคลที่ทำบุญให้ท่านประสิทธิ์อีกครั้ง ท่านรับและเป่าพรวดก่อนส่งคืน ถึงภาพที่เราเห็น จะเป็นภาพที่คุ้นเคยและไม่ต้องสงสัยอะไรในคุณธรรมและพลังจิตของท่าน  แต่ก็ยังมีเพื่อนๆ ในกลุ่มบางคนอดที่จะออดอ้อนพ่อท่านแก้ว เสียมิได้ ซึ่งพ่อท่านแก้วเองก็ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องทุกข์ร้อนทางใจแบบนี้สักเท่าไร

“ทำแบบนี้มานานแล้ว”

“ของที่นี่ทำเอง เสกเอง ไม่เคยให้ใครเสก เราต้องทดลองแล้วว่าใช้ได้ ถึงจะมอบให้คนเอาไปใช้”

นอกเหนือไปจากคำตอบที่ชัดเจนแล้ว ท่านได้ล้วงมือลงไปในกระเป๋าอังสะและหยิบตะกรุดที่ทำจากท่ออลูมิเนียมทรงกลม บรรจุมวลสาร ออกมาให้พวกเราดู

“แบบนี้แหละที่ผมอยากได้มานานแล้ว”

เสียงของพี่อ้วนดังขึ้นในทันทีที่ตะกรุดตกอยู่ในมือของแก

ปัจจุบัน (ปี ๒๕๕๗) พระครูอุปถัมภ์สารคุณ หรือ พ่อท่านแก้ว วัดสะพานไม้แก่น มีอายุ ๑๐๓ ปีแล้ว ทุกวันนี้กิจของท่านที่ยังคงปฏิบัติและประพฤติอยู่เสมอก็คือ การออกสงเคราะห์โลก สงเคราะห์ญาติโยม ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นเจิมรถ เสกของ ไล่ผี ไล่ของ หรือแม้แต่จะเป็นที่ปรึกษาสำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรม

หากเวลาไหนที่ว่างจากแขก ท่านก็จะหันไปคว้าเครื่องไม้เครื่องมือขึ้นมาตัดท่ออลูมิเนียมสำหรับทำตะกรุด ตัดผ้าเพื่อทำผ้ายันต์ หรือแม้แต่การลงมือปั้นชานหมากเป็นเม็ดๆ ด้วยตัวของท่านเอง ซึ่งรายได้จากการให้บูชาพ่อท่านแก้วจะส่งตรงไปพัฒนาวัดสะพานไม้แก่นทั้งหมด

ในประเด็นนี้ พี่อ้วนตลอดจนลูกศิษย์ท่านอื่นๆ ที่เราได้ขอโอกาสพูดคุย ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พ่อท่านแก้วก็ทำแบบนี้มานานแล้ว ไม่เคยเห็นท่านจะหยุด จะเบื่อ จะแสดงอาการเหนื่อย และที่สำคัญคือทุกวันนี้ บทบาทของท่านก็เป็นเพียงพระลูกวัดแก่ๆ องค์หนึ่งของวัดสะพานไม้แก่นเท่านั้น

 

ละแวกนี้เป็นอิสลามเกือบทั้งหมดนะ มีคนพุทธอยู่นิดเดียว ต้องชัดเจน ต้องพัฒนาให้เจริญ อย่าเอาแต่เจริญตัว ต้องเจริญใจ เจริญวัด”

“ชีวิตคนเรามาคนเดียวก็ไปคนเดียว ตอนตายแบบมือรับน้ำ น้ำยังไหลออกหมด แม้แต่น้ำก็ยังเอาไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นตอนอยู่ก็ทำงาน ทำตัวให้มีประโยชน์ ทำเพื่อส่วนรวม ทำเพื่อผู้อื่น ทำเพื่อพระพุทธศาสนา อย่าทำเพื่อตัวเอง บุญกุศลเป็นเรื่องละเอียดนะ คุณค่าของความเป็นมนุษย์คือทำได้ทุกอย่าง ดังนั้นอย่าให้เสียโอกาสที่เกิดมาเป็นมนุษย์”

ฟังแล้วอยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง..

ครับ....ท่ามกลางความแตกต่างทางด้านศาสนา / ความเจริญของถาวรวัตถุที่เกิดขึ้นมากมายภายในวัดนั้น

เป็นที่รู้กันทั่วว่ากฏิไม้หลังเก่าที่ตั้งอยู่ท้ายวัด  สภาพที่เห็นจะพิจารณาว่าคล้ายเพิงขนาดใหญ่ก็ไม่ใช่ จะว่าเหมือนศาลาก็ไม่เชิง

ว่ากันว่าหากประตูกุฏิหลังนี้ไม่ปิดละก็ ทุกคน ทุกชนชั้น ทุกวรรณะและทุกศาสนา สามารถเข้าออกได้ตลอดเวลาครับ เขาว่าด้านในสุดของกุฏินี่แหละคือที่ทำงาน ที่จำวัด ของยอดพระแห่งเมืองสงขลา นามว่า “พ่อท่านแก้ว ธมฺมาราโม” ซึ่งก็คือที่ที่พวกเรากำลังนั่งกราบท่านอยู่ตรงนี้......สวัสดีครับ

ขอบคุณภาพถ่ายสวยๆ จากคุณพรชนก สุขพงษ์ไทย นะครับ 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net