วันที่ อาทิตย์ เมษายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฆราวาสธรรมกับ “กรรม” อันยิ่ง


แม้จะเลยวันครอบครัวมาได้สักระยะแล้ว แต่เราน่าจะอยู่ในบรรยากาศของการอยู่ร่วมกันในครอบครัวอยู่นะคะ

พอเอ่ยถึงคำว่าครอบครัว ก็ชวนให้นึกถึงผู้อยู่ในครอบครัว ผู้ที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน  ผู้ที่อยู่ในประเทศเดียวกัน ( http://www.oknation.net/blog/movie-som/2016/04/14/entry-1 ) การครองเรือน  ธรรมสำหรับการครองเรือน

มีหลักธรรมหนึ่งที่เหมาะกับเราๆผู้ครองเรือนมากค่ะ ชื่อว่า ฆราวาสธรรม หลักธรรมนี้ ถ้าเราไปร่วมเป็นพยานในงานแต่งงานบ่อยๆ เราก็น่าจะคุ้นเคยค่ะ เพราะผู้ใหญ่ที่บ่าวสาวให้ความเคารพ มักนำหลักธรรมนี้มาให้โอวาทแก่บ่าวสาว

หลักธรรมนี้แม้จะมีองค์ธรรมเพียง ๔  คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ  แต่องค์ธรรมทั้ง ๔ นี้ กลับครอบคลุมกิจกรรมทั้งชีวิตของฆราวาสเลยค่ะ และนอกจากจะครอบคลุมพฤติกรรมทางกายและใจในทุกๆด้านแล้ว ยังช่วยให้ฆราวาสผู้ปฏิบัติค่อยๆพัฒนาตนแบบค่อยเป็นค่อยไป ไปสู่จุดมุ่งหมายอันสูงสุดในพุทธศาสนา โดยที่ความหมายขององค์ธรรมในแต่ละข้อจะค่อยๆกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ จนฆราวาสนอกจากจะอยู่สบายในเรือนแล้ว ยังอยู่ในสังคมอย่างเป็นสมาชิกที่ดี ในสังคมพร้อมๆกับที่ทำที่พึ่งให้ตนเองในภายหน้า กระทั่งสามารถคลายความเห็นว่าเป็นตน กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

องค์ธรรมนี้แม้จะมีความหมายง่ายๆ แต่ก็สามารถทำให้ฆราวาสค่อยๆพัฒนาตนให้ยิ่งๆขึ้นไปไปเป็นลำดับ และเมื่อพัฒนาตนจนยิ่งขึ้นไปแล้ว ก็จะมีกรรม (สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) ตรัสว่า กรรม ควรแปลว่า “การที่กระทำ” ไม่ใช่แปลว่า “การกระทำ” อย่างที่เราแปลกัน) ในแต่ละองค์ธรรมก็จะพลอย “ยิ่ง” ขึ้นไปด้วย

โดยที่ความหมายขององค์ธรรมแต่ละข้อ ในเบื้องต้นคือ

สัจจะ –ความจริง สัจจะ : การรักษาสัจจะ การมีวจีสัจจะ การหาเลี้ยงชีพอย่างซื่อสัตย์  การมีใจรักที่ซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง การมีน้ำใจที่ซื่อตรงต่อมิตร การเห็นว่าทุกสิ่งในโลกเป็นสภาพเกิดดับ ไม่เที่ยงแท้ ไม่เป็นไปตามใจปรารถนา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

 กรรมในองค์ธรรมนี้เป็นได้ทั้งกรรมในส่วนเหตุและผล  เช่น เมื่อมีวจีสัจจะก็ได้ชื่อว่าเป็นคนมีสัจจะ เป็นต้น

ทมะ – การฝึก :  เป็นการฝึกตนเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่บนสัจจะ รักษาและเข้าถึงสัจจะได้ในทางต่างๆ เช่น ฝึกตนด้วยศิลปวิทยาเพื่อให้สามารถหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริต  ฝึกตนด้วยสิกขาบท ๕ หรือเบญจศีลและธรรมที่เกื้อกูลแก่การรักษาสิกขาบททั้ง ๕  หรือเบญจธรรม เพื่อให้สามารถรักษาสัจจะในเบื้องต้นไว้ได้  ฝึกการใช้โยนิโสมนสิการเพื่อให้เข้าใจความเป็นไปในเรื่องต่างๆรอบตัว ความเป็นไปในใจ อันจะทำให้เข้าใจสภาวะ รู้สัจจะมากยิ่งขึ้น

ขันติ – ความอดทน การข่มกลั้น ความทนทาน : อดทนต่อความยากลำบาก อดทนต่อความร้อนหนาว อดทนต่อการติฉินนินทา ข่มกลั้นไม่แสดงอาการที่จะกระทบกระทั่งผู้อื่น ข่มกลั้นความต้องการที่มากเกินไป ข่มกลั้นความต้องการที่จะละเมิดสิกขาบท อดทนในการฝึกสละกิเลสอกุศลธรรมใดๆออกไปจากใจ

ที่ว่าต้องอดทน เพราะในระยะแรกๆ ใจที่ต้องการฝึกต้องต่อสู้ กับกิเลสที่จรมาเป็นอย่างมาก หากไม่อดทนพอก็อาจยอมแพ้แก่กิเลสได้

จาคะ –จิตที่มุ่งในการสละ การสละ : สละความตระหนี่ด้วยการให้ทานให้ปันสิ่งของ สละกำลังกายหรือกำลังความคิดเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม สละความโกรธด้วยการให้อภัย สละความคิดหรือความต้องการอันเป็นอกุศลที่ทำให้ใจอันอึดอัดเพราะการข่มกลั้นกลับมาผ่องใสตามเดิม ฯลฯ

และเพราะจิตที่มุ่งในการสละจึงทำให้มีการฝึกตนในด้านต่างๆเพื่อสามารถสละได้อย่างแท้จริงต่อไป

ภาวะสละในเบื้องต้น แม้แต่การสละสิ่งของด้วยใจที่คิดสละอย่างแท้จริงเป็นเรื่องที่เกิดได้ยากอย่างยิ่ง ดังที่ตรัสว่า ทานกับการรบ ท่านว่าเสมอกัน  ทั้งนี้เนื่องจากเรารู้ว่าการสละนั้นเป็นเป็นการกระทำอันเป็นบุญ  และบุญก็มีอานิสงส์ในทางที่ดี เราจึงมักหวงแหนบุญนั้นไว้กับตนและมักอยากให้ผลของบุญตอบแทนเรา เช่น เมื่อช่วยผู้อื่น ก็หวังว่าผู้อื่นจะรู้และตอบแทนเราอย่างน้อยที่สุดก็แสดงความชื่นชม เมื่อทำทาน ก็หวังว่าผลของทานจะคอยติดตามตอบแทนด้วยการให้สิ่งที่เราปรารถนา เป็นต้น

แต่ต่อมา เพราะเรารู้หรือประจักษ์ว่าการหวังผลนั้น หากไม่เป็นไปตามที่หวังก็ก่อให้เกิดทุกข์ อีกทั้งรู้ว่าการหวังผลทำให้มีตัวตนวนเกิดไปรับผลนั้นๆและการเกิดบ่อยๆก็เป็นทุกข์  เมื่อไม่อยากเวียนวนพบทุกข์ จึงฝึกให้มีจาคะด้วยใจที่เลื่อมใส ด้วยปัญญา

คือฝึกการสละเพื่อให้ใจให้คลายความเหนียวแน่นทั้งในตัวสิ่งของทั้งการกระทำอื่นใดอันเป็นบุญและทั้งความเหนียวแน่นในผลของบุญ  ฝึกคลายความคิดเกี่ยวกับการให้เพื่อหวังผลตอบแทนต่อตนในภายหลัง มาเป็นการให้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างแท้จริง โดยที่ตนยอมรับเพียงสุขจากการสละมาเป็นอาหารจิตเท่านั้น

ฝึกการคิดหาเหตุผลที่จะอภัยให้แก่ผู้อื่นเพื่อที่ตนจะได้มีวจีสัจจะ มีความซื่อสัตย์ในการคบหา เพื่อตนจะได้ไม่มีการปรุงแต่งวาจา ปรุงแต่งกิริยาเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์เฉพาะหน้า  ซึ่งใจที่ต้องคิดการปรุงแต่งกายวาจาให้เป็นที่น่าพอใจแก่ผู้อื่นทั้งๆที่ไม่ตรงกับความรู้สึกในใจนี้ ก็คืออุปกิเลสที่เรียกว่า มายา 

บุคคลยิ่งมีมายามาก ก็ยิ่งไกลจากการรู้สัจจะ เมื่อไกลจากการรู้สัจจะ การบรรลุสัจจะก็จะยิ่งไกลออกตามไปด้วย

เนื่องจากสัจจะมีความหมายในทั้งส่วนที่เป็นเหตุและผล แยกได้เป็นสามลักษณะคือ การตามรักษาสัจจะ การรู้หรือตรัสรู้สัจจะ และ การบรรลุสัจจะ  การตามรักษาสัจจะ คือ ในขณะที่ความรู้เรายังน้อย เรารับฟังสิ่งใด เมื่อเราสอบสวนแล้วรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นความจริงก็ยอมรับความจริงนั้นไว้ มีชีวิตอยู่บนพื้นฐานความจริงนั้น ฝึกตนตามสัจจะนั้นๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ยึดมั่นในสิ่งที่รู้นั้นว่า นี้เท่านั้น จริง (อิทํ เอว สจฺจํ) เพราะการไม่ยึดมั่น จึงทำให้เปิดใจยอมรับข้อเท็จจริงจากผู้อื่น มีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อให้ รู้สัจจะที่เพิ่มขึ้น เมื่อมีความรู้ที่เพิ่มขึ้น และนำมาปฏิบัติ จึงสามารถเข้าถึงหรือบรรลุสัจจะได้เป็นเรื่องๆไปในเวลาต่อมา

เพราะจิตที่คิดสละอย่างแท้จริงยากอย่างนี้ จึงต้องมีการฝึก เช่น  ฝึกการสละเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนต่อตนบ้างในบางครั้ง จนเมื่อใดรู้สึกอิ่มใจที่สละได้ด้วยจิตอย่างนั้นจึงค่อยๆเพิ่มการฝึกขึ้นเรื่อยๆ  ก็อาจสละด้วยความบริสุทธิ์ของใจ ได้ในที่สุด

การสละอย่างบริสุทธิ์ใจนี้จึงเป็นการคลายตระหนี่อย่างแท้จริง เป็นการคายกิเลส และเพราะการคายกิเลสออกบ้าง จึงทำให้สามารถเข้าถึงสัจจะหรือความจริงที่ยิ่งกว่าได้ สมดังที่ตรัสว่า “เพราะคายกิเลสแล้วบางส่วน เธอจึงแจ้งธรรม”

และเพราะการที่เข้าถึงสัจจะมากยิ่งขึ้นนี้เอง จึงทำให้ใจอยากมี “กรรม”  ที่  “ยิ่ง” ขึ้นไป

องค์ธรรมในแต่ละข้อจึงค่อยๆทวีความกว้างขวางขึ้น ทั้งในแง่ความหมาย การฝึกฝน และผลของการฝึก เป็นต้นว่า

สัจจะ-สัจจะที่ตนตามรักษาก็จะยิ่งเข้าใกล้สภาวะที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น ค่อยๆถอยออกจากความเห็นว่าเป็นตนมากยิ่งขึ้น เหตุแห่งทุกข์ก็จะค่อยๆน้อยลงไปยิ่งขึ้น เช่น  รู้สัจจะที่ว่าเพราะเราใส่ใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตา หู เป็นต้น จึงน้อมไปเพื่อการรับรู้เรื่องราวของสิ่งนั้นๆ การน้อมไปรู้เรื่องราวที่มากเกินไปเพื่อเสพความรู้สึกใดๆจากสิ่งนั้นนี้เอง เรียกว่าการเพ่งเฉพาะหรืออภิชฌา และเพราะอภิชฌาจึงมีโอกาสที่ใจจะไหลลงสู่ความต่ำ ถูกอกุศลธรรมครอบงำได้ง่าย จนได้ทุกข์ ในที่สุด

และเพราะการฝึกจึงรู้ชัดสภาวะที่ปรากฏตรงตามที่เป็นจริงว่าขณะใดจิตกำลังถูกอกุศลธรรมใดครอบงำอยู่

รู้ว่าวิธีการใดเป็นวิธีการฝึกที่จะทำให้คลายจากอกุศลธรรมนั้นๆ

รู้ความเป็นไปในใจ ความต้องการของใจอย่างแท้จริง เช่น รู้ว่าจิตในขณะหนึ่งๆเป็นเช่นไร รู้ ว่ากำลังหวั่นไหว ยอมรับอกุศลธรรมที่มาครองใจไว้จนทำให้มีการฝึกที่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่   

รู้ว่าการฝึกใดเหมาะกับตน การฝึกใดตนยังไม่ควรรับไว้ด้วยเกินกำลังตน การฝึกใดตนทำจนบรรลุผลสำเร็จแล้ว

รู้ใจขณะที่ประกอบกุศลกรรมว่ามีอกุศลกรรมเจืออยู่หรือไม่ เช่น ในขณะที่อนุโมทนากับเขานั้น ตนพลอยยินดีกับประโยชน์ของเขาอย่างแท้จริง หรือเพราะมีประโยชน์ตนแฝงอยู่ด้วยจึงอนุโมทนา เป็นต้น

การรู้ในสัจจะจึงสามารถหมุนวนจนครบสามชั้น โดยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะว่าเป็นอย่างไร ก็คือ สัจจญาณ การที่สามารถรู้ความเป็นไปที่ปรากฏแก่ใจ รู้สิ่งที่ควรทำ รู้ผลการปฏิบัติที่ควรทำให้เกิด รู้สิ่งที่ควรทำเพื่อให้เกิดผล ก็คือ กิจญาณ และ การรู้สิ่งที่ตนได้ทำแล้ว บรรลุแล้ว สิ่งใดที่ทำสำเร็จแล้ว ก็คือ กตญาณ นั่นเอง  

ทมะ- จะมีการฝึกตนที่มากยิ่งขึ้น เช่น มีการฝึกที่จะไม่ทานอาหารหลังเวลาวิกาล ฝึกสติอันเป็นสติปัฏฐาน  ฝึกเดินโดยตั้งจิตว่าจะไม่ยอมให้กิเลสคือราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำจิต (จงกรม) ฯลฯ เพื่อให้สามารถรู้สัจจะได้มากยิ่งขึ้น อันนำไปสู่การฝึกเพื่อจะรู้ชัดสภาวะที่ปรากฏแก่ใจมากยิ่งขึ้น รู้สิ่งที่ควรทำตามสมควรแก่ฐานะเพื่อบรรลุผลมากยิ่งขึ้น

ขันติ-สามารถอดทนต่อธรรมละเอียดได้ดีขึ้น  เช่น อดทนต่อการสรรเสริญ ไม่ปล่อยใจให้ฟูเกินไป อดทนต่อคำติฉินได้มากยิ่งขึ้น อดทนด้วยความเพียรอย่างไม่ถอยหลัง คือ(บางครั้งอดทนได้ บางครั้งไม่อดทน แต่ปล่อยใจไปตามกิเลส)ได้มากขึ้น กระทั่ง อดทนต่อการฝึกตนตามแบบบรรพชิต

จาคะ-เมื่อจิตรู้ความจริงมากยิ่งขึ้น เห็นคุณโทษตามที่ได้มีโยนิโสมนสิการได้มากยิ่งขึ้น เมื่อเห็นแง่มุมต่างๆมากยิ่งขึ้น ก็จะเห็นภัยแม้ในเรื่องเพียงเล็กๆน้อยๆ จึงพร้อมจะสละสิ่งที่มี ที่ยึดถือไว้ได้มากขึ้น สละได้อย่างบริสุทธิ์ใจขึ้น

กระทั่งท้ายที่สุด ในกาลอันยืดยาวกาลใดกาลหนึ่ง สามารถสละการยึดได้ทั้งหมด  ไม่มีความเป็นตนหลงเหลือ กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

จะเห็นได้ว่า องค์ธรรมเพียง ๔  ของหลักฆราวาสธรรมนี้ นอกจากจะทำให้ผู้น้อมมาปฏิบัติอยู่เป็นสุขในปัจจุบันแล้ว ยังค่อยๆเข้าใจความเป็นจริง จนเข้าถึงความสงบได้ในที่สุด

เพราะฆราวาสธรรมทรงคุณถึงขนาดนี้ ท่านพุทธทาสจึงถึงกับเคยกล่าวว่าหลักธรรมนี้เป็นหลักธรรมสำหรับฆราวาสอย่างแท้จริง

เพราะบุคคลเมื่อครองเรือน อยากอยู่เป็นสุขในโลก  อยู่เป็นสุขกับความเป็นจริงในปัจจุบัน  มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัว เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม เขาสามารถเป็นและอยู่ตามความต้องการนั้นได้ก็ด้วยการฝึกตนตามองค์ธรรมทั้ง ๔ ของฆราวาสธรรม เพราะเมื่อพิจารณาจากการปฏิบัติตนตามองค์ธรรมแล้ว การปฏิบัติและผลการปฏิบัติตนตามฆราวาสธรรมนั้นก็ไม่ต่างจากวิมุตติ ๑๐  (องค์ธรรมในสัมมาวิมุตติ  ข้อ ๑ - ๘ คือมรรคมีองค์ ๘  ข้อ ๙ คือสัมมาญาณ และข้อ ๑๐ คือ สัมมาวิมุตติ)

หรือเมื่อจะเดินทางให้พ้นจากโลก ออกจากการหมุนเวียนพบทุกข์สุขอันนำทุกข์มาให้ภายหลัง เขาก็ยังสามารถใช้องค์ธรรมทั้ง ๔ ของฆราวาสธรรมนี้ เป็นดุจพาหนะในการเดินทาง

 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net