วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เลือกเกิดเป็นคนหรือเทวดาดี


เลือกเกิดเป็นคนหรือเทวดาดี


 

                                                ควรตั้งจิตเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์         

 

                คนทั่วไปมักเกลียดทุกข์ปราถนาความสุข เมื่อพูดถึงสวรรค์ เขาจะนึกถึงกามคุณทุกอย่าง
ที่เป็นทิพย์ละเอียดประณีต ไร้ความทุกข์มีแต่ความสุขความรื่นเริง มีแต่สถานที่สวยงามภาพสวยงาม
เสียงไพเราะอิ่มทิพย์ ดังนั้นเมื่อทำความดีมักตั้งจิตขอไปเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดากัน เรามาดูข้อดีข้อเสียกัน
 
                จะขอยก "ติฐานสูตร" จากพระไตรปิฎกเล่ม ๒๓ อังคุตตรนิกาย ว่าด้วยฐานะที่เทวดา
และมนุษย์ประเสริฐกว่ากัน ความว่า
เทวดาชั้นดาวดึงส์ประเสริฐกว่ามนุษย์ ๓ ประการ คือ
๑. อายุทิพย์ ๒. วรรณะทิพย์ ๑ สุขทิพย์  
ส่วนมนุษย์ชาวชมพูทวีปประเสริฐกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ ๓ ประการ  คือ
๑. เป็นผู้แกล้วกล้า (สูรา) ๒. เป็นผู้มีสติ (สติมนฺโต)
๓. เป็นผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในชมพูทวีปนี้ (อิธ พฺรหฺมจริยวาโส)
 
ในอรรถกถา อธิบายข้อ ๒ สติมนฺโต ว่า
 
เทวดามีสติไม่มั่นคง เพราะมีความสุขโดยส่วนเดียว (เพราะสวรรค์เป็นกามคุณที่เลิศ เมื่อเสพก็ย่อมติดใจเพลิดเพลิน จนหลงลืมเกิดความประมาท และเพราะความที่มีอายุยาวนานมาก ไม่ป่วย ไม่แก่ ย่อมไม่สามารถพิจารณาปัญจอภิณหปัจจเวกขณะ ธรรมที่ควรพิจารณาเนืองๆ ๕ อย่าง คือ
ชราธมฺโมมฺหิ เรามีความแก่เป็นธรรมดา ชรํ อนตีโต ล่วงความแก่ไปไม่ได้
พฺยาธิธมฺโมมฺหิ เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา พฺยาธึ อนตีโต ล่วงความเจ็บไข้ไปไม่ได้
มรณธมฺโมมุหิ เรามีความตายเป็นธรรมดา มรณํ อนตีโต ล่วงความตายไปไม่ได้
สพฺเพหิ เม ปิเยหิ เราละเว้นเป็นต่างๆ คือว่า มนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว ต้องพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง
ธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ ควรพิจารณาเนืองๆ ทุกวัน เพื่อให้ใจเกิดความคุ้นเคย จะเป็นเหตุกระตุ้นเตือนสติให้รีบเร่งทำความดี ไม่มัวเมาประมาทในวัย ในความไม่มีโรค ในชีวิต ไม่เศร้าโศกเสียใจในเมื่อตนเองต้องพลัดพรากจากบุคคล และสิ่งของที่รักที่ชอบใจ )
 
สัตว์นรกมีสติไม่มั่นคง เพราะมีความทุกข์โดยส่วนเดียว (เร่าร้อนทรมานจนไม่อาจรวบรวมสติได้)
มนุษย์ชมพูทวีปมีสติมั่งคง เพราะมีทั้งสุขทั้งทุกข์ปนกัน (ทำให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดสติไม่ประมาท)
 
ข้อ ๓  อิธ พฺรหฺมจริยวาโส อธิบายว่า แม้การอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ประกอบด้วยองค์แปด ย่อมมีในที่นี้เท่านั้น เพราะพระพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้า อุบัติขึ้นในชมพูทวีป สมณะโพธิรักษ์อธิบายว่า มนุษย์ร่างยาววาหนาคืบที่มีสัญญา และใจครองนี้แหละ มีคุณสมบัติเป็นที่อยู่ที่สามารถรองรับพระธรรมปฏิบัติพรหมจรรย์จนบรรลุผลได้ เรียกว่า อิธ พฺรหฺมจริยวาโส
 
                 ยิ่งมีคาถาว่าในธรรมบทว่า 
กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ ความได้อัตภาพเป็นมนุษย์ เป็นการยาก
 กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท การอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นการยาก 
กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ การฟังพระสัทธรรม เป็นของยาก
ยิ่งเน้นชัดว่าสิ่งเหล่านี้มีในภูมิมนุษย์เท่านั้น
 
                  ใน เมถุนสูตร ว่าด้วยเมถุนสังโยค ๗ จากพระไตรปิฎกเล่ม ๒๓ อังคุตตรนิกาย
๑.   สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารีอย่างถูกต้อง ไม่ประพฤติกิจสองต่อสอง ๒ 
กับมาตุคาม แต่ยังยินดีการลูบไล้ การขัดถู การให้อาบน้ำ และการนวดฟั้นของมาตุคาม 
เขาชอบใจ ติดใจ และถึงความปลื้มใจกับการทำเช่นนั้น แม้นี้ก็ชื่อว่า เป็นความขาด ความทะลุ ความด่าง
และความพร้อยแห่งพรหมจรรย์ ผู้นี้เราเรียกว่าประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ประกอบด้วยเมถุนสังโยค
ย่อมไม่หลุดพ้นจากชาติ(ความเกิด) ชรา(ความแก่) มรณะ (ความตาย) โสกะ(ความเศร้าโศก)
ปริเทวะ(ความคร่ำครวญ) ทุกข์(ความทุกข์กาย) โทมนัส (ความทุกข์ใจ) และอุปายาส (ความคับแค้นใจ)
เรากล่าวว่า ไม่หลุดพ้นจากทุกข์ 
๒.  ไม่ยินดีการลูบไล้ การขัดถู การให้อาบน้ำ และการนวดฟั้นของมาตุคาม
     แต่ยังสัพยอก เล่นหัว หัวเราะร่ากับมาตุคาม ฯลฯ
๓.  แต่ยังเพ่งจ้องตามาตุคาม ฯลฯ
๔.  แต่ยังฟังเสียงของมาตุคามผู้หัวเราะ ผู้พูด ผู้ขับร้อง หรือผู้ร้องไห้ อยู่นอกฝาหรือนอกกำแพง ฯลฯ 
๕.  แต่ยังคอยนึกถึงการที่เคยหัวเราะพูดจาเล่นหัวกับมาตุคาม ฯลฯ 
๖.  แต่ยังดูคหบดีหรือบุตรคหบดี ผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ บำเรอตนอยู่ ฯลฯ 
๗. แต่ยังประพฤติพรหมจรรย์ตั้งปรารถนาเป็นเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ด้วยศีล วัตร ตบะหรือพรหมจรรย์นี้
เขาชอบใจ ติดใจ และถึงความปลื้มใจกับการทำเช่นนั้น แม้นี้ก็ชื่อว่าเป็นความขาด ความทะลุ ความด่าง
และความพร้อยแห่งพรหมจรรย์  ผู้นี้เราเรียกว่าประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ประกอบด้วยเมถุนสังโยค
ไม่หลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่หลุดพ้นจากทุกข์
                   จากข้อ ๗ บอกชัดเจนว่า การปฏิบัติธรรมในศาสนาพุทธไม่ได้มีเป้าหมายที่สวรรค์หรือเทพ
เพราะเท่ากับยังติดในกามคุณที่เป็นเหตุแห่งสังสารวัฏและทุกข์  
 
                  ในช่วง๕๐๐๐ ปีนี้ยังชื่อว่าพุทธศักราช นี่แค่กึ่งพุทธกาล
นั่นคือยังอยู่ในอิทธิพลคำสอนของพระสมณโคดมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสว่า 
" ธรรมวินัยที่เราแสดงบัญญัติแล้วแก่พวกเธอ จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในกาลล่วงไปแห่งเรา "
" ตราบใดยังมีการประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมอยู่ ตราบนั้นพระอรหันต์จะไม่สิ้นไปจากโลกนี้ "
ผู้ใดเห็นธรรม  ผู้นั้นเห็นเราตถาคต "  
หรือในมหาสติปัฏฐานสูตรจากพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ โดยสรุปว่า 
" ผู้ใดเจริญสติปัฏฐาน ๔ ตลอด พึงบรรลุพระอรหันต์ หรืออนาคามี อย่างเร็ว ๗ วัน อย่างช้า ๗ ปี ในชาตินี้ "
เท่ากับเป็นคำยืนยันว่า เรายังอยู่ในพุทธกาลใต้บารมีของพระองค์ อยากเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เมื่อไหร่
อยากฟังธรรมจากพระโอฏฐ์เมื่อใด ก็เปิดพระไตรปิฎกอ่าน ปฏิบัติธรรมของท่าน สามารถทำได้ตลอดเวลา
ไม่ต้องรอไปเกิดในยุคพระศรีอาริย์ซึ่งกว่าจะมาถึงอีกนาน ถ้าเราตั้งจิตปราถนามาเกิดเป็นมนุษย์  
ไม่ต้องเสียเวลาไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ ซึ่งเป็นภพที่กินบุญเก่ามากกว่าที่จะปฏิบัติธรรมสร้างสมบารมี
ฝึกฝนตนเองได้ จะดีกว่ามั้ย เมื่อพ้นพุทธกาล ๕๐๐๐ ปีแล้ว จะไปเกิดเป็นเทวดาพักรอพระศรีอาริย์ก็ตามชอบใจ 
ถ้าสร้างเหตุปัจจัยถึง
      อนึ่งเทวดาจำนวนมากเมื่อตายแล้ว กลับไปเกิดต่อในนรก เปรต หรือสัตว์เดรัจฉาน ส่วนน้อยเมื่อหมดบุญ
ต้องไปเกิดใหม่เป็นคน แต่อาจในยุคที่ไม่มีพุทธศาสนาแล้ว ฉะนั้นบุญที่เราสั่งสมฝึกฝนในยุคพระสมณโคดม
จะ ได้ส่งผลให้เราไปเจอพระศรีอาริย์ได้ และเป็นการเตรียมพื้นฐานบารมีตนเองเมื่อเจอพระศรีอาริย์จะได้ฟังธรรมรู้ เรื่องซาบซึ้ง บรรลุธรรมได้ไว  ถ้าเราไม่เรียนรู้ปฏิบัติธรรมะยุคนี้ แต่โชคดีเจอพระศรีอาริย์ อาจไม่บรรลุธรรมใดๆก็ได้ เหมือนเมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีก่อน ที่พระสมณโคดมก็ไม่สามารถทำให้ทุกคนบรรลุธรรมได้ เหมือนขนโคกับเขาโคปานนั้นเทียว เพราะตนเองไม่ได้สร้างวาสนาบารมีอินทรีย์พละเตรียมไว้ก่อนแต่ปางก่อน ( ปัจจุบันคืออดีตหรือปางก่อนของอนาคต)

 

                  ศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาเทวนิยม (Theism)
ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือ การเป็นเทพเจ้า หรือ เป็นอันเดียวอันหนึ่งรวมกับเทพบนสรวงสวรรค์
แต่ศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม (Atheism) เป็นกรรมนิยม ไม่นิยมการร้องขอวิงวอนจากเทพเจ้า
พุทธองค์ถึงกับตรัสให้พิจารณาบ่อยๆว่า กมฺมสฺสโกมฺหิ เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน
กมฺมทายาโท เป็นผู้รับผลของกรรม กมฺมโยนิ เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด
กมฺมพนฺธุ เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กมฺมปฏิสรโณ เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
นั่นคือกรรมดีหรือชั่วเมื่อทำแล้วต้องรับผลวิบากของกรรมนั้นด้วยตัวเราเอง 
เราต้องพึ่งตนเอง ( อตฺตาหิ อตฺตาโน นาโถ )
ศาสนาพุทธเป็นสัจจนิยม คือนิยมในอริยสัจจ์ อุดมการณ์สูงสุดคือนิพพาน
ฉะนั้นเทวดาหรือสวรรค์เป็นแค่ทางผ่านหรือทางพักชั่วคราวเท่านั้นไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด  
ถ้ายังอยู่ในยุคพุทธกาลที่สามารถสร้างสมบารมีได้ หรืออาจปฏิบัติธรรมจนบรรลุได้
เราควรเสียเวลาไปเป็นเทพบนสวรรค์หรือ ?
ข้อคิดของเรื่องถัดไปน่าพิจารณา

  

   

 

 

โดย กบจ้อย

 

กลับไปที่ www.oknation.net