วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตำนานโต๊ะมูเด็ง (หมอขลิบหนังหุ้มองคชาต) แห่งเมืองโบราณยะรัง


ตำนานโต๊ะมูเด็ง (หมอขลิบหนังหุ้มองคชาต) แห่งเมืองโบราณยะรัง

               

                 นายหะยีมะ สะอะ โต๊ะมูเด็ง รุ่นที่ 6 แห่งเมืองยะรัง

           โต๊ะมูด็ง หรือ หมอขลิบหนังหุ้มองคชาต ตามคำนามที่เรียกในหมู่ชาวไทยเชื้อสายมาลายู ในสามจังหวัดชายแดนใต้ถือเป็นอาชีพหนึ่งที่อยู่คู่สังคมชุมชนมลายูอิสลามมาตั้งแต่ศาสนาอิสลามมาในแหลมมลายู ซึ่งการเข้าสุนัตหรือการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายนั้น ในหนังสือ "อิสลาม กับคำถามที่ต้องตอบ" อธิบายพอสังเขปได้ดังนี้

 

            การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายสะท้อนถึงความเอาใจใส่ในการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลของ อิสลาม การขลิบเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมุสลิมชาย เนื่องจากเป็นหลักปฏิบัติที่สืบเนื่องมาจากท่านศาสดามุฮัมมัด และการขริบนั้นมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานตั้งแต่ศาสดาอิบรอฮีมหรือท่านอับราฮัมในยุคอียิปต์โบราณ โดยการขลิบหนังปลายอวัยวะเพศชายเป็นกฎของการรักษาความสะอาดข้อหนึ่งในอิสลาม วิธีการขริบในสมัยก่อนเรียกกันว่า “ Abraham’s method ”    

 

      

             Abraham’s method ทำโดยการใช้ไม้หนีบคีบหนังหุ้มปลายให้ยืดออกพอประมาณ จากนั้นใช้ของมีคมที่พอหาได้ตามแต่ในยุคสมัยนั้นๆ ตัดผ่านผิวหนังหุ้มเฉพาะส่วนที่ยืดพ้นจากปลายขององคชาติอย่างรวดเร็ว และปล่อยให้เลือดหยุดเอง ความหมาย คิตาน เป็นภาษาอาหรับ มีรากศัพท์มาจากคำว่า Khatana มีความหมายว่า ตัด (Cut หรือ Sever) ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Circumcision (คำนาม หมายถึง ควั่น เข้าสุนัต)  

     

               ปัจจุบันค่านิยมของผู้คนสังคมในสามจังหวัดชายแดนใต้เปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนในเมือง มักไม่ค่อยให้ความสนใจกับโต๊ะมูเด็ง หันไปใช้บริการจากแพทย์ในโรงพยาบาล หรือตามคลินิก เพราะสะดวก ปลอดภัย มั่นใจในเครื่องไม้เครื่องมือ และไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก  ซึ่งมันขาดเสน่ห์ในพิธีกรรมเข้าสุนัต ตามวิถีชุมชน ตามแบบอย่างวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นที่สืบทอดมายาวนาน ทั่วคาบสมุทรมาลายู โดยเฉพาะช่วงเวลาในพิธีแบบดั่งเดิม ที่เยาวชนทุกคน จะต้องฟังการบรรยายคุณค่า และคุณประโยชน์ของการเข้าสุนัตก่อน ถึงจะจับฉลาก เพื่อที่จะเรียงลำดับคิว ว่าใครจะเข้าสุนัตในลำดับใด วึ่งขณะเข้าสุนัต เยาวชนจะต้องเอามือไขว่หลังในขณะนั่งบนหยวกกล้วย ซึ่งโต๊ะมูเด็งจะนั่งอยู่ตรงกันข้าม และจะมีญาติผู้ใหญ่อีกหนึ่งคน จับเด็กไว้ เพื่อป้องกันการดิ้น เคลื่อนไหวขณะตัดหนังหุ้ม ทำให้เกิดความผิดพลาดได้

              บรรยากาศในพิธีเหมือนมีมนต์สะกด แฝงไปด้วยกุศโลบาย ที่มุ่งประสงค์ให้เด็กเยาวชนรู้รักจักกัน มีความรักใคร่สามัคคี รักบ้านเกิด นอกเหนือจากการปฏิบัติตามหลักการศาสนา ที่ชาวมลายูในสามจังหวัดชายแดนใต้ มักเรียกการเข้าสุนัตในภาษาท้องถิ่นว่า "มาโซ๊ะ ยาวี"

 

                นายหะยีมะ สะอะ อายุ 60 ปี เกิดที่ ตำบลวะรัง อำเภอยะริ่ง จังหวัดปัตตานี หลังจากจบการศึกษาระดับ ประถม 4  กำลังจะจบประถม 6 แต่ต้องตามพ่อเพื่อเรียนรู้ การเข้าสุนัต จึงหยุดเรียน 

                ด้านครอบครัวนายหะยีมะ สะอะ  มีภรรยา 1 คน มีบุตร 5 คน เป็นชาย 2 คน และหญิง 3 คน คนสุดท้องก็สืบทอดการขลิบเป็นผู้สืบทอดโต๊ะมูเด็งรุ่นที่ 7 ต่อไป

 

                 โต๊ะมูเด็ง หะยีมะ สะอะ ได้ปักหลัก สร้างบ้านอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองเบตง ม.2 บ้านไอปาเซ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา โดยได้ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในตำบลอัยเยอร์เวงเมื่อ 34 ปีที่แล้ว ในปี พ.ศ.2525 ซึ่งในครั้งนั้นท่านตั้งใจเปลี่ยนอาชีพมาทำเกษตรกร ทำสวนยางพารา หักใจเลิกอาชีพโต๊ะมูเด็งแล้ว แอบมาอยู่ในพื้นที่ตำบลอัยเยอร์เวงได้เพียง 3 ปี เมื่อคนรู้ข่าว ว่าท่านเป็น”โต๊ะมูเด็งที่มีฝีมือ” จึงแห่กันไปขอร้องให้เข้าสุนัตลูกๆเขา  จึงใจอ่อน ยอมทำอาชีพโต๊ะมูเด็งต่อ เพราะคำขอร้องของชาวบ้านในระแวกนั่นเอง          

                 สำหรับโต๊ะมูเด็งหะยีมะ สะอะ นั้น ได้รับการสืบทอดวิชาการขลิบปลายหนังหุ้มองคชาต จากต้นตระกูล มาแต่สมัยโบราณมากว่า 6 รุ่น  วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 เป็นอีกปีที่เด็กเยาวชนกว่า 70 คน จะได้ร่วมพิธีการเข้าสุนัตหมู่ประจำตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา อีกครั้ง แต่อาจจะเป็น 2-3 วัน ทยอยตามชุมชนในตำบล 2-3 จุด ถือเป็นเกียรติประวัติแก่เด็กๆและผู้ปกครองเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้เข้าพิธีสุนัตจากโต๊ะมูเด็งตามตำนานเมืองโบราณยะริ่ง รุ่นที่ 6 เลยทีเดียว..ศณีรา รายงาน.

ภาพวันที่ 3 พ.ค.59

 

 

 

 

โดย ศณีรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net